หลังจากที่ดาวยิงเบอร์ 10 ของ ปีศาจแดง ประกาศรับงานกุนซือกับ ดาร์บี้ เคาร์ตี้ และทำให้ แข้งรายนี้ รีไทร์ จาก การค้าแข้ง เราจึงนำเอาประวัติและสถิติของเขามาเล่าสู่กันฟัง

เมื่อช่วงหัวค่ำของวันศุกร์ที่ 15 มกราคม 2564 เกิดข่าวใหญ่ขึ้นในวงการฟุตบอลอังกฤษ เมื่อ อดีตดาวยิงตลอดกาลของ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่าง เวย์น รูนี่ย์ ประกาศที่จะเลิกเล่นฟุตบอลอย่างเป็นทางการและ เข้ารับงานกุนซือเต็มตัว โดย ปัจจุบัน เจ้าตัวคือ กุนซือของทีม "แกะเขาเหล็ก" ดาร์บี้ เคาร์ตี้ เช่นนั้นแล้ว วันนี้ขอนำเสนอทุกข้อมูลและสถิติที่ เจ้าของฉายา สุกรโลกันต์ ทำไว้ตลอด 19 ปีที่ขึ้นมาเป็นนักเตะอาชีพ 

สำหรับ เวย์น รูนี่ เกิดในวันที่ 25 ตุลาคม 1985 (หรือปี พ.ศ. 2528)

เอฟเวอร์ตัน (1996-2004) 

เจ้าของฉายา สุกรโลกันต์ เริ่มต้นอาชีพ จากการเป็น นักฟุตบอลของโรงเรียนชายล้วนในเมืองลิเวอร์พูล ซึ่ง เจ้าตัวก็เริ่มฉายแววการเป็นนักฟุตบอลมาตั้งแต่บัดนั้น โดยยิงไป 72 ประตู ตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในโรงเรียนนั้น ก่อนที่จะย้ายไปเริ่มเล่นให้กัยทีมท้องถิ่นเล็กๆ ในเมืองลิเวอร์พูล เมื่อตอนอายุ 9 ขวบ และสามารถทำประตูได้ 99 ประตู ตั้งแต่ ซีซั่นแรกที่ลงเล่น ก่อนที่ฟอร์มการทำประตูอันร้อนแรงนี้จะไปเข้าตาของ บ็อบ เพนเดิลตัน แมวมองของ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน จนถูกดึงตัวเข้ามาอยู่ในการดูแลของ เอฟเวอร์ตัน นับตั้งแต่ปี 1996 หรือ ตอนอายุได้เพียง 10 ถึง 11 ขวบ โดยในซีซั่นแรก ลงเล่นให้กับ เอฟเวอร์ตัน ยู-10 ซึ่งยิงไปได้มากถึง 114 ประตู จากการลงสนามเพียง 29 เกมเท่านั้น ฟอร์มการเล่นของเขาทำให้ก่อนที่อายุจะ 15 ก็ได้ก้าวกระโดดขึ้นไปเล่นให้ชุด ยู-19 ของ เอฟเวอร์ตัน ก่อนที่จะได้เล่นอยู่ชุดนัดเพียงแค่ 8 นัด ก่อนจะถูกดันขึ้นสู่ชุดใหญ่ในทันที ซึ่งก่อนจะจากลาชุดเล็ก เจ้าตัวทำผลงาน 8 ประตู จาก 8 เกม และ 1 ใน นั้น คือการทำประตู ใส่ แอสตัน วิลล่า พาทีมเป็นแชมป์ เอฟ เอ คัพ เยาวชน ในปี 2002

จากนั้นไม่นานก็ได้เริ่มลงสนามให้ชุดใหญ่ในช่วง ปรีซีซั่นของฤดูกาล 2002 ที่ประเทศ ออสเตรีย ในซีซั่น 2002/03 นี้เอง เจ้าตัวก็ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ด้วยการเป็นแข้งที่อายุน้อยที่สุดเป็นอันดับ 2 ต่อจาก โจ รอยล์ ที่ได้ลงสนามใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในเกมที่ ต้นสังกัด เสมอกับ "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ 2-2 โดยสิ่งแรกที่ เหล่านักฟุตบอล สเปอร์ส พูด เมื่อได้เห็น เจ้าหนูในวัยเพียงแค่ 15 ย่าง 16 ปี ลงสนาม ต่างพูดออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า "หมอนั้นมันเป็นใครกัน" 

