"อย่าแตกแถว อย่ารั้งท้าย และอย่าร้องไห้"

หลังจากที่รอกันมาอย่างเนิ่นนาน นับตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 ทำให้หนังจีนฟอร์มใหญ่อย่าง "Leap : ตบให้สนั่น" ต้องเลื่อนฉายไปที่เดือนกันยายน 2563

ภาพยนตร์ที่กำกับการแสดงโดย ปีเตอร์ ชาน ผู้กำกับชื่อดังไทย-ฮ่องกง ที่ฝากผลงานแจ่ม ๆ เอาไว้มากมาย อาทิ เถียน มี มี่ 3650 วันรักเธอคนเดียว หนังรักโรแมนติค สุดคลาสสิค หรือ The Warlords : 3 อหังการ์ เจ้าสุริยา หนังฟอร์มยักษ์กับต้นทุสร้างกว่า 1,300 ล้านบาท

กระทั่งมาถึง Leap : ตบให้สนั่น ว่าด้วยเรื่องราวของ หลางผิง กุนซือลูกยางทัพสาวจีน ที่พาทีมประสบความสำเร็จสูงสุดอีกครั้ง ในการคว้าเหรียญทอง โอลิมปิกเกมส์ 2016 ที่ประเทศบราซิล มาครอง ทั้งที่มีอุปสรรค และปัญหาในการทำทีมหลายอย่าง

Leap เป็นคำภาษาปะกิด ที่แปลว่า กระโดด, จู่โจม หรือในภาษาจีนชื่อว่า ตั๋วกวน (奪冠) ที่แปลว่า ชนะเลิศ

ที่เมืองจีน พอหนังเจ้าฉาย ได้รับกระแสตอบกลับจากคอหนังสูงเป็นอย่างมาก จนสามารถทำเงินไปกว่า 800 ล้านหยวน (ประมาณ 3,700 ล้านบาท)

ซึ่งทางประเทศไทย มีกำหนดเข้าฉายเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา ในโรงภาพยนตร์

โทษฐานที่มีโอกาสได้ไปเข้าชมหนังเรื่องนี้เรียบร้อย จึงขออนุญาตมารีวิวถึงหนังเรื่องนี้สักนิดหน่อย

หยวน เหว่ยหมิน โค้ชทีมชาติจีน

ก่อนอื่นเลย แม้หนังจะเข้าไทย แต่ต้องยอมรับว่า ความนิยมในกีฬาวอลเลย์บอลเมืองไทยค่อนข้างจะไม่เยอะมาก รวมถึงความต้องการอยากดูหนังเรื่องนี้ อาจจะน้อย

สังเกตุจากการแชร์คลิปตัวอย่างหนัง หรือยอดวิวที่มีน้อย และยอดคอมเมนต์ต่าง ๆ ของหนังเรื่องนี้ก็มีไม่สูงมาก

รวมไปถึงการเล่าเรื่องของหนัง ที่จงใจจะกล่าวถึง หลางผิง ตำนานนักตบ และโค้ชทีมชาติจีน ซึ่งเขาเป็นปูชนียบุคคลของวอลเลย์บอลจีนก็ว่าได้

กระนั้นการจะเล่าให้คนไทยฟัง ก็คงมีไม่กี่คนที่จะอิน หรือจะอยากฟังสักเท่าไหร่ เว้นคนที่คลั่งไคล้ในวอลเลย์บอลเมืองจีนจริง ๆ

หนังเริ่มต้นเล่าเรื่องของ หลางผิง (ไป่ล่าง - ลูกสาวของ หลางผิง มารับบทเป็นแม่ตัวเองในวัยเด็ก) ที่ได้เริ่มต้นเข้ามาเป็นนักวอลเลย์บอลทีมชาติจีน ในปี 1979 ภายใต้การนำของ หยวน เหว่ยหมิน (หวูกัง) ในยุคที่วอลเลย์บอลของจีน อยู่ในช่วงเริ่มต้นและพัฒนา

หลางผิง ถูกเรียกตัวมาติดทีมชาติ ในวัยเพียงแค่ 18 ปี ซึ่งเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดในทีม และมี เฉิน จงเหอ (เผิง ยู่ชาง) เป็นผู้ช่วยโค้ชในทีม

