หลังจากที่ฟุตบอลไทยลีก1 ได้รับการถ่ายทอดสดบนช่องฟรีทีวี ผ่านไปเป็นที่เรียบร้อยในสัปดาห์แรก เรียกว่าเป็นมิติใหม่ของการรับชมฟุตบอลไทยลีก...แม้ก่อนหน้านี้เคยมีถ่ายทอดสดผ่านหน้าจอทีวีมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่เต็มสูบจัดเต็มทุกคู่เหมือนครั้งนี้

นับเป็นการเข้ามาชิมลางของทาง ZENSE ผู้ชนะการประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลไทย ที่มีมูลคาราวๆ 12,000 ล้านบาท กับระยะเวลาถือสิทธิ์ 8 ปีนับจากนี้(ปี 2021 - ปี 2028) เพราะอันที่จริงลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดของ ZENSE จะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในฤดูกาลหน้า แต่เนื่องจากปัญหาการระบาดของโควิด-19 ทำให้ฟุตบอลไทยลีก ต้องเลื่อนโปรแกรมการแข่งขัน

กอปรกับทางทรูวิชั่น ตัดสินใจที่จะยุติสัญญาตามกำหนดเดิมในวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา ทำให้ช่วงเวลาที่เหลือของซีซั่นนี้ทาง ZENSE จะเข้ามารับหน้าที่สานต่อ ซึ่งก็อย่างที่บอกว่าอย่างน้อยๆก็เป็นการเข้ามาเริ่มต้นชิมลางก่อนที่จะถึงเวลาจริงๆของลิขสิทธิ์ที่ประมูลมาในซีซั่นหน้า

เชื่อว่าแฟนฟุตบอลไทยหลายคนคงจะมีสิ่งที่อยากจะพูดถึงในหลายๆเรื่องเกี่ยวกับการถ่ายทอดสดผ่านช่องทางฟรีทีวีในครั้งนี้ ซึ่งจากที่ได้นั่งดูมาทั้ง 3 วัน ก็พอจะไล่เลียงออกมาได้เป็นข้อๆที่จะมาติชมกัน ในฐานะแฟนฟุตบอลไทยคนหนึ่ง จะมีประเด็นไหนที่โดนใจแฟนบอลคนอื่นๆหรือไม่ ไปติดตามกัน...

คำชม

- แฟนบอลรับชมได้สะดวกมากขึ้น
ข้อดีข้อแรกเลยคือแฟนบอลไทยจะได้รับชมการถ่ายทอดสดที่สะดวกมากขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ปกติคนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของทรูวิชั่น เวลาจะดูฟุตบอลไทยลีก1 ทั้งที ก็ต้องรอคู่ที่ถ่ายทอดผ่านทางทรูโฟร์ยู สัปดาห์ละประมาณ 3 นัด แต่คราวนี้กลายเป็นว่าเราจะได้รับชมแบบเต็มสูบทุกคู่ อยากดูคู่ไหนก็เปลี่ยนช่องเลือกได้เลยตามสบาย

- มุมกล้องใหม่ๆ
อีกหนึ่งเรื่องที่น่าชื่นชมก็คือ...เราได้เห็นในความพยายามที่จะหามุมกล้องใหม่ๆเข้ามาเพิ่มเติมจากเดิม อย่างมุมกล้องที่ติดตรงตาข่ายหลังประตู พอปล่อยภาพรีเพลย์ออกมามันให้ความรู้สึกเหมือนเราดูฟุตบอลต่างประเทศ แม้เรื่องคุณภาพความชัดจะดร็อปลงไปบ้างก็ตาม จากนี้เชื่อว่าเราน่าจะได้เห็นมุมมองใหม่ๆเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอีก เพราะทีมงานได้ประสบการณ์จากเกมแรกไปแล้ว

- ทีมผู้บรรยาย
บางคนอาจจะรู้สึกยังไม่ลื่นหูเพราะด้วยการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งก็พอจะเข้าใจได้ เพราะที่ผ่านมาเราต่างคุ้นชินกับทีมพากย์ของทรูวิชั่น เช่นวลี "ปั่นโค้งๆ" ของ "น้าหัง" อัฐชพงษ์ สีมา ที่คู่กับฟุตบอลไทยลีกมานานหลายปี ไม่แปลกใจที่ตอนฟังแรกๆเราอาจจะรู้สึกแปลกๆไปบ้าง แต่อยากให้ลองเปิดใจรับฟัง เพราะหลายๆคู่ทีมงานก็ได้รับคำชื่นชมด้วยลีลาการพากย์แปลกใหม่ ผู้บรรยายบางช่องเราเคยเห็นลีลาการพากย์ของแต่ละท่านมาบ้างแล้ว แต่บางคู่ก็เชื่อว่าหลายคนแทบไม่เคยได้ฟังการบรรยายผ่านหน้าจอทีวีมาก่อน

อย่างเช่นทาง ททบ.5 ที่มีทีมงานประกอบไปด้วย “ต้าร์ Mr.Team” สุรชัย วงษ์บัวขาว นักร้อง และผู้บรรยายฟุตบอลมากความสามารถประสบการณ์ในวงการฟุตบอล กว่า 8 ปี สมทบด้วยทีมพากย์อีก 2 คน คือ เจษฎา ศรีวิเศษ และศุภชัย หนุมาศ หรือ เจ๊ดำ ซึ่งหลายคนแทบจะไม่ได้เห็นลีลาการพากย์ฟุตบอลของพี่เขาผ่านจอทีวีเลย ถ้าไม่ได้ติดตามผ่านทางคลื่นวิทยุ แต่พอได้มาพากย์จริงๆก็ถูกใจแฟนๆและได้รับคำชื่นชมมากมาย บางคนแซวว่าพากย์มันส์และมีอารมณ์ร่วมอย่างกับการแข่งขันเรือพาย ส่วนใครที่อาจจะยังรู้สึกแปลกๆ ก็เชื่อว่าหากเราได้ดูไปนานขึ้นเรื่อยๆ ก็จะเริ่มมีความคุ้นชินมากขึ้น แต่อย่างแรกคืออยากให้ลองเปิดใจดูก่อน

- เปิดตลาดบอลไทยไปสู่สายตาผู้ชมมากขึ้น
ไม่แปลกใจที่เรตติ้งการรับชมถ่ายทอดสดตามรายงานข่าวจะพุ่งสูงถึง 6.49 จากจำนวนผู้รับชมรวม 4,200,000 คน ซึ่งประเด็นนี้มีส่วนเชื่อมมาจากการรับชมที่สะดวกมากขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าการที่ฟุตบอลไทยได้ถ่ายทอดสดผ่างทางฟรีทีวี ทำให้จากคนที่ไม่เคยดูก็จะได้รับชมผ่านสายตามากยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะคนที่เป็นแฟนฟุตบอลตัวยงแต่ไม่เคยได้ดูฟุตบอลไทยเตะเลย นอกจากการติดตามฟุตบอลต่างประเทศ เพราะอย่างแรกเลยคือช่องทางรับชมที่ดูจะเข้าถึงได้ยาก แต่พอเปลี่ยนมาเป็นทางฟรีทีวี การรับชมก็ง่ายขึ้น บางทีเลื่อนรีโมทผ่านมาแบบไม่ได้ตั้งใจ พอเห็นเป็นการถ่ายทอดสดฟุตบอล เชื่อเหลือเกินว่าคนที่เป็นแฟนบอลร้อยทั้งร้อย ยังไงก็ต้องหยุดดูก่อนว่าเป็นบอลอะไร คู่ไหนเจอกัน เพราะในช่วงเวลานั้นก็ยังไม่ได้เป็นช่วงเวลาเตะของฟุตบอลลีกอันดับหนึ่งของคนไทยอย่างศึกพรีเมียร์ลีก

