ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับศึกแรกของรายการแบดมินตันโลก 3 รายการใหญ่ในเมืองไทยศึก "โยเน็กซ์ ไทยแลนด์ โอเพ่น" ทัวร์นาเมนต์เวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 1000 ชิงเงินรางวัลรวม 1,000,000 เหรียญสหรัฐ หรือ ประมาณ 30,100,000 บาท ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี

 ก่อนศึกจะปะทุขึ้นเกิดความกังวลขึ้นมาเล็กน้อย นับตั้งแต่ทีมชาติจีน ทัพใหญ่ที่ต้องยอมรับว่าเป็นเจ้าขนไก่โลกต้องถอนทีมออกจากการแข่งขัน ก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้นไม่กี่วันด้วย้หตุผลรัฐบาลจีนไม่อนุญาตให้ออกนอกประเทศอันเนื่องจากสถานการณ์โควิด

 ดาบสองซ้ำมาอีกหนเมื่อทีมชาติญี่ปุ่น มหาอำนาจอันดับสองต้องถอนทัพไปอีกชาติ เมื่อ "เคนโตะ โมโมตะ" ตรวจพบติดเชื้อโควิด ขณะเตรียมบินเดินทางมาประเทศไทย ส่งผลให้ทีมญี่ปุ่นต้องจำยอมถอนทีมเพราะทีมชาติทั้งชุดฝึกซ้อมอยู่ร่วมกัน เป็นการถอนทีมแบบสะเมือนหัวใจแฟนลูกขนไก่ที่อดชืนชมผลงานดาราดังของทีมซามูไร

 ในขณะที่การแข่งขัน เดิมมีการเปิดจำหน่ายตั๋ว แต่ต้องยกเลิกกระทันหันภายหลังสถานการณ์โควิดที่รุนแรงขึ้น จึงห้ามบุคคลอื่นเข้าร่วมการแข่งขันโดยไม่จำเป็น ไม่เว้นแม้กระทั่งสือมวลชนที่ลงทะเบียนทำ ไอดีการ์ด ต้องเลิกยกหมด 

 ส่วนฝ่ายอื่นที่จำเป็น รวมถึงทีมถ่ายทอดสดต้องเข้ากักกันเก็บตัวในโรงแรมที่พัก ก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้น 14 วัน และเข้าตรวจโควิดเป็นระยะ

 กระทั่งการแข่งขันเริ่มขึ้น พร้อมกับความหวังของทัพนักขนไก่ไทยที่หวังทำผลงานให้ดีที่สุดในรายการระดับ "เวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 1000" ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของชาติ

 มาสำรวจผลงานของนักกีฬาไทยและบทสรุปของศึกแรก "โยเน็กซ์ ไทยแลนด์ โอเพ่น"

 ประเภทชายเดี่ยว นักตบลูกขนไก่ชายไทยทำดีที่สุดในรอบ 16 คนสุดท้าย หลังผ่านรอบแรกมาได้ 3 คน คือ "กัน" กันตภณ หวังเจริญ ชายเดี่ยวมือ 1 ทีมชาติไทย มือ 17 ของโลก ก่อนไปพ่าย วิคเตอร์ อเซลเซ่น มือวาง 4 ของรายการ มืออันดับ 4 ไปสองเกมรวด 13-21, 17-21 โฆษิต เพชรประดับ มือ 33 โลก พ่าย เกมเก้ มือ 11 จากเดนมาร์ก

 และดาวรุ่งคนใหม่ "วิว" กุลวุฒิ วิทิตศานต์ แชมป์เยาวชนโลก 3 สมัย มือ 29 โลก ถือเป็นดาวตบอนาคตไกล พ่าย เอนโทนี่ เก้นติ้ง มือ 6 โลกของอินโดนีเซีย แบบมีลุ้น 16-21 และ 19-21 

 สำหรับแชมป์รายการนี้ตกเป็นของ วิคเตอร์ อเซลเซ่น มือวาง 4 ของรายการ มืออันดับ 4 ของโลกจากเดนมาร์ก ที่เอาชนะ อึ้ง กาลอง อังกุส มือวางอันดับ 7 ของรายการ มืออันดับ 8 ของโลกจากฮ่องกง ไป 2-0 เกม 21-14,21-14

