ปีเตอร์+แคสเปอร์ ชไมเคิล และ ไบรอัน+ไนเจล คลัฟ คือตัวอย่างของคู่พ่อ-ลูก ที่ประสบความสำเร็จในวงการฟตุบอลหลังจากมีการสืบทอดพรสวรรค์อันน่าเหลือเชื่อให้กันและกัน แต่นอกจากทั้งสองแล้วจะมีคู่ไหนอีก

            เป็น 'ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น'! ก็ว่าได้ เมื่อลูกชายของทั้งเดนนิส เบิร์กแคมป์ และ เมาริซิโอ (Mauricio) โปเช็ตติโน่ เพิ่งเซ็นสัญญากับวัตฟอร์ด โดย มิทเชล เดนนิส เบิร์กแคมป์ จะเล่นให้กับทีมจากแชมเปี้ยนชิพด้วยสัญญา 6 เดือนหลังจากการล้มเหลวในการไปทดสอบฝีเท้ากับอาร์เซนอล ในขณะที่เมาริซิโอ (Maurizio) โปเช็ตติโน่ ย้ายมาจาก ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ทีมเก่าของพ่อของเขาซึ่งปัจจุบันคุมเปแอสเช แต่พวกเขาไม่ใช่ผู้เล่นเพียงคนเดียวที่สืบทอดพรสวรรค์ด้านฟุตบอลของผู้เป็นพ่อ แต่จะมีพ่อลูกคู่ไหนบ้างนั้น เราได้รวบรวมมาให้แล้ว


-ปีเตอร์ และ แคสเปอร์ ชไมเคิล

            ปีเตอร์ อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติเดนมาร์ก มีบทบาทโดดเด่นในการคว้าแชมป์ยูโร 92 ของประเทศของเขาเพราะสามารถเซฟลูกเหลือเชื่อได้หลายครั้งในรอบชิงชนะเลิศกับเยอรมนี ผู้รักษาประตูคนดังยังมีส่วนสำคัญสำหรับการคว้าทริปเปิ้ลแชมป์แห่งประวัติศาสตร์เมื่อปี 1999 ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก, เอฟเอ คัพ และ แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่สามารถเอาชนะบาเยิร์น มิวนิก สปีเตอร์ได้ถ่ายทอดทักษะของเขาให้กับแคสเปอร์ลูกชายวัย 34 ปีซึ่งเริ่มต้นค้าแข้งกับทีมคู่แข่งอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ จากนั้นแคสเปอร์ก็เซ็นสัญญากับน็อตต์ส เคาน์ตี้, ลีดส์ ยูไนเต็ด และในที่สุดก็เป็นทีมเลสเตอร์ ซิตี้ ในปัจจุบันซึ่งเขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมแห่งเทพนิยายที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก เมื่อปี 2016


-โยฮัน และ ยอร์ดี้ ครัฟฟ์

            โยฮัน ครัฟฟ์ ผู้ล่วงลับได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่ดีที่สุดตลอดกาล โดยได้รับรางวัลบัลลงดอร์อันทรงเกียรติสามสมัยตลอดการค้าแข้งของเขา ในช่วงทศวรรษ 1970 ปีกรายนี้เล่นให้กับอาแจ็กซ์ ก่อนที่จะย้ายไปบาร์เซโลน่า นอกจากนี้เขายังได้รับเลือกให้เป็นผู้เล่นแห่งทัวร์นาเมนต์ในฟุตบอลโลกปี 1974 หลังจากนำทีมชาติเนเธอร์แลนด์คว้าแชมป์ได้สำเร็จ ส่วนยอร์ดี้ มีความตั้งใจที่จะเป็นนักฟุตบอลด้วยเงื่อนไขของตัวเอง ยอร์ดี้ซึ่งมีชื่อจริงว่าโยฮัน เลือกที่จะใช้ชื่อ ยอร์ดี้ บนเสื้อของเขา เช่นเดียวกับพ่อของเขา เขาเล่นให้กับบาร์เซโลน่า จากนั้นก็ย้ายไปแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งโชคร้ายที่การค้าแข้งของเขาต้องเผชิญกับอาการบาดเจ็บ ตอนนี้ยอร์ดี้เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนของสโมสรเซินเจิ้น เอฟซี ในไชนีส ซูเปอร์ ลีก