แม้จะทำประตูไม่ได้ในเกมนั้นแต่เด็กวัยเพียง 16 ปีรายนี้ก็เริ่ม ฉายแววโดดเด่น โดยเริ่มทำประตูแรกได้ ใน เกม ลีกคัพ รอบ 2เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ปี 2002 และยังเป็นเจ้าของ สถิติแข้งที่อายุน้องที่สุดที่ยิงให้เอฟเวอร์ตัน มาจนถึงทุกวันนี้ 

นอกจากนี้ เจ้าตัวเริ่มสร้างเสียงฮือฮาอีกครั้ง โดยก่อนที่เจ้าตัวจะอายุ 16 ปี เพียง 5 วัน ก็สามารถที่จะยิงประตูในพรีเมียร์ลีก ได้สำเร็จ โดยทีมที่ เด็กคนนี้ยิงใส่คือ "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล จนถึงขนาดที่ว่า จบเกมนั้น กุนซือ ปืนใหญ่ อย่าง อาร์แซน เวนเกอร์ ถึงกับออกปากชื่นชมผ่านสื่อว่า "ตั้งแต่ผมมาประเทศอังกฤษ ผมไม่เคยเห็นเด็กเยาวชนอังกฤษคนไหนที่เก่งกาจเท่ากับ เขา(รูนี่ย์)เลย" 

โดยตลอดเวลาที่ขึ้นมาอยู่ชุดใหญ่ของเอฟเวอร์ตัน ตั้งแต่ปี 2002 จนถึง ปี 2004 เจ้าตัวลงสนามไป 77 นัด และทำได้ 17 ประตู โดย 15 ประตู มาจากการยิงใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซึ่งจุดหักเหที่ทำให้เอฟเวอร์ตัน ตัดสินใจจะปล่อย แข้งดาวรุ่งรายนี้ออกไป อยู่ในช่วงปี 2004 เนื่องจากเจ้าตัวอยากที่จะย้ายไปอยู่ทีมอื่น และได้ขอขึ้นบัญชีย้ายทีมในช่วง เดือนสิงหาคม ปี 2004 และแน่นอนว่า ฝีเท้าระดับนี้ เอฟเวอร์ตัน ต้องรั้งไว้ก่อนแน่ๆ โดยเสนอค่าเหนือ 50,000 ปอนด์ ให้กับแข้งวัย 18 ปี! ถามว่า 5 หมื่น ปอนด์ เป็นเงินไทยเท่าไหร่ (คำตอบคือ 2 ล้านบาท!!!) เด็ก 18 ที่หาเงินได้ สัปดาห์ล่ะ 2 ล้าน ถามคนร้อยคนเป็นใครก็ต้องตอบตกลงสัญญาฉบับนี้ แต่สิ่งที่ รูนี่ย์ ทำคือ ปฎิเสธเงินก้อนนั้น เลยเลือกที่จะย้ายทีม เขาเชื่อว่าฝีมือตัวเขาควรได้ทีมที่ดีกว่านี้และค่าเหนื่อยที่ดีกว่านี้

ในเวลานั้นมีหลายทีมที่เสนอเงินก้อนงามๆ ให้ เอฟเวอร์ตัน พิจารณา ที่แน่ๆ คือมี นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด เสนอมาที่ 20 ล้านปอนด์ (แน่นอนว่าโดนปัดตกไปอย่างแน่นอนถ้าไม่จากสโมสร ก็จาก ตัวนักเตะเอง เนื่องจากว่า สาลิกาดง ไม่ใช่คำตอบของเด็กหนุ่มรายนี้) ต่อมา ได้มีทีมอยู่ทีมหนึ่งที่ทุ่มเงินถึง 25 ล้านปอนด์ (หรือราวๆ 1พันล้านบาท) ให้กับ ทอฟฟี่สีน้ำเงิน แน่นอนว่า ทีมนั้น คือ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทันทีที่เห็นสัญญา เอฟเวอร์ตัน เซ Yes แบบไม่ลังเล 

