นักมวยไทยที่เกิดมาพร้อมพรสวรรค์ด้านศิลปะการต่อสู้ บู๊ได้ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ มีรางวัลเกียรติยศหลากหลายสาขาเป็นเครื่องการันตี ทั้งประเภทมวยไทยอาชีพ มวยไทยสมัครเล่น และ มวยสากลสมัครเล่น

 กว่าจะยืนหยัดเป็นนักมวยแถวหน้าของวงการ เขาต้องผ่านหลายสิ่งหลายอย่างมากมาย

 อะไรคือเบ้าหลอมทำให้เขาแข็งแกร่ง จนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นยอดมวยเงินล้านได้ในปัจจุบัน วันนี้เรามาทำความรู้จักเขาให้มากขึ้น กัปปิตัน เพชรยินดีอะคาเดมี่

 แพ้ 7 ไฟต์รวด

 กัปปิตัน มีชื่อเล่นว่า “เบส” (Best) มาจากภาษาอังกฤษที่แปลว่าดีที่สุด มีชื่อจริง “นายอนึ่ง คัฒมารศรี” เกิดเมื่อ 24 มีนาคม 2536 ปัจจุบันอายุ 27 ปี ส่วนสูง 169 ซม. เป็นลูกหลานชาวจังหวัดหนองบัวลำภู มีพี่สาวหนึ่งคนอายุห่างกัน 3 ปี พ่อแม่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม

 เจ้าเบส เป็นคนชอบเล่นต่อสู้ ตอนอายุ 9 ขวบ เขาชวนก๊วนเพื่อนประมาณ 20 คน ไปเรียนมวยที่ค่ายมวย ต.ประสิทธิ์ ของ “นายประสิทธิ์ อ้วนแพง” ซึ่งอยู่แถวบ้าน มีครูมวยคนแรกคือ “นากลางน้อย ส.คิงส์สตาร์”

 เบส เป็นเด็กใจร้อน ซ้อมมวยได้เพียงเดือนเดียว ก็ขอขึ้นชกตามประสาเด็กอยากลองวิชา ได้ค่าตัว 100 บาท ใช้ชื่อว่า “ดีเซลเล็ก ต.ประสิทธิ์” ชกในงานบุญบั้งไฟของ จ.หนองบัวลำภู ผลการชกแพ้น็อกยก 2 เพราะคู่ชกสูงยาวกว่าเยอะ

 แม้การเปิดตัวจะไม่สวย แต่ เบส กลับหลงเสน่ห์และรักมวยไทยมากขึ้น อาจเป็นเพราะฐานะทางบ้านยากจน เจ้าตัวจึงปักหลักชกมวยแบ่งเบาภาระครอบครัว พร้อมกับตั้งหน้าตั้งตาเรียนที่โรงเรียนบ้านนาหนองทุ่ม ต.ฝั่งแดง อ.นากลาง ควบคู่ไปด้วย

ฉายา “ไอ้หนุ่มซินตึ๊ง”

 คนแถวบ้านที่มาทำงานกรุงเทพฯ รู้จัก “อ.ฉลองศักดิ์ ส.ธนิกุล” เทรนเนอร์ค่ายมวย เพชรศิริยิม ของ “นายชาลี โพธิ์ศิริ” จึงชักชวนให้ เบส ย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ หลังเรียนจบ ป.4 และเปลี่ยนสังกัดเป็น “ดีเซลเล็ก เพชรศิริยิม”

 เบส เป็นเด็กรูปร่างค่อนข้างเล็ก จึงต้องตระเวนชกตามเวทีมวยล้อมผ้านานถึง 3 ปี เพื่อรอให้ได้น้ำหนักตัวซัก 100 ปอนด์ จึงได้ขึ้นชกเวทีมวยมาตรฐาน 

 เปิดตัวครั้งแรก สนามมวยเวทีลุมพินี เอาชนะคะแนน “ลำน้ำมูล ส.ธนะภิญโญ” เมื่อต้นปี 2550
ตอนเด็กๆ เขาเป็นคนที่ตัวเล็กน้ำหนักน้อย แต่พอตอนจะเป็นหนุ่มก็โตไม่หยุด ช่วงอายุ 18 ปี จึงมีปัญหาเรื่องการทำน้ำหนัก อย่างไรก็ตามช่วงนั้น เขาได้เปลี่ยนสีเสื้ออีกครั้งเป็น “ดีเซลเล็ก อู๊ดดอนเมือง”

                       

 ด้วยสไตล์การตัดผมทรงหน้าม้าประกอบกับเป็นคนหน้าตี๋ ดีเซลเล็ก จึงได้รับฉายาจากสื่อมวลชนให้เป็น “ไอ้หนุ่มซินตึ๊ง” โชว์ผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์บนสถิติการชกสุดหรู

 จนปี 2555 ได้รับการเสนอชื่อให้เข้ารับรางวัลนักมวยดีเด่นการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) แต่ทว่าพอถึงรอบชิงแพ้โหวตให้กับ “ซุปเปอร์เล็ก เกียรติหมู่ 9” เจ้าตัวจึงได้ตำแหน่งรองนักมวยไทยดีเด่น กกท.ไปครอง ในวัยเพียง 19 ปี นับว่าเป็นรางวัลเกียรติยศแรกของชีวิต

นักมวยทีมชาติ

 เส้นทางการต่อสู้ของ ดีเซลเล็ก โลดแล่นอยู่บนสังเวียนมวยไทย ควบคู่ไปกับการชกมวยสากลสมัครเล่น ตั้งแต่สมัยที่เขาอายุ 16 ปี ในฐานะตัวแทนโรงเรียนวิทยาลัยอาชีพนวมินทร์ราชูทิศ

 “ใจจริงตัวผมเองอยากลงแข่งขันชกมวยไทย แต่เขามีกฎที่ว่า ถ้าเป็นนักกีฬาอาชีพในประเภทนั้นๆ อยู่แล้ว จะไม่มีสิทธิ์ลงแข่ง ผมจึงต้องเปลี่ยนไปเลือกมวยสากลสมัครเล่นแทน ซึ่งทำให้ผมได้เรียนรู้และฝึกซ้อมกีฬาชนิดนี้ด้วยตัวเอง โดยอาศัยพื้นฐานมวยไทยที่ผมมีเป็นทุนอยู่แล้วครับ”

 เมื่ออายุครบ 21 ปี ดีเซลเล็ก ถูกเกณฑ์ทหารรับใช้ชาติ ครูฝึกรู้ว่าเป็นนักมวยฝีมือดีจึงสนับสนุนให้ชกมวยทหาร และคว้ารางวัลมากมาย เช่น เหรียญทองมวยสากลสมัครเล่น รุ่น 69 กก. 2 ปีซ้อน (2560 – 2561) และ เหรียญทองมวยไทยสมัครเล่น รุ่น 69 กก.ในปี 2562

 ในระหว่างนั้น ดีเซลเล็ก ยังได้รับการคัดเลือกให้ติดทีมชาติไทยแข่งขัน 2 รายการใหญ่ กีฬาซีเกมส์ 2017 ที่ประเทศมาเลเซีย คว้าเหรียญทองมวยไทยสมัครเล่น รุ่น 71 กก. และศึก เวิล์ดเกมส์ 2017 ที่ประเทศ โปแลนด์ ได้เหรียญทองแดงมวยไทยสมัครเล่น รุ่น 67 กก.

เปลี่ยนบ้านใหม่

 ในสังเวียนอาชีพ ดีเซลเล็ก ได้ครองแชมป์ประเทศไทย รุ่น 154 ปอนด์ จากการเอาชนะ “เดชฤทธิ์ ภพธีรธรรม” เมื่อ 27 กรกฎาคม 2559 ที่ราชตฤณมัยสมาคม ก่อนจะย้ำแค้นคู่แข่งเดิมอีกครั้ง และคว้าแชมป์สนามมวยเวทีลุมพินีมาครองเป็นเส้นที่สอง เมื่อ 1 มิถุนายน 2562

 ปี 2562 เป็นปีทองของ ดีเซลเล็ก และเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ คราวนี้ไม่เพียงเปลี่ยนสีเสื้อ แต่เปลี่ยนทั้งค่ายมวยและเปลี่ยนชื่อนักมวย เป็น “กัปปิตัน เพชรยินดีอะคาเดมี” ซึ่งชื่อมาจากภาษาสเปน หมายถึง กัปตัน หรือ หัวหน้าในเรือ