- เซซาเร และ เปาโล มัลดินี่

            เซซาเร กองหลังชาวอิตาลีอยู่ในทีมเอซี มิลาน ชุดแรก ตอนพวกเขาคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ปี 1963 เขาเล่นมากกว่า 400 เกมให้กับทีม คว้าแชมป์เซเรีย อา สี่สมัย นอกจากนี้เขายังได้คุมทีมระหว่างปี 1972-1974 และอีกครั้งในปี 2001 ส่วน เปาโล ลูกชายของเขา มีชีวิตค้าแข้งที่รุ่งโรจน์มากกว่าคุณพ่อที่ล่วงลับ เขาได้ปรากฏตัว
มากกว่า 900 ครั้งให้กับเอซี มิลาน ตลอดอาชีพค้าแข้ง 25 ปีของเขารวมไปถึงตอนที่มัลดินี่ผู้พ่อเป็นผู้จัดการทีม เปาโลสะสมถ้วยแชมป์ได้ 25 รายการในช่วงเวลาที่เขาอยู่ที่ซาน ซิโร่ และติดทีมชาติถึง 126 นัดในขณะที่คุณพ่อของเขาติดแค่ 14 ครั้ง
 

-แดนนี่ และ เดลีย์ บลินด์

           แดนนี่ เป็นกองหลังที่ได้ลงสนามเกือบ 500 นัดให้กับอาแจ็กซ์ตลอด 13 ปีที่สโมสร และอยู่ที่นั่นเมื่อพวกเขาคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อปี 1995 เขาเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลชาวดัตช์เพียงสามคนที่ชนะการแข่งขันระดับสโมสรของยูฟ่าและถ้วยในระดับทวีป หลังจากแขวนสตั๊ดพร้อมความสำเร็จอย่างสวยงามเขาก็เปลี่ยนอาชีพมา
เป็นโค้ชและคุมอาแจ็กซ์ก่อนที่จะกลายเป็นผู้จัดการทีมทีมชาติเนเธอร์แลนด์ระหว่างปี 2015-2017 ส่วนเดลีย์ ใช้เวลาเจ็ดฤดูกาลในทีมของพ่อของเขา ก่อนที่จะย้ายไปแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 2014 ซึ่งเขาเล่นในฐานะกองกลางตัวรับ เดลีย์อยู่ที่แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นเวลาสี่ปีก่อนที่จะกลับมาที่อาแจ็กซ์ในปี 2018 แข้งวัย 30 ปียังติดทีมชาติอีก 66 ครั้ง


-แฮร์รี่ และ เจมี่ เร้ดแนปป์

            แฮร์รี่ เริ่มต้นอาชีพของเขาในทีมเยาวชนของสเปอร์ส จากนั้นก็ลงเล่นให้กับทีมอื่นๆ เช่นเวสต์แฮม, เอเอฟซี บอร์นมัธ และเบรนท์ฟอร์ด ก่อนที่จะแขวนสตั๊ดเพื่อมาเป็นผู้จัดการทีมบอร์นมัธ ในปี 1983 แฮร์รี่ ยังคุมทีมสเปอร์ส, พอร์ตสมัธ ซึ่งเขาสามารถคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ในปี 2008 และควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส และเคยคุมทีมชาติจอร์แดน ส่วนเจมี่ลูกชายของเขาเคยเล่นให้พ่อสมัยที่แฮร์รี่คุมบอร์นมัธ และเซาธ์แฮมป์ตัน นอกจากนี้เจมี่ยังเล่นให้ลิเวอร์พูลเป็นเวลา 11 ปี อีกทั้งยังเคยเป็นกัปตันทีมให้กับทั้งหงส์แดงและสเปอร์ส เจมี่ติดทีมชาติอังกฤษ 17 นัดระหว่างปี 1995 ถึง 1999 นอกจากนี้แฮร์รี่ยังเป็นลุงของแฟรงค์ แลมพาร์ด ซึ่งเคยร่วมงานกันสมัยเขาคุมทีมเวสต์แฮม ยูไนเต็ด 