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (2004-2017)

เพียงแค่เกมแรกของการลงเล่นใน โอลด์ แทรฟฟอร์ด เด็กหนุ่ม รายนี้ก็ทำสกอร์ได้ในทันที ซึ่งไม่ใช่ 1 ลูก แต่มากถึง 3 ลูก หรือ ทำ แฮทริคได้ตั้งแต่เกมแรกที่เปิดตัว ด้วยการพาทีม เอาชนะ เฟเนบาร์เช่ ทีมจาก ตุรกี 4-1 รวม 2 นัด สกอร์ 7-1 พาปีศาจแดง ไปเล่นรอบแบ่งกลุ่ม ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในซีซั่นนั้นได้ โดยจบซีซั่นนั้น เจ้าตัวทำประตูไป 17 ประตู จากการลงสนาม 43 นัดในทุกรายการ ถือว่าทำประตูได้เยอะ เมื่อ ต้องนั่งเป็นสำรองอยู่ในบางครั้ง เนื่องจาก ในเวลานั้นทีมยังมี ศูนย์หน้าอย่าง "เพชรฆาตหน้าม้า" รุด ฟาน นิสเตอรอย อยู่ 

และเพียงแค่ ปี ที่ 2 ที่ย้ายมาร่วมชายคาของ โอล แทรฟฟอร์ด ในซีซั่น 2005-06 เจ้าตัวก็สามาถพาทีมคว้าแชมป์แรกได้สำเร็จ โดยเป็น แชมป์ ลีก คัพ (หรือ คาราบาว คัพ ในปัจจุบัน) สามารถเอาชนะ วีแกน แอตเลนติก ไปได้ด้วยสกอร์ 4-0 นอกจากนี้ เจ้าตัวยังทำประตูได้ถึง 2 ลูก ในเกมนั้น 

ไม่กี่อึดใจต่อมา ในซีซั่น 2006-07 เจ้าตัวก็ยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และยังสามารถพาทีมเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ ใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในซีซั่นนั้นได้สำเร็จ โดย คู่ต่อกรณ์ของ ปีศาจแดง คือ "ปีศาจแดง-ดำ" เอซี มิลาน ในชุดที่พลาดแชมป์ มาจากปี 2005 ที่แพ้ หงส์แดง ลิเวอร์พูล แทบจะทุกตำแหน่ง นำโดย มนุษย์คนสุดท้าย ก่อน ลูก้า โมดริช ที่ สามารถ คว้า บัลลงดอร์ ได้ อย่าง ริคาร์โด้ กาก้า , ฟิลิปโป้ อินซากี้ และ คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ เป็นกำลังหลัก 

เกมนั้น ปีศาจแดง ตกเป็นรอง เอซี มิลาน 2-1 ก่อนจะมาได้ประตูตีเสมอจาก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ในช่วงครึ่งหลัง ก่อนที่จะหมดเวลา 2 นาทีสุดท้าย ทุกอย่างทำท่าเหมือนจะจบเสมอกัน แต่ ปีศาจแดงได้จังหวะ สวนกลับ ของ ไรอัน กิ้ก จ่ายออกไปทางหน้าเขตโทษฝั่งขวาให้กับ เวย์น รูนี่ย์ ก่อนที่เจ้าตัวจะตัดสินใจซัดด้วยขวาโดยไม่จับ และมันบอลก็ผ่านมือ ดีด้า โกลของ มิลาน เข้าไป ขึ้นนำเป็น 3-2 และจบลงด้วยสกอร์นั้น  แม้ในนัดต่อมาจะบุกไปแพ้ที่ ซาน ซิโร่ ถึง 3-0 ตกรอบรองชนะเลิศ แต่ ปีศาจแดง ก็ยังสามารถที่จะไปเก็บแชมป์ พรีเมียร์ลีก เป็นรางวัล ปลอบใจได้สำเร็จ ผลงานส่วนตัวของ รูนี่ย์ เองนั้นก็ไม่ธรรมดา โดยลงสนามไป 55 นัด ในทุกรายการ ซัดไป 23 ประตู 