ถึงแม้บางคนอาจจะชมบอลไทยไปพลางๆระหว่างรอดูบอลนอก แต่มั่นใจได้เลยว่าความรู้สึกเมื่อได้ดู คงจะแปลกใจว่า เห้ย! ฟุตบอลไทยลีก พัฒนามาไกลขนาดนี้แล้วหรอ ผมแอบเห็นบางคอมเมนต์ของแฟนบอลเป็นไปในทิศทางนี้ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยที่จะได้เปิดใจดูฟุตบอลลีกของไทยเลย เพราะได้แต่คิดว่าคงจะไม่สนุก แต่พอได้มาเห็นกับตา บางคนถึงขนาดจะหาทีมเชียร์แบบจริงจังขึ้นมาเลย

นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ทำให้หลายคนยอมเปิดใจดูฟุตบอลไทยลีก แม้จะมีจุดเริ่มต้นการรับชมแบบตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม แต่อย่างน้อยๆก็ทำให้วงการฟุตบอลไทยเข้าถึงคนไทยได้มากขึ้นกว่าเดิม ไม่แน่ในอนาคตอันใกล้บางคนดูไปดูมาอาจจะมีความรู้สึกอยากไปลองดูที่ขอบสนาม เพราะคนที่ดูบอลนอกส่วนใหญ่ก็แทบจะไม่เคยไปดูสดๆกับตาที่ข้างสนามเลย แต่หากเป็นฟุตบอลไทยก็แค่เดินทางไปสนามง่ายๆ ก็ได้ดูแล้ว และนั่นหมายความว่าเราได้เพิ่มจำนวนผู้ชมไทยลีกมากขึ้นไปด้วย เพราะใครก็ตามที่เข้าไปดูแล้วต่างก็ติดใจในความมันส์กับการดูบอลในสนาม ที่หาไม่ได้จากการดูหน้าจอทีวีอย่างแน่นอน


เรตติ้งผู้ชมถ่ายทอดสดผ่านทางโทรทัศน์ในสัปดาห์แรก

- บอลจบไม่ดึกเกินไป
เรื่องนี้อาจจะเป็นผลพลอยได้ เพราะที่ผ่านมาจะมี 1 คู่ในวันเสาร์ที่เตะกันในเวลา 20.00 น. กว่าจะจบก็ปาไปเกือบๆ 4 ทุ่มเข้าไปแล้ว ซึ่งก็น่าเห็นใจแฟนบอลที่เดินทางไปชมที่สนาม กว่าบอลจะจบก็ต้องกลับบ้านดึกๆดื่นๆ หรือเห็นใจแฟนบอลบางคนที่เป็นทั้งคอบอลไทยกับบอลนอก ที่ช่วงเวลานั้นอาจจะกำลังเป็นศึกบิ๊กแมตช์ของลีกต่างประเทศอยู่ก็เป็นได้ ทำให้การรับชมมันทับไลน์กัน บอลไทยก็อยากดูบอลนอกก็อยากเห็น พอบอลไทยปรับมาเป็นคู่ช้าสุดลงเล่นในเวลา 18.30 น. ก็ทำให้ความลังเลหายไป


คำติ
- สวิตเชอร์ (Switcher) ดูทำแฟนบอลเซ็งในหลายๆจังหวะที่ตัดสลับภาพ
ตำแหน่งสวิตเชอร์ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการถ่ายทอดสด โดยคนที่ทำหน้าที่สวิตเชอร์จะเป็นคนควบคุมภาพที่จะถูกปล่อยออกไปในแต่ละช็อต และจะทำงานร่วมกับโปรดิวเซอร์ที่ควบคุมวางแผนการทำงานอยู่ในรถโอบีถ่ายทอดสด ว่าต้องการจะใช้ช็อตไหนออกอากาศ ซึ่งคนสวิตเชอร์ก็จะสั่งทีมกล้องให้จับภาพต่างๆผ่านทางเฮดโฟนว่าต้องการจะใช้ช็อตไหน แน่นอนว่าหน้าที่ตรงนี้มันต้องมีทั้งไหวพริบ และข้อมูลของฟุตบอลไทย เพื่อให้ภาพที่ถูกถ่ายทอดออกมานั้นเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบ

ยิ่งเป็นการถ่ายทอดสดกีฬาด้วยแล้ว มันเป็นเหมือนงานศาสตร์และศิลป์ เลเวลความยากมีมากกว่าการถ่ายทอดสดปกติ เพราะทีมงานนั้นจำเป็นจะต้องรู้กติกาของการแข่งขันนั้นเป็นอย่างดี เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจที่จะปล่อยภาพออกไป หากไม่เป็นเช่นนั้นบางจังหวะสำคัญๆของเกม ภาพที่ปรากฎออกไปอาจจะไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสนาม

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพเพื่อความชัดเจนมากขึ้น เวลาเราดูถ่ายทอดสดฟุตบอลรายการสำคัญๆในต่างประเทศ แต่ละช็อตที่แฟนบอลได้รับชมผ่านหน้าจอทีวีล้วนมีเรื่องราวที่ต้องการจะเล่า สื่อความหายอยู่ในนั้นทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในสนามและข้างสนามโดยรอบ แม้แต่การใส่รายละเอียดลูกเล่นในการชิพ โฟกัส (Shift focus) จับภาพอากัปกิริยาของโค้ช-นักเตะ แล้วสลับโฟกัสไปที่แฟนบอลบนอัฒจันทร์ สื่อให้เห็นถึงอารมณ์ที่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้น

แม้บางทีจะเข้าใจในเรื่องความต่างของอุปกรณ์ หรือจำนวนกล้องถ่ายทอดสดที่น้อยกว่าของต่างประเทศเยอะ แต่ในเรื่องการเลือกปล่อยภาพบางจังหวะก็ยังดูขัดใจอยู่บ้างเปรียบเทียบอย่างเช่นในจังหวะฟรีคิกหรือลูกตั้งเตะ หากกำลังปล่อยภาพช้าอยู่ แล้วในสนามมีการเล่นเร็วเกิดขึ้น ทีมถ่ายทอดสดก็เลือกที่จะตัดภาพรีเพลย์ทิ้งทันที แม้ว่าจะยังไม่จบช็อตก็ตาม เพราะการถ่ายทอดสดนั้นต้องทันต่อเหตุการณ์ในสนาม ส่วนภาพรีเพลย์นั้นก็เลือกเก็บไว้ปล่อยในช็อตอื่นๆที่บอลตายแล้วก็ได้

แต่ของเราบางทีได้ยินแต่เสียงแฟนบอลเฮๆว่าในสนามเล่นกันแล้ว แต่ภาพช้ายังคงดำเนินต่อไป บางทีปล่อยมาซ้ำสองรอบ กว่าจะตัดกลับมาสดในสนามอีกทีบอลถึงหน้าประตูจะยิงกันอยู่แล้ว เพราะมัวแต่ไปปล่อยภาพรีเพลย์ผิดจังหวะ ซึ่งเรื่องนี้ในมุมของการถ่ายทอดสดถือว่าสำคัญมากๆ เพราะทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันพลาดแล้วพลาดเลย ไม่สามารถสั่งคัท เพื่อสั่งเล่นใหม่ได้อีกแล้ว

หรือในบางช็อตที่เป็นไฮไลท์สำคัญของการแข่งขัน กลับไม่มีให้แฟนบอลได้ชม ยกตัวอย่างเช่นในศึกบิ๊กแมตช์คู่ระหว่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เปิดบ้านพบ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ในช่วงที่ทั้งสองทีมได้ประตู สิ่งที่แฟนฟุตบอลไทยอยากเห็นคืออากัปกิริยาของซุ้มม้านั่งสำรอง ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง

เปรียบเทียบให้ชัดอย่างเกมที่แล้วที่ยังเป็นทางทรูวิชั่น ยิงสด แฟนบอลได้เห็น มาริโอ ยูรอฟสกี้ สะใจแบบสุดๆก่อนจะตบหน้าของ พิชา อุทรา อย่างจัง! ด้วยความเอ็นดู จนเป็นสีสันที่ถูกพูดถึงกันเยอะมากๆ หรือแม้แต่หลังจากที่ผู้ตัดสินเป่าจบเกมไปแล้ว ช็อตส่งท้ายควรจะเป็นช็อตที่ประทับใจ