 วิคเตอร์ อเซลเซ่น ชนะเลิศรับเงินรางวัล 7,0000 เหรียญสหรัฐ หรือ ประมาณ 2,100,000 บาท ส่วน อึ้ง กาลอง อังกุส รองชนะเลิศรับเงินรางวัล 34,000 เหรียญสหรัฐ หรือ ประมาณ 1,020,000 บาท  


  “เป็นแมตช์ที่ยาก ผมใช้พลังไปเยอะมากในสัปดาห์นี้ ทั้งเรื่องของร่างกายและจิตใจ ดังนั้นในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ต้องทุ่มเทเต็มร้อย และจากการที่ไม่ได้ลงแข่งเป็นเวลานาน จึงมีความสุขมากที่สามารถคว้าแชมป์มาได้ รายการ โยเน็กซ์ ไทยแลนด์ โอเพน จึงเป็นบททดสอบที่ดีสำหรับผม ภูมิใจที่สามารถทำได้”

 แชมป์จากเดนมาร์ก กล่าวถึงความสำเร็จ

 มาถึงในประเภทหญิงเดี่ยว ความหวังของไทยอยู่ที่ "เมย์" รัชนก อินทนนท์ มือ 6 ของโลก และสามารถเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ 8 คนสุดท้ายร่วมกับ "ครีม" บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธ์ มืออันดับ 12 ของโลกและ "เมย์" ศุภนิดา เกตุทอง มืออันดับ 46 ของโลก

 แต่สุดท้ายดีที่สุดของสาวไทยก็คือรอบนี้ ภายหลัง "เมย์" รัชนก พ่ายด่วรุ่งเกาหลีวัยทีนเอจ อัน เซ ยอง 2 เกมรวด เช่นเดียวกับ "ครีม" บุศนันท์ ที่พ่ายให้กับมือตบเดนมาร์ก และ "เมย์" ศุภนิดา ที่พ่ายให้กับ มาริน แชมป์โลกและแชมป์โอลิมปิก 2 เกมรวดเช่นกัน

  ความหวังสูงสุดและถือว่าแพ้พลิก คือ "เมย์" รัชนก ที่เคยเอาชนะน้องใหม่มาแล้ว แต่เกมครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม กลายเป็น เมย์ ตีไม่ตายและผิดพลาดเองทำให้ต้องตกรอบในในที่สุด

 ส่วนแชมป์สุดท้ายตกเป็นของ "คาโรลิน่า มาริน" มือวางอันดับ 5 ของรายการ มืออันดับ 6 ของโลกจากสเปน เอาชนะ ไถ้ ซื่อหยิง มือวาง 1 ของรายการ มืออันดับ 1 ของโลกจากไต้หวัน ไปได้ขาดลอย 2-0 เกม รับเงินรางวัล 7,0000 เหรียญสหรัฐ หรือ ประมาณ 2,100,000 บาท 

  “สนุกกับการเล่นทุกแต้มและสามารถทำได้ ทำให้มีความสุขมาก ฉันมุ่งมั่นมากกับการคว้าแชมป์ และแสดงให้คู่แข่งได้เห็นตั้งแต่ต้นเกมเลยว่าวันนี้ฉันต้องชนะ ฉันหวังว่าจะสามารถรักษาฟอร์มการเล่นที่ดีแบบนี้ไว้ได้ต่อเนื่องในสัปดาห์หน้า และเมื่อปีที่แล้วฉันมีปัญหาส่วนตัว แต่ตอนนี้สภาพจิตใจก็ดีขึ้นแล้ว และสามารถตัดสินใจได้ว่าจะทำอะไรสำหรับอนาคตของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันโอลิมปิก หรือชิงแชมปป์โลก”

 มาริน กล่าวอย่างมั่นใจหลังแสดงให้เห็นถึงความพร้อมและลีลาการเล่นแล้ว ถือว่าเป็นกระดูกชิ้นโตสำหรับนักแบดมินตันหญิงเดี่ยวของทุกชาติ

 สำหรับในประเภทชายคู่ ต้องยอมรับว่า ทีมแบดมินตันไทย ยังไม่สามารถหาดาวรุ่งหรือความหวังจากประเภทนี้ได้ มณีพงษ์ จงจิตร และ บดินทร์ อิสระ หลังจากเคยสร้างหวังอันเรืองรองมาสู่ยุคท้ายของการเล่นก็ต้องมาตกรอบแรก