ในยุค 80 วอลเลย์บอลจีน ต้องฝึกซ้อมกันอย่างหนัก ซ้อมกันแทบจะทั้งวันทั้งคืน โดยความผิดพลาดในอดีตของ หยวน เหว่ยหมิน ในสมัยที่เป็นนักกีฬา เป็นแรงผลักดันให้เขาเองอยากจะพัฒนาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติจีน ให้ก้าวขึ้นสู่แนวหน้าของโลก

ไปล่าง กับบทบาท หลางผิง

พาร์ทแรกของหนัง เราจะได้เห็นการซ้อมของทีมชาติจีน ภายใต้การนำของ หยวน เหว่ยหมิน ที่เคี่ยวเข็ญผู้เล่นในทีมอย่างหนัก และได้เห็นวิธีการฝึกซ้อมที่สุดโหด และกดดัน ทั้งจากเป้าหมายของทีม และจากการกระตุ้นของโค้ช

การแสดงของ หวูกัง ที่รับบทเป็นโค้ช เป็นการถ่ายทอดอารมณ์ของคนที่มีเป้าหมายในการทำหน้าที่เฮดโค้ชได้อย่างยอดเยี่ยม มีทั้งความดุ และความอ่อนโยน รวมถึงความรักที่มีต่อนักกีฬาในทีม เปรียบเสมือนคุณพ่อจอมเนี้ยบ ที่มีกฎเกณฑ์ค่อนข้างเยอะ

โดยเฉพาะบทโหดในช่วงของการฝึกซ้อม และการพูดที่มีทั้งดุด่า และแรงกระตุ้นที่ทำให้นักกีฬากลับมามีแรงฮึดสู้ได้ตลอด

ส่วน ไป่ล่าง ที่รับบทเป็นแม่ของเธอในวัยเด็ก ก็ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้สึกของเด็กคนหนึ่งที่มีเป้าหมาย และความฝันในการเล่นวอลเลย์บอลออกมาได้เป็นอย่างดี รวมถึงความทุ่มเทที่เธอเองยอมใจในการลดน้ำหนักลงมาหลายกิโลกรัม เพื่อมาเป็นแม่ฉบับผอมเพรียวก็เป็นความน่าทึ่งแล้ว

แต่การแสดง และแอ็คติ้งรวมถึงสีหน้าท่าทางเป็นการเล่นที่กลมกลืน และดูเป็นธรรมชาติอย่างมาก โดยเราจะได้เห็นความมุ่งมั่นในการฝึกซ้อมที่เธอเองหวังจะได้ลงเล่นกับรุ่นพี่ในทีม

ส่วนตัวละคร เฉิน จงเหอ ที่รับบทโดย เผิง ยู่ชาง ผู้ช่วยโค้ชหนุ่ยที่เข้ามาช่วย หยวน เหว่ยหมิน ดูแลทีมวอลเลย์บอลหญิง ก็เป็นคนนิ่ง ๆ เงียบ ๆ มีความอ่อนโยน และจิตใจดี รวมถึงรักในการทำหน้าที่ของตนเองที่ได้รับมอบหมาย และดูแลนักกีฬาทุกคนในทีมด้วยความเอาใจใส่

เฉิน จงเหอ ในวัยหนุ่ม

โดยเฉพาะกับ หลางผิง ที่ เฉิน จงเหอ ดูจะชื่นชอบ เพราะเป็นน้องสุดในทีม รวมถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองตัวละคร ก็เป็นมุมกุ๊กกิ๊กน่ารัก แนววัยรุ่นยุค 80

ซึ่งในช่วงครึ่งแรกของหนัง เป็นช่วงเวลาที่ดูอิ่มเอมใจ และดูกลมกล่อมที่สุดของหนัง เป็นการเล่าถึงจุดเริ่มต้นของ หลางผิง ในวัยเด็กที่ดูหม่นหมอง สดใส ในเวลาเดียวกัน เพราะด้วยการเล่าที่ดี การแสดงของตัวละครที่ออกมาดี และเข้าถึงได้ง่าย รวมถึงมีช็อตเรียกน้ำตาได้อยู่ตลอด เราได้เห็นถึงเป้าหมายของตัวละครที่ชัดเจน มีทั้งความคาดหวัง และความมุ่งมั่นตั้งใจ พวกกับพลังใจในการซ้อม รวมถึงการเล่น และไคลแม็กซ์ของพาร์ทนี้ก็เป็นอะไรที่ทำให้เราน้ำตาซึมได้

