ศึกฟุตบอล "โตโยต้า ไทยลีก 2020/21" เตรียมกลับมาฟาดแข้งกันแบบเต็มรูปแบบครบทุกคู่ทุกสนาม ตั้งแต่วันที่ 6-7 กุมภาพันธ์นี้ เป็นต้นไป

หลังจากที่ ศบค. ประกาศให้อนุมัติให้สามารถแข่งขันได้ในรูปแบบปิด (ห้ามแฟนบอลเข้าชม) และต้องทำตามมาตรการป้องกันของทรงรัฐบาลอย่างเคร่งครัด 

ทว่าประด็นสำคัญของเกมฟาดแข้งศึกฟุตบอล "โตโยต้า ไทยลีก" ไม่ได้อยู่ที่การเตะแบบเปิดหรือ แบบปิด แต่มันอยู่ที่ว่าทุกสโมสรจะต้องลงเตะกันแบบ NON-STOP ไม่มีหยุดทั้งในช่วงสุดสัปดาห์ (เสาร์-อาทิตย์)  รวมถึง เกมกลางสัปดาห์  (อังคาร-พฤหัสบดี)  ตามโปรแกรมของแต่ละทีม รวมทั้ง 14 นัด ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึง มีนาคม  เนื่องจาก "บริษัท ไทยลีก จำกัด" ต้องการให้การแข่งขันฟุตบอลอาชีพทุกรายการของแดนสยามสิ้นสุดลงก่อนเดือนเมษายนนั่นเอง 

จากโปรแกรมการแข่งขันดังกล่าวก็คงต้องบอกว่านี่เป็นโปรแกรมฟาดแข้งที่ "สุดหฤโหด" ของทุก "สโมสร" เลยก็ว่าได้ เพราะทุกทีมจะต้องลงแข่งขันและเดินทางกันอย่างต่อเนื่องในทุกๆ 3 วัน

ทำให้แน่นอนสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ "นักเตะ" มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการล้า และ อาการบาดเจ็บ มากขึ้นกว่าปกติอย่างแน่นอน   

ถึงแม้ว่า "ไทยลีก" จะมีการประกาศนำกฎการเปลี่ยนตัวผู้เล่น 5 คน ต่อ 1 เกม มาใช้ในช่วงการแข่งขันฟุตบอล "โตโยต้า ไทยลีก"  ในช่วง 2 เดือนนับจากนี้ก็ตาม 

ยิ่งๆถ้ามองกันแบบลึกๆ แล้วคงต้องบอกว่า กฎการเปลี่ยนผู้เล่น 5 คน ต่อ 1 เกม มันอาจช่วยได้เพียงแค่ไม่กี่ทีมเท่านั้น 

เพราะหากพูดกันแบบตรงๆ ทีมในไทยลีก ส่วนใหญ่เป็นทีมชนาดกลางค่อนไปเล็กด้วยซ้ำ และคุณภาพนักเตะระหว่าง "ตัวจริง" กับ "ตัวสำรอง"  นั้นค่อนข้างต่างๆกันเยอะ  นั้นจึงทำให้เหล่าบรรดาทีมเหล่านี้จะต้องอยู่ในสภาพทีมที่เสียเปรียลเหล่าบรรดาทีมใหญ่แน่นอน 

 เท่านั้นยังไม่พอและเมื่อเตะไปเรื่อยๆ สัก 3-4  นัด นับจากนี้ เราก็ยิ่งได้เห็นความแตกต่างๆ ระหว่าง "ทีมใหญ่" กับ "ทีมเล็ก" มากยิ่งขึ้นแน่ เพราะเชื่อได้เลยว่ามันจะต้องมานักฟุตบอลตัวหลักของสโมสรขนาดเล็ก มีอาการบาดเจ็บรบกวน จนต้องหายไปจากทีมอย่าง 2-3 แมตช์

 นั่นก็ยิ่งทำให้คุณภาพของเกมการแข่งขันระหว่างสโมสรขนาดกลาง และเล็ก ที่พบกับ สโมสรใหญ่  จะยิ่งห่างกันอย่างชัดเจนมากขึ้น เพราะการขาดหายไปของผู้เล่นตัวหลัก และ ผู้เล่นสำรอง  ไม่สามารถทำผลงานได้เท่ากับ ผู้เล่นตัวหลัก 

 ผิดกับฟาก "สโมสรใหญ่"  ที่มีผู้เล่นเกรดเดียวกัน อยู่ในทีมที่สามารถซัพพอร์ตกันได้แบบสบายนั่นเอง

 จากเหตุผลนี้น่าเราก็จะได้เห็นรูปเกม และ ผลการแข่งขัน ที่มันต่างกันเยอะเป็นแน่

 หากจะให้พูดถึงว่าทีมไหน ได้เปรียบ-เสียเปรียบ  ซึ่งทีมที่จะได้เปรียบ คงหนีไม่พ้นทีม อย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, บีจี ปทุม ยูไนเต็ด, การท่าเรือ เอฟซี, สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด จนรวมไปถึง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด  ที่เป็นทีมขนาดใหญ่ และมีผู้เล่นที่มีคุณภาพใกล้เคียงมากกว่า ทีมขนาดเล็กไปถึงขนาดกลาง อย่าง  ระยอง, ตราด, สุโขทัย, นครราชสีมา, โปลิศ เทโร  หรือแม้กระทั้ง สมุทรปราการซิตี้ อย่างแน่นอน

