หากเอ่ยชื่อของ อดิศักดิ์ ไกรษร แน่นอนว่าไม่มีแฟนฟุตบอลไทยคนไหนไม่รู้จักนามนี้ เพราะในช่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมา เจ้าตัวถือเป็นดาวยิงสัญชาติไทย ที่ป้วนเปี้ยนกับการติดธงช้างศึกอยู่บ่อยครั้ง

แต่ถ้าถามถึงจุดพีค ที่แข้งวัย 29 ปีรายนี้เริ่มสร้างชื่อในระดับทีมชาติชุดใหญ่ ก็คงจะเป็นยุคที่ "ช้างศึก" คุมทีมโดย "โค้ชซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง โดยเฉพาะในปีที่ทีมชาติไทยคว้าแชมป์ซีเกมส์ ในรอบ 12 ปี เมื่อปี 2013

จากนั้นปี 2014 ทีมชาติไทย ก็ผงาดคว้าอันดับ4 ในการแข่งขันมหกรรมกีฬา เอเชียนเกมส์ ที่เมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งครั้งนั้นมีการจำกัดนักเตะที่จะเข้าแข่งขันต้องไม่เกิน 23 ปี ก่อนที่ขุนพลชุดแชมป์ซีเกมส์ จะสร้างชื่อต่อเนื่อง และไปตกรอบรองชนะเลิศด้วยน้ำมือของชาติเจ้าภาพ เกาหลีใต้ ด้วยสกอร์ 0-2 ก่อนที่จะพ่าย อิรัก 0-1 ในนัดชิงอันดับที่ 3

เท่านั้นยังไม่พอ ทีมช้างศึกชุดดังกล่าว ยังสร้างความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง กับการผงาดคว้าแชมป์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ ในปีเดียวกัน ซึ่งจะว่าไปแล้วในตอนนั้นถือเป็นการที่ทำให้แฟนฟุตบอลไทยกลับมายิ้มได้อีกครั้ง

ขณะที่ผลงานในระดับสโมสรอาชีพ ของ อดิศักดิ์ ไกรษร ก็ค่อยๆไต่เต้าตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆ โดยเริ่มต้นจากการเป็นนักเตะของ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะถูกปล่อยออกไปในฐานะสัญญายืมตัว

กระทั่งจุดเปลี่ยนสำคัญในอาชีพค้าแข้งของเจ้าตัว คือการได้รับการทาบทามจากสโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทีมจังหวัดบ้านเกิดของตัวเอง ก่อนที่เจ้าตัวจะสร้างชื่อเสียงขึ้นมา จนเป็นที่รู้จักของแฟนลูกหนังไทยมากขึ้น และก็มีโอกาสที่จะโยกไปอยู่กับ บีอีซี เทโรศาสน(โปลิศ เทโร) ก่อนที่จะถูกทีมเก่าอย่าง เมืองทองฯ ดึงตัวกลับไปอีกครั้ง

เส้นทางลูกหนังของ อดิศักดิ์ ไกรษร กำลังถูกโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ปัญหาที่นักกีฬาทุกคนยากที่จะหลีกเลี่ยง นั่นก็คือเรื่องอาการบาดเจ็บ

ย้อนกลับไปช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2018 อดิศักดิ์ ไกรษร มีชื่อถูกเรียกไปรับใช้สถาบันต้นสังกัด มหาวิทยาลัยธรรมศาสร์ ทำศึกฟุตบอลประเพณีครั้งที่ 72 กับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แต่ใครจะคิดว่าการเตะฟุตบอลเชื่อมสัมพันธ์เพียงแค่เกมเดียวของเจ้าตัวในตอนนั้น จะแลกมาด้วยอาการบาดเจ็บที่ต้องพักยาวร่วม 8 เดือน นั่นหมายความว่าในฐานะนักเตะอาชีพของเจ้าตัวในซีซั่นนั้น กับเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด แทบจะต้องจบลงไปโดยปริยาย

