ศึกฟุตบอล "โตโยต้า ไทยลีก 2020" เลกที่ 2 เตรียมกลับมาโม่แข้งกันอีกครั้งหลังจากมีอันต้องหยุดฟาดแข้งไปในช่วงเดือนมกราคม เป็นเวลาเกือบ 1 เดือนเต็ม ด้วยสาเหตุที่ ศบค. ประกาศให้พื้นที่ของหลายจังหวัดเป็นเขตควบคุมสูงสุด เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

 หลังสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย "ฟุตบอลไทยลีก" จะกลับมาฟาดแข้งกันอีกอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป หลังจาก ศบค. ได้มีการประกาศอนุมัติให้สามารถกลับมาแข่งขันรูปแบบปิด งดเปิดให้แฟนบอลเข้าชม พร้อมด้วยมาตรการป้องกันที่เข้มงวดมากขึ้น

 ถึงแม้การกลับมาฟาดแข้งในครั้งนี้จะไม่มีการเปิดให้แฟนบอลเข้าชม แต่กระแสของแย่งชิงตำแหน่ง "แชมป์ไทยลีก" และ ตั๋วฟุตบอลสโมสรเอเชีย "เอเอฟซี แชมเปี้ยนลีก 2022" จำนวน 3 ใบ ของทุกทีมนั้นไม่ได้ลดลงไปแม้แต่น้อย และทุกทีมต่างหมายหมั้นปั้นมือต้องเดินหน้าเพื่อทำเป้าหมายของทีมตนเองให้สำเร็จให้ได้  

 โดยเฉพาะสโมสร "ยักษ์ใหญ่" อย่าง "ปราสาทสายฟ้า" บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซึ่งที่ผ่านในเลกแรก ทำผลงานได้น่าผิดหวังที่สุด ทั้งที่ทีมอยู่ในฐานะทีม "เต็งแชมป์"  เหตุเพราะการเสริมทัพต่างชาติมาแบบเต็มในช่วงตลอดรอบพิเศษ ร่วมการดึง อเล็กซานเดร์ กามา กลับมาคุมบังเหียนทีมอีกครั้งด้วย

 ทว่าผลงานของแข้งต่างชาติที่ทีมประเคนค่าเหนื่อยไว้แบบสูงลิ่ว กลับไม่ตอบโจทย์ฟอร์มไม่เปรี้ยงปร้างอย่างที่หวัง พร้อมส่งผลให้ทัพ "ปราสาทสายฟ้า" จบเลกแรกด้วยอันดับ 5 ของตาราง จากผลงานแข่ง 15 นัด ชนะ 7 เสมอ 2 แพ้ 6 เก็บได้เพียงแค่ 23 แต่มเท่านั้น และมีแต้มตามหลัง "เดอะแรบบิท" บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ทีมแชมป์เลกแรกถึง 18 คะแนน แถมยังพลาดตั๋วไปลุยศึกฟุตบอลสโมสรเอเชีย อย่าง เอเอฟซี แชมเปี้ยนลีก 2021 อีกด้วย

จนทำให้ "บิ๊กเน" เนวิน ชิดชอบ นายใหญ่ "ปราสายสายฟ้า" ถึงกับออกมาบอกว่าในไทยลีกเลกแรก (ปี2020) ถือเป็นปีที่ "บุรีรีมย์ ยูไนเต็ด" ทำผลงานได้แย่ที่สุดนับตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา

          

 อย่างไรก็ดีแม้ว่าผลงานเลกแรกจะไม่เป็นอย่างที่หวังแต่ "นายใหญ่ปราสาทฟ้า" ก็ยังไม่ยอมธงขาวยอมแพ้ พร้อมเชื่อมั่นว่าในเลกที่สองทีมของตนเองยังมีลุ้นที่จะคว้าแชมป์ในบั้นปลายฤดูกาล พร้อมสั่งการ อเล็กซานเดร์ กามา เดินหน้าเต็มสูบ ด้วยการโละผู้เล่นต่างชาติออกแบบยุดชุด พร้อมมีเสริมทัพแบบจัดเต็มทุกตำแหน่งอีกครั้ง 