ในซีซั่นต่อมา ปี 2007-08 ผมถือว่าเป็น1 ใน ปีทองของ ปีศาจแดง เนื่องจาก มี 3 ประสานในแดนหน้า อย่าง เวย์น รูนี่, คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ คาร์ลอส เตเบซ ซึ่งทั้ง 3 คน ไล่ถล่มประตูคู่แข่งกระจุยกระจาย จนสามารถคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้สำเร็จ แม้ว่าจะต้องไปตัดสินถึงนัดที่ 38 หรือ นัดสุดท้ายก็ตาม

แต่ ผลงานที่ดีกว่านั้น คือการกลับมาสู่รอบชิงชนะเลิศ ใน ศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้อีกครั้ง โดย คู่แข่งในนัดชิงเกมนี้ ไม่ใช่ใครที่ไหนไกล นั้นก็คือ "สิงโตน้ำเงินคราม เชลซี นั้นเอง แม้ว่าเกมนั้นจะได้ลงเป็นตัวจริง แต่ก็ถูกถอดออกไปในช่วง 120 นาที แต่ก็ยังพาทีมประกาศ สักดา คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เป็นครั้งที่ 3 ของ สโมสร และ ในซีซั่นนั้น 

หลังจากที่ทีมปล่อย 2 คู่หูอย่าง คาร์ลอส เตเบซ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ออกจากทีมไป ในช่วงปี 2010 ทำให้ ทีมหวังพึ่งการทำประตูจาก รูนี่ย์ มากขึ้น และ แม้จะเสริมทัพในตำแหน่งของเขาเข้ามาหลายคน อาทิเช่น ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ และ ฮาเวียร์ ชิชาริโต้  แต่ไม่มีใครผลงานดีไปกว่า ศูนย์หน้าเบอร์ 10 คนนี้อีกแล้ว 

แต่แน่นอนว่าช่วงเวลาของนักกีฬา มันจะมีช่วงอายุของมันอยู่แล้ว และ เวลา ของ เวย์น รูนี่ย์ กับปีศาจแดง ก็มาถึง เมื่อเขาเริ่มตกเป็นตัวสำรอง ในยุคของ โชเซ่ มูรินโญ่ และ มักจะได้รับบทบาทแปลกๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเล่นในตำแหน่ง กองกลางตัวตัดเกม หรือ เพลย์เมคเกอร์ ตัวทำเกม ซึ่งแน่นอนว่า มันไม่ใช่สิ่งที่เจ้าตัวทำได้ดี แต่ ในสายเลือดนักฟุตบอล เมื่อโค้ชสั่งแล้ว ก็มีหน้าที่แค่ลงไปทำให้ดีที่สุด 

นับตั้งแต่ ปี 2004 ถึงปีที่สุดท้ายค้าแข้งกับปีศาจแดง เจ้าของฉายา สุกรโลกันต์ ทำผลงานได้น่าประทับใจที่สุดคนหนึ่งและถูกยกให้เป็นตำนานของสโมสรเป็นที่เรียบร้อย โดยสถิติตลอดเวลาที่รับใช้สโมสร 553 เกม ซัดประตูไป 253 ประตู และ ขึ้นเป็นดาวซัลโว เบอร์ 1 ตลอดกาลของสโมสร ทำลายสถิติของ ตำนานยุค 60 อย่าง เซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ที่ทำไว้ 249 ประตูลงได้ 

เอฟเวอร์ตัน (2017-2018)

หลังจากเริ่มมีสายเลือดใหม่ขึ้นมา ปีศาจแดง จึง อนุญาติให้ ตำนานเบอร์ 10 ของทีม ย้ายทีมได้ เจ้าตัวก็ได้ย้ายกับบ้านหลังแรกของเขา อย่าง รัง กูดิสัน พาร์ค ของ เอฟเวอร์ตัน ด้วยสัญญา 2 ปี ซึ่ง การกลับมาในครั้งนี้ อาจจะไม่มีผลในเรื่องของการแข่งขันในสนาม แต่ มีผลด้านกำลังใจของทีม และ แฟนบอลตัวยง ที่ยังรักและคิดถึง แข้งรายนี้อยู่เสมอ ก็หลั่งไหลกันเข้ามาชมเกมใน รังเหย้า มาขึ้น เพื่อจะได้เห็น ดาวรุ่งของทีมในอดีต ลงเล่นอีกครั้ง ซึ่ง ผลงานกับท๊อฟฟี่สีน้ำเงิน ไม่ได้โดดเด่นเท่าไหร่นัก ลงสนามไป 40 นัด และยิงได้ 11 ประตู 