แต่สิ่งที่น่าเสียดายคือพอจบช่วงวัยเด็ก หนังโดดขึ้นมาถึงช่วงวัยโต โดยมีตัวละคร 2 ตัวหลักเป็นแกนนำคือ หลางผิง (กงลี่) และ เฉิน จงเหอ (หวงโป๋)

เมื่อเลิกเล่นวอลเลย์บอล หลางผิง ย้ายไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา จนสามารถพัฒนาความรู้ความสามารถ ก่อนจะก้าวขึ้นไปทำหน้าที่โค้ชของทีมชาติสหรัฐอเมริกา

การพบกันของ หลางผิง และ เฉิน จงเหอ

ด้าน เฉิน จงเหอ ก็พัฒนาตัวเองจากผู้ช่วยโค้ช จนมาเป็นโค้ช และได้ทำหน้าที่สูงสุดของชีวิตคือการคุมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติจีน และพาทีมประสบความสำเร็จสูงสุดคือเหรียญทอง โอลิมปิกเกมส์ 2004 ที่ประเทศจีน

ความต่อเนื่องของหนัง มันกระโดดไปไกลมาก เพราะเป็นเวลากว่า 30 ปีตามเนื้อเรื่องที่เราไม่ได้เห็นตัวละคร 2 ตัว พัฒนาความสัมพันธ์กันมา แต่กลับมาเห็นอีกทีตอนที่ทั้งคู่ต้องการเผชิญหน้ากันในสนาม

โอลิมปิกเกมส์ 2008 ที่จีนเป็นเจ้าภาพ ทั้งหลางผิง และ จงเหอ ต้องมาเจอกันในฐานะโค้ชในเวทีนานาชาติ หลังจากที่เป็นเพื่อน และมีมิตรภาพที่ดีต่อกันมามากกว่า 30 ปี

อีกทั้งในช่วงครึ่งหลังของหนัง แม้ทั้ง กงลี่ และ หวงโป๋ จะถ่ายทอดการเป็นตัวละครเวอร์ชั่นผู้ใหญ่ออกมาได้ดี แต่กลายเป็นว่าความคลิกกันระหว่างวัยที่โดดกันมากเกินไปในช่วงครึ่งแรก ทำให้ช่วงนี้ไม่ค่อยดีมากนัก

รวมถึงช่วงนี้เป็นเล่าแบบรวบตึงซะมากกว่า และพยายามกระจายบทไปให้กับนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงตัวจริงที่มาแสดงกันแทบครบทีม ทำให้เราอาจจะได้เห็นความสัมพันธ์ของตัวละครหลักน้อยไปนิดหน่อย

ทั้งการบิวต์อารมณ์ในความกดดัน และความเครียดในการทำงานของทั้งสองโค้ช ดูจะเห็นได้น้อยกว่าโค้ชหยวน เหว่ยหมิน ที่สร้างความเป็นผู้นำในสนามได้ดีกว่าในยุคหลัง

ฮุ่ย รั่วฉี และเพื่อน ๆ ทีมชาติจีน

ส่วนการไปถึงจุดพีคของหนังในช่วงท้ายที่เล่าถึงการเดินทางสู่ความสำเร็จของทีมชาติจีน คือเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ ที่บราซิล ก็เล่าสั้นไปหน่อย

ทว่าสิ่งที่ดีในช่วงครึ่งหลังของหนังเป็นการเล่าเรื่องราวที่กระชับ และการได้เห็นการแสดงที่ดีของ กงลี่ ที่พยายามจะเข้าถึงความเป็น หลางผิง โดยเฉพาะช่วงในสนาม