จากนั้นช่วง เดือนตุลาคม 2018 อดิศักดิ์ ไกรษร กลับมามีชื่อติดทีมชาติไทยอีกครั้ง ภายใต้การคุมทัพของ มิโลวาน ราเยวัช แต่การที่ล้างสนามไปนานกว่า 8 เดือน ทำให้เจ้าตัวต้องมุ่งมั่นในการเรียกฟอร์มให้กลับมาอยู่ในจุดเดิมให้ได้ก่อน ซึ่งทุกอย่างมันต้องใช้เวลา

เข้าสู่การแข่งขันในฤดูกาล 2019 AK9 เริ่มกลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง และยิงประตูอย่างต่อเนื่องให้กับ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด จนทำให้แฟนบอลหลายคนเริ่มที่จะหันกลับมามองดาวยิงทีมชาติไทยรายนี้อีกครั้ง แต่ถึงอย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญของนักเตะอาชีพคือเรื่องของความสม่ำเสมอ

เข้าสู่ฤดูกาล 2020 อดิศักดิ์ ไกรษร เริ่มมีสภาพร่างกายที่สมบูรณ์มากขึ้น และเจ้าตัวก็ได้ความท้าทายครั้งใหม่กับการย้ายมาร่วมทีม การท่าเรือ เอฟซี ที่เต็มไปด้วยนักเตะดาวดังมากมาย และนี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการกลับมาฉายแสงเต็มตัวของ AK9

แม้ในช่วงต้นซีซั่น เจ้าตัวอาจจะยังไม่ได้ลงสนามแบบเต็มเม็ดเต็มหน่อย หรือบางเกมลงมาในฐานะตัวสำรอง แต่ทุกครั้งที่ลงไปเล่น ก็มักจะแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาด้วยความมุ่งมั่นที่จะยิงประตูให้ได้ แม้ว่าจะมีเวลาในสนามน้อยนิดเพียงใดก็ตาม

การกลับมาอยู่ในฟอร์มที่ดีอีกครั้งของ อดิศักดิ์ ไกรษร ถูกยืนยันด้วยตัวเลขสถิติจากไทยลีก ที่เผยให้เห็นว่าดาวยิงรายนี้ครองเบอร์หนึ่งในเรื่องความคม หากวัดกันที่กองหน้าสัญชาติไทยทั้งหมดในลีก จากสถิติมีโอกาสจบสกอร์ 20 ครั้ง เปลี่ยนเป็นประตูได้ถึง 9 ประตู คิดเป็น 45 เปอร์เซ็นต์ หรือพูดง่ายๆว่าใช้โอกาสไม่เปลือง

จริงอยู่ที่ อดิศักดิ์ ไกรษร อาจจะยังไม่ใช่เดอะแบก ของ การท่าเรือ เอฟซี แต่นี่ก็ถือเป็นการกลับมาที่น่าสนใจของ AK9 ยิ่งได้อยู่ในทีมที่เต็มไปด้วยแข้งแถวหน้าของเมืองไทย ยิ่งจะทำให้เจ้าตัวมีแรงกระตุ้นมากขึ้น ที่จะยกระดับฝีเท้าของตัวเองให้สูงขึ้น

น่าสนใจว่าในช่วงครึ่งฤดูกาลที่เหลือของศึกฟุตบอลไทยลีก รวมถึงการที่ต้นสังกัดได้ตั๋วไปลุยบอลถ้วยใหญ่ของเอเชีย ในซีซั่นหน้า บวกกับระยะเวลาที่ลีกต้องพักเบรกจากสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ที่ถือเป็นผลพลอยได้ให้เจ้าตัวเสริมความแข็งแกร่งของร่างกาย และเป็นใบเบิกทางที่ทำให้ดาวยิงเลือดบุรีรัมย์ รายนี้ได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง

 ในฐานะกองหน้าเบอร์1 ของทีมชาติไทย...