อย่างในเกมวันเสาร์ที่ผ่านมา กล้องกำลังจับไปที่ มาริโอ ยูรอฟสกี้ กุนซือของเมืองทองฯ ที่กำลังวิ่งจากซุ้มม้านั่งสำรองไปหาแฟนบอลของตัวเองด้วยท่าที่อัดอั้นสุดๆ ซึ่งเรากำลังจะรอดูว่า มาริโอ จะแสดงกิริยาอะไรเพื่อปลดปล่อยออกมา แต่พอกำลังจะลุ้นภาพตัดสลับไปที่แฟนบอลเจ้าถิ่นซะอย่างนั้น! กลายเป็นว่าคนดูก็ต้องมาค้างคาว่าหลังจากนั้น มาริโอ จะแสดงความสะใจออกมาด้วยท่าทางแบบไหน กลับกันถ้าทีมงานปล่อยช็อตนี้ไหลต่อไปอีกสักนิด มันน่าจะเป็นสีสันหลังเกมที่น่าสนใจไม่น้อย


- ปล่อยภาพรีเพลย์น้อยไปหน่อย
นอกจากภาพรีเพลย์บางช็อตที่ปล่อยออกมาแบบผิดที่ผิดทางแล้ว ในบางครั้งก็รู้สึกว่าทำไม? ช็อตนี้มีภาพรีเพลย์น้อยจัง หรือไม่มีให้เห็นเลย อย่างเช่นจังหวะที่มีการเช็กVAR เกิดขึ้นว่าจะเป็นจุดโทษหรือไม่นั้น ระหว่างที่ผู้ตัดสินกำลังรอสัญญาจากทีม VAR คนที่ดูถ่ายทอดสดก็ต้องการเห็นว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ถึงมีการเช็กVAR ดังนั้นถ้าปล่อยภาพรีเพลย์ในจังหวะดังกล่าวสลับออกมา ไม่ต้องแช่นิ่งอยู่ที่หน้าผู้ตัดสิน ก็คงจะทำให้แฟนบอลที่ดูถ่ายทอดสดไม่ต้องข้องใจและไม่ต้องรอนานกว่าที่ผู้ตัดสินจะวิ่งไปดูจอVAR


- ไม่มีไฮไลท์ให้ชมแบบเต็มๆ
เข้าใจว่าด้วยเรื่องของระยะเวลาถ่ายทอดสดที่ค่อนข้างจำกัด เพราะมูลค่าโฆษณาของช่องฟรีทีวีในช่วงเวลาที่ฟุตบอลไทยแข่งขันนั้นมันสูงมากๆ หรือเรียกกันว่าช่วงไพรม์ไทม์ของวงการโทรทัศน์ เป็นช่วงเวลาที่มียอดการรับชมโทรทัศน์สูงที่สุดในแต่ละวัน ซึ่งในประเทศไทยช่วงเวลาดังกล่าวจะอยู่ที่ 19.00 น. - 22.30 น. ของทุกวัน ฉะนั้นช่วงที่สถานีโทรทัศน์แต่ละช่องทำรายได้มากที่สุดก็เกิดขึ้นในช่วงเลานี้ และเนื้อหาคอนเทนต์การรับชมที่ได้รับความนิยมก็คือ ละคร รายการข่าว และรายการวาไรตี้

เพราะฉะนั้นถ้าบอลไทยยังคงฝืนเตะดึกสุดในเวลา 20.00 น. ก็คงจะเป็นเรื่องยากที่จะมีช่องไหนยอมทิ้งรายได้หลักที่จะหล่อเลี้ยงช่องในช่วงเวลานั้น มารับความเสี่ยงในการถ่ายทอดสดฟุตบอลไทย และยิ่งเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแบบกระชั้นชิดและไม่ทันวางแผนแบบนี้ เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วที่วงการฟุตบอลไทยจะยอมปรับตัวกันคนละครึ่งทางและปรับเวลาการแข่งขันใหม่เพื่อรองรับการถ่ายทอดสดที่จะได้ครบทุกคู่เหมือนเดิม