อีกทั้งการแสดงของนักกีฬาที่มารับบทเป็นตัวเอง ทั้ง จูถิง, ฮุ่ย รั่วฉี, จาง ฉางหนิง, ติงเซีย, เจิ้ง ชุนเล่ย และคนอื่น ๆ ต่างก็ตีบทแตก และแสดงได้แนบเนียนอย่างมาก ดูแล้วไม่ติดขัด และน่าสนใจ

และฉากจบที่แม้จะเป็นฉากธรรมดา ๆ แต่แฝงไปด้วยความกินใจของบทหนัง และมิตรภาพที่ดี ทำให้เรารู้สึกประทับใจ และตื้นตันใจในเวลาเดียวกัน

โดยรวมแล้ว Leap : ตบให้สนั่น ถือว่าเป็นการเล่าประวัติของ หลางผิง ที่ดี และน่าแนะนำไปดู อีกทั้งคุณจะยังได้เห็นนักกีฬาของจีนตัวจริง มาเล่นหนังให้ดู ได้เห็นเรื่องราวบางอย่างของนักกีฬาที่เราอาจจะไม่เคยเห็นในสนาม

ให้คะแนนหนังเรื่องนี้ที่ 7.5/10 คะแนน

สปอยล์นิดหน่อย (อยู่ข้างล่างของรูป)

1. ชอบมากในช่วงที่โค้ชหยวน เหว่ยหมิน เซอร์ไพรส์นักกีฬาหลังจากที่ซ้อมมากอย่างหนักในช่วงวันขึ้นปีใหม่ เรียกน้ำตาให้กับเราได้ดีมาก รวมถึงเห็นความสุขในแววตาของโค้ชที่ได้เห็นนักกีฬามีความสุข แม้จะมีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเศร้าก็ตาม

2. ชอบมากในช่วงที่ เฉิน จงเหอ (หวงโป๋) ร้องเพลง 愛拼才會贏 หรือ ต้องสู้จึงจะชนะ เวอร์ชั่นภาษาจีน ซึ่งส่วนตัวเป็นคนที่ชอบเพลงนี้ในเวอร์ชั่นจีนมาก ๆ พอในหนังใส่เข้ามา และเป็นซีนที่ทั้งน่ารัก และมีรอยยิ้ม ยิ่งทำให้อยากกลับไปฟังเพลงนี้อย่างมาก

3. หนังเล่าให้เราฟังถึงช่วงดรามาในการที่ หลางผิง เลือกตัวนักกีฬา 12 คน ไปเล่นโอลิมปิกเกมส์ 2016 โดยที่ไม่มีชื่อของ เจิ้ง ชุนเล่ย กัปตันที่พาทีมคว้าแชมป์เวิลด์ คัพ 2015 ซึ่งช็อตการประกาศชื่อในหนัง เราได้เห็นการแสดงที่ดีของ ชุนเล่ย ที่สตั๊นไปพักใหญ่ที่ไม่มีชื่อของตัวเองไปร่วมทีม อีกทั้งการเฉลยเหตุผลของ หลางผิง ที่บอกกับ ชุนเล่ย ที่ทำให้ทั้งผู้ฟัง และผู้พูด หัวใจสลายไปพร้อม ๆ กัน

4. ในหนังมีช่วงที่ทีมชาติจีน แพ้ให้กับทีมชาติไทย เราจะได้เห็นนักกีฬาไทยทั้ง ฐาปไพพรรณ ไชยศรี, สุทัตตา เชื้อวู้หลิม, อนงค์พร พรหมรัด ในหนัง แต่เหมือนจะไม่บอกว่าเป็นรายการไหน บอกแต่เป็นผลงานที่ย่ำแย่ในรอบกว่า 30 ปีของทีมชาติจีนทีเดียว

5. "อย่าแตกแถว อย่ารั้งท้าย และอย่าร้องไห้" ประโยคที่โค้ชหยวน เหว่ยหมิน บอกกับนักกีฬาหลังจากคว้าแชมป์เวิลด์ คัพ เป็นคำพูดที่กินใจ และเหมือนคำบอกเล่าของพ่อที่มีให้ลูก ๆ ให้มีความเข้มแข็งในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของชีวิต