หากมันจะมีใครสักคนที่รู้จักสไตล์การทำงานของ โรมัน อบราโมวิช มากที่สุด คนๆ นั้นคงต้องเป็นชายที่ชื่อ แฟร้งค์ แลมพาร์ด

อดีตดาวเตะทีมชาติอังกฤษ เป็น 1 ในขุนพลยุคแรกๆ ที่ตบเท้าย้ายเข้ามาสู่ “สิงห์บลูส์” ในยุค “เสี่ยหมี” และใช้เวลาอยู่ที่นั่นเกือบตลอดทั้งชีวิต

กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ เชลซี ณ เวลานี้ มันไม่ต้องสงสัยเลยว่า แลมพาร์ด เข้าใจสถานะของตัวเองมากมายขนาดไหน

การเสมอกับ แอสตัน วิลล่า 1-1 กลายเป็นอีก 1 เกมที่ แลมพาร์ด ทำแต้มหล่นหายไปแบบไม่จำเป็น และเป็นอีกครั้งที่ เชลซี แสดงให้เห็นว่าพวกเขาเหมือนยังไม่พร้อมสำหรับการไล่ล่าแชมป์

เงินทุน 253 ล้านปอนด์ ที่ถูกใช้จ่ายไปตั้งแต่เมื่อตลาดหน้าหนาวครั้งที่แล้ว ต่อเนื่องจนถึงซัมเมอร์ล่าสุด คือหลักประกันชั้นดีถึงความทุ่มเทที่ อบราโมวิช มอบให้กับ แลมพาร์ด อย่างเต็มที่

แต่ถึงกระนั้น มันก็เป็นความคาดหวังที่เต็มไปด้วยความกดดันมหาศาล

กับสถิติชนะ 1 เสมอ 1 และแพ้ 3 จาก 5 นัดหลังสุด ย่อมไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้สโมสรปลาบปลื้มสักเท่าไหร่ และมันทำให้ “ซูเปอร์แฟร้งค์” ตกอยู่ในสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยง

ขุนพล “สิงห์บลูส์” อาจไม่เคี่ยวประสบการณ์ในเรื่องการลุ้นแชมป์ลีก แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็ได้รับการยกย่องว่ามีขุมกำลังตัวจริงและตัวสำรองที่สมบูรณ์แบบที่สุดใน พรีเมียร์ ลีก

กับโปรแกรมหนักในฤดูกาล โควิด-19 พวกเขาควรจะเป็นทีมที่ใช้ประโยชน์จากการโรเตชั่นได้ดีที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันกลับไม่ใช่อย่างที่คิดเลย

สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็คือนักเตะอย่าง ไค ฮาแวร์ตซ์, ติโม แวร์เนอร์, แทมมี่ อับบราฮัม, คริสเตียน พูลิซิช, คัลลั่ม ฮัดสัน โอดอย และอีกหลายๆ คน ยังไม่สามารถงัดฟอร์มเก่งออกมาโชว์อย่างต่อเนื่องได้

มันเคยมีช่วงเวลาที่ทัพ “สิงโตน้ำเงินคราม” ไม่ประสบความพ่ายแพ้ให้กับทีมใดมาเลยในลีก 17 เกมซ้อน และ แลมพาร์ด ก็ได้รับเสียงชื่นชมมากๆ ว่าอาจมีสิทธิ์พาทีมท้าชิงแชมป์กับ ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อย่างเต็มตัว แต่แล้วอยู่ดีๆ ทุกอย่างก็สารวันเตี้ยลง

ผลงานของ เชลซี ดร็อปลงเรื่อยๆ, แวร์เนอร์ ไม่ยิงใครมา 10 เกมซ้อน แถม เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ก็ไม่แข็งแกร่งอย่างที่เขาเคยเป็น

วันไหนที่ “สิงห์บลูส์” เล่นได้เข้าฟอร์ม พวกเขามีศักยภาพในการปราบทีมชั้นยอดทุกทีม แต่ปัญหาก็คือพวกเขาไม่สามารถทำแบบนั้นทุกวันได้

ความพ่ายแพ้ต่อทีมที่กำลังฟอร์มรูดสุดๆ อย่าง อาร์เซน่อล แบบหมดรูป คือ 1 ในหลักฐานชั้นดี ต่อเนื่องถึงการเจ๊า วิลล่า 1-1 ที่ตอกย้ำถึงรอยแผลเดิมให้เฟะเข้าไปอีก

กับเวลาการทำทีมที่ได้รับมาพอสมควร แต่ แลมพาร์ด ยังไม่สามารถปรับจูนให้ เชลซี โชว์ฟอร์มสม่ำเสมอได้ พวกเขายังแพ้สลับชนะได้อยู่เรื่อยๆ เหมือนเมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมาไม่มีผิดเพี้ยน

อาชีพของ แลมพาร์ด อาจยังไม่เลวร้ายถึงขั้นวิกฤติ แต่เขาก็ประมาทไมได้เช่นกัน เพราะถ้าหาก ปารีส แซงต์ แชร์กแมงต์ ยังสามารถปลดโค้ชฝีมือดีอย่าง โธมัส ทูเคิ่ลส์ ได้ จงเชื่อเถอะว่า เชลซี ก็กล้าปลด “แลมพ์” ได้ไม่ต่างกัน

กับโปรแกรมที่เหลืออยู่ในช่วงรอยต่อของปี 2020-21 จะเป็นตัวแปรสำคัญที่บ่งชี้ว่า แลมพาร์ด จะเก่งพอสำหรับการเอาตัวรอดได้หรือไม่ในครั้งนี้ครับ