แต่ผลข้างเคียงที่ตามมาก็คือเราจะไม่ได้เห็นไฮไลท์แบบจัดหนักจัดเต็มทุกคู่ผ่านหน้าจอทีวี เหมือนอย่างที่ทรูวิชั่นเคยทำมาก่อนหน้านี้อีกแล้ว ทั้งๆที่แฟนบอลไทยหลายคนก็อยากจะเห็นว่าแต่ละสนามมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง แต่ละประตูที่ยิงกันเป็นอย่างไร ครั้นจะมานั่งไล่ดูคลิปผ่านช่องทางออนไลน์ทีละคู่ มันก็คนละอารมณ์กัน


ตารางถ่ายทอดสด


- ไม่มีบทวิเคราะห์ก่อน / หลังเกม
ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ต่อเนื่องจากข้อจำกัดในเรื่องของระยะเวลาในการถ่ายทอดสด ทำให้จากเดิมที่เราเคยรับชมทางทรูวิชั่น จะมีเข้ารายการสดก่อนเกม มีกูรูมาคอยนั่งพูดคุยวิเคราะห์สถานการณ์ในแต่ละคู่ หรือตอนหลังจบเกมที่จะมีการประเมินผลงานของแต่ละคู่แต่ละสนามผ่านไฮไลท์ที่เกิดขึ้นทั้งจังหวะลูกยิงและเหตุการณ์สำคัญ เรียกได้ว่าใครที่เป็นแฟนฟุตบอลไทยตัวยงก็คงจะเต็มอิ่มกับการรับชมถ่ายทอดสดในแต่ละสัปดาห์ แต่ ณ เวลานี้ ไม่มีอีกแล้ว!

น่าสนใจว่าในซีซั่นหน้าเมื่อถึงเวลาของการเข้ามาถือลิขสิทธิ์แบบเต็มตัว แฟนฟุตบอลไทยจะได้เห็นบทวิเคราะห์ก่อน / หลังเกมแบบจัดเต็มเข้ามาเพิ่มเติมหรือไม่ ซึ่งก็ไม่แน่ว่าอาจจะมีการนำไปสอดแทรกเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาอื่นๆ เพราะต้องยอมรับว่าช่วงไพรม์ไทม์ ของวงการโทรทัศน์นั้นมีการแข่งขันที่สูงมากๆ จะมัวมาฉายไฮไลท์บอลไทยเหมือนที่ทรูวิชั่นทำ ในขณะที่ช่องอื่นๆมีละคร หรือ ข่าว ที่กำลังเข้มข้น ก็คงจะเป็นได้ยากมากๆ


- คุณภาพเสียงบรรยายดูจะก้องไปหน่อย
ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะพูดถึงคือเรื่องคุณภาพของเสียงบรรยาย เพราะเรื่องเสียงก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่จะเพิ่มอรรถรสในการรับชม จากการดูในสัปดาห์ที่ผ่านมา ฟังแล้วรู้สึกว่าเสียงพากย์ดูจะก้องๆ หากเทียบกับคุณภาพของทางทรูวิชั่น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่สามารถแก้ไขกันได้ไม่ยาก แค่อาจจะลองตรวจสอบสถานที่ของห้องออกอากาศ ที่อาจจะโล่งจนทำให้เสียงที่ออกมานั้นฟังดูก้องไปนิด