 ด้วยการดึงผู้เล่นระดับเกรดเอ อย่าง ดิเกา กองหลังจอมเก๋ากัปตันทีม ฟลูมิเนนเซ ซึ่งถือเป็นตัวท็อปของลีกสูงสุดบราซิล, ซามูเอล โรชา กอนซาลเวส ดาวชาวบราซิเลี่ยนจากฮัทต้า คลับ, แบรนดอน โอนีล กองกลางออสเตรเลีย จากโปฮัง สตีลเลอร์, ไมคอน มาร์เกวส โบลต์ แข้งดีกรีทีมชาติบราซิลชุดยู 20 และ อ่อง ธู สตาร์เบอร์หนึ่งแดนหม่อง เข้ามาสู่ทีม

เท่านั้นยังไม่พอยังดึงผู้เล่นไทย อย่าง ปิยพล​ ผา​นิ​ช​กุล​ และ ทินกร อสุรินทร์ 2 แข้งประสบการณ์ เพื่อเข้าผนึกกำลังอย่างผู้เล่นตัวหลักของทีม อย่าง จักรพันธ์ แก้วพรม, นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม, สุภโชค สารชาติ, ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา, ศุภชัย ใจเด็ด, รัตนากร ใหม่คามิ ฯลฯ 

 จากที่รายชื่อขุมกำลังที่มีการเสริมเข้ามาในเลกที่สอง บวกกับตัวผู้เล่นหลักที่มีอยู่แล้ว ต้องยอมรับว่า นี่น่าเป็นการบ่งบอกเป็นนัยๆ ว่า "พวกข้า" จะกลับมาทวงบัลลังค์ความยิ่งใหญของตัวเองคืนให้ได้เป็นแน่  

 อย่างไรก็ภารกิจในการกลับมาลุ้นแชมป์ "โตโยต้า ไทยลีก 2020-21" เลกที่ 2  ของ "บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด"  นั้นมันไม่ง่ายอย่างที่คิดไว้แน่  เพราะหากมองความห่างของแต้มที่ตามหลัง "บีจี ปทุม ยูไนเต็ด" 18 แต้ม และเหลือเกมอีกเพียงแค่  14 นัดเท่านั้น  

 ไม่ว่าอย่างไรต้องยอมรับว่า "โอกาส" ของ "บุรีรัมย์" ก็ยังมีอยู่ เพราะมันก็ยังเหลือเกมฟาดแข้งอีกตั้ง 14 นัด และมีแต้มให้เก็บอีกถึง 42 แต้ม หากพวกเขาเก็บชัยชนะได้ทั้ง 15 เกม เก็บ 42 แต้มเต็ม และจบฤดูกาลด้วยการมี 68 คะแนน  พร้อมไปลุ้นแช่งให้ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ที่เวลานี้มี 44 แต้ม พบกับความปราชัยอย่างน้อย 6 เกม ซึ่งจะทำให้ "พวกเขา" มีแต้มเท่ากันเมื่อจบฤดูกาล และไปวัดกันที่เฮดทูเฮด ในปั้นปลายฤดูกาล  

 จากปัจจัยที่เอ่ยมาก็ต้องยอมรับว่า โอกาสที่ทัพ "ปราสาทสายฟ้า" บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ก้าวขึ้นเถลิงบัลลังค์แชมป์ โตโยต้า ไทยลีก 2020 มีความเป็นไปได้น้อยมาก แต่มันก็ใช่ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้ ! 

 เพราะดูจากขุมกำลัง.. ของ "พวกเขา" ต้องยอมว่า "โอกาส"  ที่พวกเขาจะคว้าชัย 14 นัดรวดในลีก นั้นมีความเป็นไปได้ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ดี ทุกอย่างจะเกิดขึ้นได้มันต้องเริ่มจากทีมตัวเองเท่านั้น  

 ฉะนั้นภารกิจสำคัญของ "อเล็กซานเดร์ กามา และ พลพรรคแข้ง "ปราสาทสายฟ้า" นับจากนี้ไปก็คือต้องทำเป้าหมายของตัวเองให้ได้นั้นคือการคว้าชัยให้ได้ทั้ง 14 นัด โดยไม่ต้องมองอย่างอื่นๆ เลย 

 แต่บทสรุปสุดท้ายจะออกมาเป็นอย่างไร ก็ปล่อยให้เป็นไปตาม "โชคชะตาฟ้าลิขิต"

เพราะไม่แน่ว่า "โชคชะตา" อาจจะเข้าข้าง "พวกเขา" บ้างก็ได้.. เพราะในโลกแห่งฟุตบอลมันไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้

อย่างคำกล่าวที่ว่า.... "ฟุตบอลโลกกลมๆ อะไรก็เกิดขึ้นได้"