 ที่สรุปออกมาให้แบบนี้เพราะผมเองลองเข้าไปเช็กจำนวนนักเตะ และ รายชื่อผู้เล่นของแต่ละสโมสรจากเว็บทางการของ "ไทยลีก" มาแล้วทำให้พอทราบรายละเอียดได้แบบคร่าวๆ และทำให้รู้คุณภาพชื่อชั้นของผู้เล่นสำรองของทีมขนาดใหญ่ กับ ทีมเล็ก มันแตกต่างกันแบบสิ้นเชิงจริง 

ขอยกตัวอย่างทีมที่จะนำมาเปรียบกันเพื่อทำให้เห็นภาพตามกัน โดยผมขอเลือก  "สมุทรปราการซิตี้"  ซึ่งเป็นทีมขนาดกลางและมีผลงานครึ่งฤดูกาลแรกค่อนข้างที่ดีแล้วกัน  ไปเทียบกับ "สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด" แล้วกัน  

ไปว่ากันที่ "สมุทรปราการซิตี้" กันก่อน สำหรับ "เขี้ยวสมุทร"  นั้นมีผู้เล่นที่ลงทะเบียนไว้ทั้งหมด 26  คน  ส่วน "สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด" มี 31 คน  แต่ก็ต้องบอกแบบนี้ก่อนนะครับว่าผู้เล่นเยอะใช่ว่าจะเป็นได้เปรียบ เนื่องด้วยคุณภาพผู้เล่นสำรองมันต่างกันนั้นเอง

 โดยฝั่งสมุทรปราการซิตี้  ผู้เล่นสำรอง "เขี้ยวสมุทร"  ที่จะค่อยซัพพอร์ตได้ ก็มีเพียงแค่ นพพล พลคำ (กองกลาง) , ชญาวัต ศรีนาวงษ์ (กองหน้า) , ซูฟามี่ อารีฟิน (กองหลัง)  และ อิวาน มาบุด (ผู้รักษาประตู) ส่วนที่เหลือไม่ว่าจะเป็น ยุทธพิชัย เลิศล้ำ (กองกลาง), จิรอัชต์ วิงวอน (กองหน้า), ธนกฤต คณะคาย  (กองหลัง), อภิชัย หมั่นอุตสาห์ (วิงแบ็ก), คะนิน เต๊กสงวน (กองกลาง)  หรือ นวพล รอดเขียว (กองกลาง)  ถือเป็น "นักเตะดาวรุ่ง" ซะส่วนใหญ่ 

 ส่วนฝั่งตัวสำรอง "สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด"  มีผู้เล่นอย่าง วสันต์ ฮมแสน, สมคิด ชำนาญศิลป์, ถิรายุ บรรหาร, ทักษ์ดนัย ใจหาญ, จอร์นาตา แวร์ซูรา, ธนะศักดิ์ ศรีใส, ชัยวัฒน์ บุราญ และ  อภิรักษ์ วรวงษ์ นี่คือคราวๆ เท่านั้นนะครับ 

 ดูจากรายชื่อแล้วก็ก็คงไม่ต้องสาธยายกันมากมาย เพราะแฟนๆ ดูออกมาผู้เล่นสำรองของสองทีมระหว่าง "สมุทรปราการซิตี้" กับ "สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด" มันต่างกันมากแค่ไหน มันคงไม่ต้องเอาไปเทียบกับ ระยอง หรือ ตราด เพราะมันจะดูห่างกันไปใหญ่

 และนี่เป็นความแตกต่างๆที่ให้แฟนๆจะได้ในเห็น "ศึกไทยลีก" นับจากนี้แน่นอน 

อย่างไรก็ดีการผมมาเขียนบทความนี้ขึ้นมาไม่ใช่ เพราะว่าไม่เห็นด้วยกับกฎการเปลี่ยนตัว 5 คน ต่อ 1 เกม นะครับ แต่ผมแค่อยากให้ทุกสโมสร วางแผนในการใช้งาน "นักเตะ" ให้ดีในช่วงเกมการฟาดแข้งในช่วง 2 เดือนที่สุดหฤโหดเท่านั้นเอง  

 เพราะหากคุณ "วางแผนผิด"  มันก็อาจส่งผลกระทบที่ "เลวร้าย" กับสโมสรของคุณในช่วงท้ายฤดูกาลก็เป็นได้...นะครับ !!!

 สรุปจำนวนนักเตะของแต่ละสโมสร ที่ลงทะเบียนส่งชื่อลงเล่น "โตโยต้า ไทยลีก 2020-21" เลกที่ 2 
ตราด เอฟซี  มี  23 คน, สุพรรณบุรี เอฟซี 29  คน, เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด 30 คน (ไม่รวมชื่อ ดัง วาน ลัม/ไดซึเกะ ซาโตะ ที่ไม่อยู่กับทีมแล้ว), ราชบุรี มิตรผล เอฟซี  28 คน, นครราชสีมา 31 คน 

 พีที ประจวบ 32 คน  สุโขทัย เอฟซี  27 คน  สมุทปราการซิตี้  26 คน การท่าเรือ เอฟซี 30  คน ชลบุรี เอฟซี  33  คน  บีจี ปทุม ยูไนเต็ด 27  คน ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด 34  คน สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด  31 คน ระยอง เอฟซี 31 คน โปลิศ เทโร เอฟซี  31  คน และ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 24  คน