-พอล และ ทอม อินช์

            พอล ที่เกิดในลอนดอนเริ่มต้นอาชีพของเขาที่เวสต์แฮม แต่กลายเป็นผู้เล่นที่ถูกเกลียดชังที่สุดที่อัพตัน พาร์ค ในปี 1989 เมื่อปรากฏภาพเจ้าตัวใส่เสื้อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก่อนที่การย้ายทีมจะเสร็จสมบูรณ์ พอลยังเล่นให้ทีมชาติอังกฤษและเป็นกัปตันทีมผิวสีคนแรกของทีม จากนั้น 'เดอะ กัฟเนอร์' (ลูกพี่) ก็ย้ายไปอินเตอร์ มิลาน และ ลิเวอร์พูลหลังจากที่ระยะหลังเขาถูกเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ดร็อปจนต้องย้ายออกมาในช่วงซัมเมอร์ปี 1995 ส่วนทอมลูกชายของพอลเริ่มต้นอาชีพของเขาที่ลิเวอร์พูลในฤดูกาล 2010-11 แต่ออกจากสโมสรโดยไม่ได้ลงสนามแม้แต่ครั้งเดียว เขาใช้เวลาช่วงสั้นๆ ในพรีเมียร์ ลีก กับทีมอย่างฮัลล์, ฮัดเดอร์สฟิลด์ และ คริสตัล พาเลซ และตอนนี้เล่นให้กับลูตัน ทาวน์ ทีมจากแชมเปี้ยนชิพซึ่งยืมตัวเขามาจากสโต๊ค ซิตี้


-เอียน ไรท์ และ ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์

           ทั้งคู่เป็นพ่อและลูกคู่เดียวนอกเหนือจากชไมเคิ่ลที่สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก ได้ทั้งคู่ และทั้งคู่ต่างก็เคยเล่นให้ทีมชาติอังกฤษ เอียน เริ่มต้นจากการเล่นฟุตบอลนอกลีกก่อนที่จะเซ็นสัญญากับคริสตัล พาเลซ ตอนอายุ 21 ปี จากนั้นเขาก็เซ็นสัญญากับอาร์เซนอลในปี 1991 ด้วยค่าตัวที่ตอนนั้นเป็นสถิติสโมสรคือ 2.5 ล้านปอนด์ ปัจจุบันเครื่องจักรล่าประตูรายนี้คือเจ้าของสถิติผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลในลำดับที่ 2 ของอาร์เซนอล และตอนนี้ทำงานเป็นนักวิเคราะห์เกม ส่วนฌอน เริ่มต้นอาชีพของเขาที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในปี 1999 ก่อนจะย้ายไปเชลซี จากนั้นกลับมาที่แมนฯ ซิตี้ ในปี 2008 ก่อนที่จะเล่นให้ทีมนิวยอร์ก เร้ดบูลล์ส ร่วมกับแบรดลีย์น้องชายของเขา ดิมาร์จิโอ ลูกชายของฌอน ตอนนี้ก็กำลังสืบทอดอาชีพของคุณพ่อ เพราะปัจจุบันมีข่าวลือออกมาว่า เขาคือการเซ็นสัญญารายล่าสุดของสโต๊ค


-ไบรอัน และ ไนเจล คลัฟ

           ไบรอัน ที่เป็นกองหน้าเคยเล่นให้กับมิดเดิลส์โบรห์ และ ซันเดอร์แลนด์ และยิงไป 267 ประตูจาก 296 เกมก่อนที่อาการบาดเจ็บจะทำให้การค้าแข้งของเขาสิ้นสุดลงในปี 1962 เขาก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการทีมระดับแถวน้าและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากกับดาร์บี้ เคาน์ตี้ และน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ซึ่งเขาอยู่มา 18 ปีจนกระทั่งสโมสรตกชั้นในปี 1993 แม้เจ้าตัวจะยื่นความจำนงค์ไปหลายครั้ง แต่เขาก็ไม่เคยได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการทีมชาติอังกฤษและได้รับการขนานนามว่า 'ผู้จัดการทีมชาวอังกฤษที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ไม่ได้คุมทีมชาติอังกฤษ' ส่วนไนเจล เคยเล่นภายใต้การคุมทีมของพ่อของเขาที่ฟอเรสต์ในช่วงต้นยุค 90 และเป็นกองกลางที่ประสบความสำเร็จ จากนั้นเขาก็ย้ายไปลิเวอร์พูลในช่วงซัมเมอร์ปี 1993 ก่อนจะเดินตามรอยพ่อของเขาและคุมทีมดาร์บี้ เคาน์ตี้ ปัจจุบันไนเจลคุมแมนส์ฟิลด์ ทาวน์ ซึ่งเป็นทีมจากลีกทู