นานหลายปีที่ศึกแดงเดือดระหว่าง "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับฝั่ง "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล จะมีความหมายมากมายขนาดนี้

 เพราะความสำคัญของผลแพ้ชนะ นอกเหนือจากศักดิ์ศรีที่ค้ำคอ ยังมีผลต่อการลุ้นแชมป์สองถ้วยสำคัญ คือ พรีเมียร์ลีก และ เอฟเอคัพ

 ท่ามกลางความเงียบเหงาเพราะกระแสโควิด กองเชียร์ไม่สามารถเข้าสนามได้ แต่ยังมีความคึกคักฮึกเหิมในหัวใจแฟนบอลทั้งสองฝั่ง คาดว่าการแข่งขันในครั้งนี้จะเพิ่มสถิติการเฝ้าดูผ่านทางโทรทัศน์สูงสุดเป็นประวัติการณ์

 ตำนานแดงเดือดในการแข่งขันของทั้งสองทีมในอดีต มักเกิดตอนมื้อกลางวัน หรือราวเที่ยงของอังกฤษ ด้วยเหตุผลเพียงเพื่อไม่ให้แฟนดื่มเหล้าร่ำสุราและเบียร์ก่อนเริ่มเกม เพราะจากสงครามลูกหนังอาจบานปลายกลายเป็นสงครามกองเชียร์ขึ้นมาได้

 แต่ในฤดูกาลนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป โปรแกรมจึงออกตามความหมาะสมของเวลาผู้ชมทางโทรทัศน์ คือช่วงเย็นของประเทศอังกฤษ

 การเจอกันสองครั้งในสองสัปดาห์แห่งสงคราม "แดงเดือด" เริ่มที่อาทิตย์ 17 ม.ค. เป็นการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ที่สนาม แอนฟิลด์ แข่งขันเวลา 16.30 น. หรือตรงกับ 23.30 น.ของไทย

 ส่วนการแข่งขันของ ฟุตบอล เอฟเอ คัพ รอบ 4 หรือ 16 ทีมสุดท้าย เกมนี้จะสลับฝั่ง โดย "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเปิดรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ต้อนรับการมาเยือนของ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล บ้าง

 โดยในเกมดังกล่าว กำหนดการแข่งขันจะอยู่ในคืนวันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม ช่วงเวลา 17.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืนตามเวลาประเทศไทย

 ทีนี้มาดูความเดือดแรกในศึกพรีเมียร์ลีก ที่แอนฟิลด์ อาทิตย์ที่ 17 ม.ค.

 ชัยชนะเหนือ "เบิร์นลีย์" ของ แมนฯยูไนเต็ด ในเกมล่าสุดด้วยผลงานการเอี่ยวตัววอลเลย์ด้วยเท้าขวาอันสุดสวยของนักเตะค่าตัวแพงที่สุดของสโมสร "พอล ป็อกบา" แม้เป็นประตูเดียวในเกมแต่ทำให้ทีมเก็บ 3 แต้มสำคัญทำให้แฟน "ปีศาจแดง" ยิ้มย่องกับคำว่า "จ่าฝูง" หลังจากไม่มีคำนี้จากปากมานานถึง 2 ปี 6 เดือน 

 แม้การเป็น จ่าฝูง ครั้งสุดท้าย ที่เกิดขึ้นในยุคของ โฆเซ่ มูริญโญ่ เมื่อ 10 ส.ค. 2018 เพราะเตะเป็นเกมแรกก่อนใครในการเปิดลีกของฤดูกาลนั้น แต่เป็นคำที่เรียกว่า พอปลอบประโลมใจได้

 แต่หากจะมองสถิติในลีกของสองทีมที่พบกัน แมนฯยูไนเต็ด ชนะ 68 เสมอ 49 แพ้ 57 เรียกว่าเหนือกว่านิดๆ

 สถานการณ์ก่อนเกมในคืนวันอาทิตย์ สองทีมเตะ 17 นัดเท่ากัน แมนฯยูไนเต็ด มีอยู่ 36 คะแนน มากกว่า ลิเวอร์พูล 3 แต้ม

 การไปเยือนแอนฟิลด์ในวันอาทิตย์ เป็นเกมชี้ชัดว่า แมนฯยูไนเต็ด ดีพอที่จะเป็น จ่าฝูง ได้ต่อเนื่องหรือไม่ ขอเพียงไม่แพ้ในเกมนี้จะมีโอกาสยืดอีกหลายวัน ในขณะที่ ลิเวอร์พูล ลั่นพร้อมทวงบัลลังก์ เนื่องเพราะสถิติในการพบกันที่ แอนฟิลด์ ช่วงหลัง หงส์ กินขาด และเมื่อผลจบลงที่ชัยชนะของเจ้าบ้าน "จ่าฝูง" ก็จะตกอยู่ในมือ ลิเวอร์พูล อีกครั้ง

 ที่สำคัญครั้งนี้ทำให้สถานการณ์แดงเดือดกลับมาข้มเข้มเพราะถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 2008-2009 ที่ทั้งคู่โคจรมาพบกันเพื่อชี้ชะตาโอกาสในการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก

 คืนอาทิตย์ที่ 17 มกราคม จะเป็น "ศึกแดงเดือด" ครั้งที่ 205 เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือทีมแชมป์เก่า อยู่ในภาวะตัวเจ็บเพียบ และประสบปัญหาเกมรุกที่เริ่มฝืดจนหล่นจากบัลลังก์จ่าฝูง แต่สถิติในบ้านสุดแกร่งยังไม่แพ้ใครเสมอเพียงแค่เกมเดียวเท่านั้น ในขณะที่ "ปีศาจแดง" ยกพลมาแบบฟูลทีมและกำลังมั่นใจสุดขีดมาเยือนในฐานะจ่าฝูง

 และหากมองเกมในบ้าน ลิเวอร์พูล เฉพาะ 2 นัดล่าสุดในการพบกัน ลิเวอร์พูล ชนะห่างถึง 2 ประตู คือ 2-0 และล่าสุดคือ 3-1

กองเชียร์มองละเอียดนอกเหนือจากเกม ยังมองถึงผู้ตัดสินในเกมแดงเดือด ที่แอนฟิลด์ คือ พอล เทียร์นี่ย์ เปาวัย 40 ปี ที่ฤดูกาลนี้เป่าในเกมที่ลิเวอร์พูล ลงเตะไปแล้ว 2 ครั้ง คือเกม ที่ชนะ เชลซี 2-0 และเกม เสมอ นิวคาสเซิ่ล 0-0 

 แต่ถ้า หากดูสถิติ การทำหน้าที่ของ พอล เทียร์นีย์ ในเกมของทั้ง ลิเวอร์พูล และ แมนฯยูไนเต็ด 13 นัดก่อนหน้านี้ มองถึงการพิจารณาให้ลูกจุดโทษ เทียร์นี่ย์ เป่าในเกมที่ ปีศาจแดงลงเตะ ชนะ ไป 7 เสมอ 3 แพ้ 3 ได้จุดโทษไปถึง 5 ครั้ง ในขณะ ที่ ลิเวอร์พูล ชนะ 8 เสมอ 3 แพ้ 2 แต่ไม่เคยได้จุดโทษจากเทียร์นี่ย์เลยแม้แต่ครั้งเดียว

 สรุปสำรวจสถิติน่าสนใจ แมนฯ ยูไนเต็ด ปะทะ ลิเวอร์พูล ในเกม "แดงเดือด"

 - นับตั้งแต่ที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทั้งเหย้าและเยือนในฤดูกาล 2013/14 พวกเขาคว่ำคู่อริตลอดกาลเพียงแค่ 1 เกมจาก 11 แมตช์หลังสุดในพรีเมียร์ลีกที่พบกับ “ผีแดง” (เสมอ 5 แพ้ 5)

 - แมนฯ ยูไนเต็ด สะกดคำว่าชนะไม่เป็นในเกมเยือน ลิเวอร์พูล ทุกรายการ (เสมอ 2 แพ้ 2) นับตั้งแต่ที่เอาชนะสกอร์ 1-0 เมื่อเดือนมกราคม 2016 ในเกมพรีเมียร์ลีก

 - ลิเวอร์พูล แพ้ แมนฯ ยูไนเต็ด 28 เกมจากการดวลในศึกพรีเมียร์ลีก 28 แมตช์ มากกว่าทีมอื่นๆ ในรายการนี้

 - ลิเวอร์พูล จะดวลกับ แมนฯ ยูฯ ในฐานะจ่าฝูงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกันยายน 1990 ซึ่งเกมนั้น “เดอะ เร้ดส์” ถล่ม 4-0 ในยุคที่เซอร์เคนนี่ ดัลกลิช กุมบังเหียน

 -  แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แพ้เกมเยือนทีมจากเมอร์ซี่ย์ไซด์ทั้ง 2 แมตช์ในพรีเมียร์ลีกในการปะทะกับ ลิเวอร์พูล และ เอฟเวอร์ตัน แต่พวกเขาไม่เคยแพ้ 3 เกมติดต่อกันในลีกสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 1979

   หลังเสร็จศึกใน แอนฟิลด์ ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรคุยมีเรื่องให้คุยกันอีกเยอะ แต่จากนั้นอีกสัปดาห์ต่อมา แดงเดือด มาลุยกันต่อในศึกบอลถ้วยที่ไม่มีที่ว่างสำหรับผู้แพ้ เอฟ เอ คัพ ในวันอาทิตย์ที่ 24 ม.ค. ณ สังเวียนแข้ง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เรียกว่ามีโอกาสได้ล้างตาเช็คบิลกันอีกรอบ

 ว่าถึงศึกบอลถ้วยหากจะดูสถิติในศึกเอฟเอคัพ ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในการดวลกับ ลิเวอร์พูล ก็ยังเป็นฝั่งของ "ปีศาจแดง" ที่มีสถิติที่ดีกว่า

 ข้อมูลบันทึกทั้ง 2 ทีม ดวลกันมาแล้วทั้งหมด 17 นัด ซึ่งเป็น แมนยู ที่เอาชนะไป 9 นัด เสมอ 4 นัด และ ลิเวอร์พูล ชนะ 4 นัด

 โดยเกมล่าสุดของทั้ง 2 ทีมในรายการนี้พบกันเมื่อ 8 ปีก่อน คือ ในปี 2012 และ หงส์แดง เป็นฝ่ายเฉือนชนะไปได้ 2-1

  อีกบันทึกที่ถือว่าเกิดขึ้นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แดงเดือด คือการแข่งขันที่ไม่มีผู้ชมในสนาม ความมันส์ ความ ดุ ความเดือด และเร้าใจเหมือนเดิมหรือไม่ ต้องติดตาม