รวมถึงอุปกรณ์ซัพพอร์ตเสียงที่เลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นไมค์ตั้งโต๊ะ หรือ ไวร์เลส ที่มีความแตกต่างกัน เพราะเปรียบเทียบกับทางทรูวิชั่น ที่จะแยกชัดเจนระหว่างทีมวิเคราะห์ก่อนเกม กับสัญญาณเสียงของผู้บรรยาย เพราะทีมวิเคราหะก่อนเกมนั้นจำเป็นจะต้องเห็นหน้า จึงเลือกใช้ไมค์ไวร์เลส ที่ติดไว้กับเสื้อเพื่อความสะดวก ในขณะที่ผู้บรรยายเกมจะมีห้องเก็บเสียงแยกออกไป ซึ่งจะเป็นการใช้ไมค์ตั้งโต๊ะที่ให้เสียงแบบมีคุณภาพและตัดเสียงรบกวนอันไม่พึงประสงค์รอบข้างได้มากกว่า

อย่างที่บอกไปแล้วว่านี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นการเข้ามาชิมลางถ่ายทอดสดเท่านั้น เพราะจะว่าไปแล้วอันที่จริงก็มีเวลาให้ทีมงานเตรียมความพร้อมน้อยมากๆ ถ้าเปรียบเหมือนกุนซือก็คงจะอารมณ์แบบว่าขัดตาทัพไปก่อนเพื่อให้การถ่ายทอดสดดำเนินไปได้จนจบฤดูกาล

แหล่งข่าวรายงานว่าทีมถ่ายทอดสดคราวนี้มีทั้งทีมงานชุดเดิมที่ทางทรูวิชั่น ใช้บริการ ร่วมกับทีมงานถ่ายทอดสดของช่องตัวเอง จึงทำให้บางคู่แทบจะไม่ได้แตกต่างจากที่เคยดู บางคู่อาจจะมีติดๆขัดๆอยู่บ้าง ซึ่งโดยภาพรวมก็ถือว่าไม่ได้แย่อะไร ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีด้วยซ้ำ และอีกอย่างเรื่องนี้มันสามารถพัฒนาปรับแก้กันได้ในเกมต่อๆไป เพียงแต่อะไรที่ดีเราก็ชื่นชม อะไรที่ยังไม่เวิร์คก็มาติกันเพื่อก่อ เพราะเชื่อเหลือเกินว่าในซีซั่นหน้าที่จะเข้าสู่ระยะเวลาของลิขสิทธิ์ที่ประมูลมาเป็นปีแรกอย่างเป็นทางการ เราน่าจะได้เห็นอะไรใหม่ๆที่เพิ่มเข้ามาจากเดิมแบบจัดเต็มมากขึ้น

สุดท้ายแล้วในฐานะของแฟนฟุตบอลไทย ก็ต้องขอบพระคุณจากใจกับทุกช่องฟรีทีวี และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่ทำให้เราได้ดูไทยลีก1 แบบครบทุกคู่เหมือนเดิม และเราเชื่อว่าจากนี้ไปการถ่ายทอดสดจะมีมีการยกระดับมากขึ้นกว่าเดิม

โดยภาพรวมแล้วถือว่าการถ่ายทอดสดไทยลีก ทางฟรีทีวีนั้น สอบผ่านแบบสบายๆ หลังจากนี้เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้น เชื่อเหลือเกินว่าแฟนฟุตบอลไทยคงจะได้เห็นมิติใหม่ๆของการถ่ายทอดสดเกิดขึ้นผ่านหน้าจอฟรีทีวี

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงเวลาลิขสิทธิ์ที่แท้จริงในซีซั่นหน้า เชื่อว่าด้วยคุณภาพของ บริษัท เซ้นส์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ที่เราได้เห็นในหลายๆคอนเทนต์ผ่านทางหน้าจอโทรทัศน์ ภายใต้การบริหารงานของ "พี่เอ" วราวุธ เจนธนากุล ประกอบกับการจับมือกับสื่อชั้นนำของโลก น่าจะทำให้แฟนฟุตบอลไทยได้เห็นอะไรใหม่ๆมากขึ้น และจะเป็นการเติบโตไปอีกขึ้นของวงการลูกหนังไทยอย่างแน่นอน...ยินดีต้อนรับ เซ้นส์ เอนเตอร์เทนเมนท์ สู่ครอบครัวฟุตบอลไทย...

"บิ๊ก กิโล10"