 แชมป์เป็นของ หลี่ หยาง กับ หวัง ฉีหลิน คู่มือวาง 6 ของรายการ คู่มืออันดับ 7 ของโลกจากไต้หวัน ที่เฉือนชนะ โก๊ะ วีแชม กับ ตัน วีเคียง คู่มืออันดับ 14 ของโลกจากมาเลเซีย ไปได้หวุดหวิด 2-1 เกม รับเงินรางวัลชนะเลิศ 7,4000 เหรียญสหรัฐ หรือ ประมาณ 2,220,000 บาท 

 หวัง ฉี หลิน กล่าวว่า "มีความสุขมากที่คว้าแชมป์สำเร็จ และวันที่ 18 เป็นวันเกิดผม แชมป์นี้ถือเป็นของขวัญวันเกิด อยากขอบคุณหลี่ หยาง ที่มอบของขวัญให้กับผม" พร้อมพูดถึงคู่ขาว่า “ผมกับหลี่หยางรู้จักกันมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ สมัยเป็นนักเรียน ตอนนั้นหลี่หยางตัวเตี้ย และอ้วน แต่ตีแบดเก่งมาก” 

 ขณะที่ประเภทหญิงคู่ "กิ๊ฟ" จงกลพรรณ กิติธารากุล กับ "วิว" รวินดา ประจงใจ คู่มือวาง 7 ของรายการ คู่มืออันดับ 11 ของโลก ถือเป็นความหวังสูงสุดในประเภทนี้และสามารถผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ โดยพบ เกรเซีย โพลี่ กับ อาพริลยานี่ ราฮายู คู่มือวาง 5 ของรายการ คู่มืออันดับ 8 ของโลกจากอินโดนีเซีย ถือเป็นคู่แข่งเพื่อนสนิท 

 สำหรับสถิติในการพบกันของทั้งคู่ก่อนหน้านี้เคยพบกันมาทั้งหมด 5 ครั้ง เป็นทางคู่ของ เกรเซีย โพลี่ กับ อาพริลยานี่ ราฮายู ที่ทำได้เหนือกว่าเก็บชัยชนะไปได้ 4 ครั้ง ล่าสุดในศึก ไชนีสไทเป โอเพ่น 2019 จงกลพรรณ กับ รวินดา เป็นฝ่ายเฉือนชนะมาได้

 ในแมทช์นี้เกมการแข่งขันทางคู่ของ จงกลพรรณ กับ รวินดา พยายามสู้อย่างเต็มที่แต่ไม่สามารถต้านทานความเหนียวแน่นและดุดันในเกมบุกของ เกรเซีย โพลี่ กับ อาพริลยานี่ ราฮายู ที่สามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมเอาไว้ได้ พ่ายไป 0-2 เกม

  เกรเซีย โพลี่ กับ อาพริลยานี่ ราฮายู คว้าแชมป์พร้อมรับเงินรางวัล 7,4000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2,220,000 บาท ส่วน "กิ๊ฟ" จงกลพรรณ กับ "วิว" รวินดา รองแชมป์รับเงินรางวัล 35,000 เหรียญสหรัฐ หรือ ประมาณ 1,050,000 บาท 

 กิ๊ฟ-จงกลพรรณ และ วิว-รวินดา เผยหลังเหมวันนี้ว่า “คู่แข่งทำการบ้านมาดีมาก แตกต่างจากแผนที่เราเตรียมมารับมือ ทำให้การปรับต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการเล่น แต่สถานการณ์ไม่ดีขึ้น เกมเลยขาด แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้เรามาถึงรอบนี้คือทีมเวิร์กที่ดี การเข้ารอบชิงชนะเลิศครั้งนี้เพิ่มความมั่นใจกับเราเป็นอย่างมาก กลับไปทำเป็นการบ้านในสิ่งที่เราต้องไปแก้ไข เพื่อเตรียมพร้อมต่อไป”

 มาถึงไฮไลท์สำคัญ ในการแข่งขันประเภทคู่ผสม "บาส" เดชาพล พัววรานุเคราะห์ กับ "ปอป้อ" ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย คู่มือวาง 1 ของรายการ คู่มืออันดับ 3 ของโลก ผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศตามเป้า เข้าชิงพบกับ ปราวีน จอร์แดน กับ เมลาติ เดว่า อ๊อตตาเวียนติ คู่มือวางอันดับ 2 ของรายการ คู่มืออันดับ 4 ของโลกจากอินโดนีเซีย 

  สำหรับสถิติในการพบกันของทั้งคู่ก่อนหน้านี้เคยพบกันมาทั้งหมด 6 ครั้ง เป็นทางคู่ของ ปราวีน จอร์แดน กับ เมลาติ เดว่า อ๊อตตาเวียนติ ที่ทำได้เหนือกว่าเก็บชัยชนะไปได้ 4 ครั้ง ล่าสุดในรอบชิงชนะเลิศศึ ออลอิงแลนด์ 2020 ปราวีน จอร์แดน กับ เมลาติ เดว่า อ๊อตตาเวียนติ เป็นฝ่ายเฉือนชนะมาได้

 ในแมทช์นี้เกมการแข่งขันทั้งคู่ยังคงผลัดกันทำคะแนนได้อย่างสนุกคู่คี่สูสีก่อนที่ เดชาพล กับ ทรัพย์สิรี โชว์ฟอร์มเก่งไล่ตบทำคะแนนเฉือนชนะแก้มือไปได้สำเร็จ 2-1 เกม 21-3, 20-22, 21-18 ใช้เวลาแข่งขัน 56 นาที 

  แชมป์ครั้งนี้ของ "บาส" เดชาพล และ "ปอป้อ" ทรัพย์สิรี ถือเป็นการคว้าแชมป์เวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 1000 ครั้งแรกได้สำเร็จพร้อมรับเงินรางวัล 74,000 เหรียญสหรัฐ หรือ ประมาณ 2,220,000 บาท  

  "เป็นเกมที่อึดอัด เราพยายามไม่ขึ้นลูกให้คู่แข่งบุก และดูเหมือนว่าคู่แข่งมีข้อผิดพลาดด้วย วันนี้เป็นเรื่องของการชิงจังหวะการเล่น ไม่มีฝ่ายไหนขึ้นลูกก่อน คู่แข่งกลัวลูกหนักฝั่งเรา เราก็พะวงจากฝั่งเขาเช่นกัน เราเตรียมตัวมาดีในการเจอกับคู่แข่งจากอินโดนีเซียวันนี้ และสามารถทำได้ตามที่วางแผนมาด้วย พอคู่แข่งต้องการแก้คืนแต่ทำไม่ได้ทำให้อาจกดดัน สกอร์จึงไหลในเกมแรก”  "บาส" เดชาพล กับ "ปอป้อ" ทรัพย์สิรี กล่าวหลังจบเกมพร้อมใบหน้าที่เปี่ยมสุข

  แม้ทำมาได้หนึ่งแชมป์ แต่ก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่านักแบดมินตันไทยมีพัฒนาและการจัดการแข่งขันที่ถือว่ามีแต่เสียงชม

 คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล กรรมการคณะกรรมการโอลิมปิกสากล รองประธานสหพันธ์แบดมินตันโลก และนายกสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทยฯ กล่าวยอมรับว่า โล่งใจ ดีใจและภูมิใจมาก นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของวงการแบดมินตันไทย ที่ บาส-เดชาพล พัววรานุเคราะห์ กับ ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย คว้าแชมป์คู่ผสม ระดับเวิลด์ ทัวร์ ซูเปอร์ 1000 มาครอง ได้เป็นครั้งแรก ขอให้แฟนๆ แบดมินตัน ช่วยให้กำลังใจนักกีฬาไทย ต่อไป ในอีก 2 รายการที่เหลือ

 สำหรับรายการต่อไปจะเป็นศึก "โตโยต้า ไทยแลนด์ โอเพ่น" เวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 1000 ชิงเงินรางวัล 1 ล้านเหรียญสหรัฐ ระหว่างวันที่ 19-24 มกราคม และปิดท้ายด้วยศึก “เอชเอสบีซี บีดับเบิ้ลยูเอฟ เวิลด์ทัวร์ ไฟนอลส์ 2020” ชิงเงินรางวัลรวม 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ระหว่างวันที่ 27-31 มกราคม

 นักแบดมินตันไทยจะทำผลงานได้ดีแค่ไหนต้องติดตาม