 การย้ายมาอยู่บ้านใหม่กับเพชรยินดีอะคาเดมี โดยมีเสี่ยโบ๊ท ณัฐเดช วชิรรัตนวงศ์ ดูแลและผลักดัน กัปปิตัน ได้ตอกย้ำความสำเร็จ ประเดิมชัยชนะคะแนน คว้าแชมป์ทรูโฟร์ยู รุ่นมิดเดิลเวตมาเชยชมอีกเส้น เมื่อ 22 พฤศจิกายน 2562

ก้าวสู่เวทีระดับโลก

 ด้วยดีกรีความสำเร็จที่มากมาย ต้นปี 2563 กัปปิตัน จึงได้จรดปากการ่วมศึกกับ วัน แชมเปียนชิพ ในรุ่นแบนตัมเวต (61.3-65.8 กก.) ซึ่งมี “น้องโอ๋ ไก่ย่างห้าดาว” ยอดมวยรุ่นพี่ครองบัลลังก์แชมป์โลก ONE มวยไทยรุ่นนี้อยู่

 กัปปิตัน เปิดตัวครั้งแรกในกติกาคิกบ็อกซิ่งที่เขาไม่ถนัดนัก แต่กลับโชว์น็อกช็อกโลกสร้างสถิติใหม่ใน วัน ซูเปอร์ ซีรีส์ (กติกามวยไทยและคิกบ็อกซิ่ง) ของ วัน แชมเปียนชิพ ด้วยเวลาเพียง 6 วินาที

 และผลงานล่าสุดที่ทำให้กัปปิตัน โด่งดังไปทั่วโลกเป็นไฟต์ ชิงแชมป์โลก คิกบ็อกซิ่ง ในศึกวันแชมเปี้ยนชิพที่สิงคโปร์  รุ่นแบนตัมเวต (61.3 – 65.8 กก.)

 ศึกแห่งศักดิ์ศรีมีเข็มขัดแชมป์โลก ONE คิกบ็อกซิ่ง รุ่นแบนตัมเวต เป็นเดิมพัน ระหว่างเจ้าบัลลังก์ "อลาเวอร์ดี รามาซานอฟ" กับ "กัปปิตัน เพชรยินดีอะคาเดมี" จอมน็อกไวผู้ทำลายสถิติใหม่ด้วยเวลา 6 วินาที

 หลังเสียงระฆังดังไม่ต้องลีลา กัปปิตัน ปรี่เข้าเล่นงานขาของ อลาเวอร์ดี ตามแผนแถมมีลูกยั่วยุ อลาเวอร์ดี ทั้งไวและคล่องหลบหลีกเว้นระยะห่างไม่ให้ กัปปิตัน เข้าใกล้ แต่นักชกไทยอาศัยความดุเดินบุกไม่กลัวหมัดสวนกลับ มีรับไปเต็ม ๆ ทำเอาใจหายใจคว่ำเหมือนกัน

 ยกที่สอง กัปปิตัน ยังจ้องเล่นงานขาเล็ก ๆ ของ อลาเวอร์ดี ซึ่งชิงจังหวะจิ้มหมัดแล้วขยับถอย คอยใช้ลูกถีบสกัดแต่ไม่อาจต้านความรั้นของ กัปปิตัน ที่เร่งเครื่องตามมาติด ๆ พร้อมส่งหมัดกระซวกเข้าท้อง อลาเวอร์ดี ถึงกับยวบลงพื้นให้กรรมการนับถึงสิบก็ยังจุกจนลุกไม่ขึ้น พ่ายน็อกไปทั้งน้ำตาด้วยเวลา 1.56 นาทีของยกนี้

 กัปปิตัน ขึ้นนั่งบัลลังก์แชมป์โลก ONE คิกบ็อกซิ่ง รุ่นแบนตัมเวตคนใหม่ ในฐานะแชมป์โลก ONE ชาวไทยคนที่ 8 แบกเข็มขัดกลับมาตุภูมิอย่างสมศักดิ์ศรี

 และทั้งหมดนี้คือเรื่องราวความเป็นมาเป็นไปของยอดมวยเงินล้านคนล่าสุดของไทย