ดีซี ยูไนเต็ด (2018-2020) 

รูนี่ย์ กับ ประเทศ สหรัฐอเมริกา โดยปกติ อาจจะเป็นเพียงแค่การมาพักร้อนหรือมาแข่งเกมอุ่นเครื่อง แต่ ในช่วงซัมเมอร์ 2018 มันกลับกลายเป็นงานของเขา เนื่องจากเจ้าตัวเลือกที่จะมาเซ็นสัญญา ซบทีม ดีซี ยูไนเต็ด ที่นี้ด้วยสัญญา 3 ปีครึ่ง พร้อมกับ ใส่เสื้อหมายเลย 9 ลงสนาม และเพียงไม่นานที่ย้ายมา เจ้าตัวก็สร้าง สตอรี่ กับ ยอดทีมในแดนมะกัน ไว้อย่างมากมาย โดย 1 ใน เหตุการณ์ที่แฟนบอลจำไม่ลืม คือการที่ เสมอกับ ออแลนโด้ อยู่ 2-2 และ ผู้เล่นของดีซี ดันขึ้นไปลุ้นทำประตูหมดรวมถึงผู้รักษาประตูด้วย! และ จากนั้นก็ถูกส่วนกลับและเหลือเพียง ศูนย์หน้าคู่แข่ง ลูกบอล และ ก้นตาข่าย ระยะห่างเพียงแค่ 50 หลา ดาวเตะ ออแลนโด้ ควบมาแต่ไกล และ เห็นว่า มีคนวิ่งตามมานั้นคือ เบอร์ 9 ของ ดีซี และ หมายจะ โยกหลบและ ซัดไกลเข้าไปอย่างสวย 

แต่....เขาถูกเตะสกัดเอาไว้ได้ หลังจากนั้น รูนี่ย์ ควบบอลกลับมา ก่อนจะเปิดเข้าไปให้เพื่อนร่วมทีมโหม่งประตู ตีเสมอได้ในช่วงนาทีสุดท้ายของการทดเวลาบาดเจ็บ และ จบเกมด้วยสกอร์ 3-2 ทำให้แฟนบอล ดีซี ยิ่ง หลงรัก แข้งเมืองผู้ดีรายนี้เป็นอย่างมาก โดยอยู่กับ ดีซี 2 ซีซั่น ลงสนามไป 52 นัด ทำได้ 25 ประตู 

ดาร์บี้ เคาร์ตี้ (2020-ปัจจุบัน) 

หลังจากที่เสร็จสิ้นภารกิจกับ ดีซี ยูไนเต็ด ในช่วง ต้นปี 2020 ตำนานเบอร์ 10 รายนี้ก็ได้ ย้านกลับมาร่วมทัพกับทีมในบ้านเกิด โดย ลงสนามรับใช้ แกะเขาเหล็กไป 30 นัด ในทุกรายการ ซัดไป 6 ประตู ซึ่งส่วนใหญ่ มักจะอยู่บนม้านั่งสำรอง ในช่วงหลัง และ ไม่นานมานี้ กุนซือของ ดาร์บี้ อย่าง ฟิลลิป โคคู ก็ถูกไล่ออกหลังผลงานในซีซั่นนี้ห่วยแตกขั้นสุด ก่อนที่ จะดันเอา รูนี่ย์ ขึ้นนั่ง กุมบังเหียน และ ทำให้ ดาวเตะรายนี้ตัดสินใจยุติเส้นทางค้าแข้งไว้เท่านี้ และ เริ่มเดินหน้าสู่สายงานกุนซือเต็มตัวแล้ว 

ท้ายที่สุดนี้ เขาอาจจะไม่ใช่ดาวยิงที่ดีที่สุดในโลกอย่างแน่นอน แต่ถ้าถามแฟน ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลายๆ คน จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ตำนานเบอร์ 10 ของ ปีศาจแดง ที่สมญานามว่า เวย์น รูนี่ย์ คือ ศูนย์หน้าที่ดีที่สุดของทีมตลอดไป