จากประเด็นเรื่อง วีเออาร์ ของวงการฟุตบอลลีกไทย ที่ถูกพูดถึงตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา มีหลากหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมายจากทางฝั่งสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย และในส่วนของสโมสรสมาชิก

เชื่อว่าแฟนฟุตบอลไทย คงจะได้ติดตามสถานการณ์นี้กันทุกคน และกำลังแอบลุ้นอยู่ว่าบทสรุปสุดท้ายแล้วฟุตบอลลีกไทยลีก จะได้ใช้งาน วีเออาร์ ในฤดูกาลนี้หรือไม่

เราจะลำดับเหตุการณ์ประเด็น วีเออาร์ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มแรก ไปดูกันว่าที่ผ่านมามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ทำไมสมาคมฯจึงออกมาแจ้งปัญหาว่าติดเรื่องงบประมาณค่าใช้จ่าย แล้วทำไม 3 สโมสรสมาชิกอย่าง การท่าเรือ เอฟซี, เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด รวมถึง ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด จึงออกมาคัดค้าน จนเป็นที่มาของวลีเด็ด "แม่แป้ง 16 ล้าน" เพื่อให้ทุกคนได้เรียบเรียงเหตุการณ์ต่างๆได้อย่างถูกต้อง


เทคโนโลยีวีเออาร์

17 สิงหาคม 2563

- เวลาประมาณ 14.00 น.
ช่วงเย็นของวันดังกล่าวมีข่าวจากทางสมาคมฯออกมาว่า บริษัทไทยลีก ได้ส่งหนังสือแจ้งสโมสรสมาชิกในศึกไทยลีก1 ยืนยันว่าจะระงับการใช้วีเออาร์ โดยให้เหตุผลว่าเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย จากปัญหาไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกะทบกับการเงินของสมาคมฯ จนทำให้งบประมาณในส่วนนี้มีไม่เพียงพอ

แต่ก็ยังมีข้อแม้ว่าหากสโมสรใดต้องการจะใช้งานวีเออาร์ ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายเองในจำนวนราว 82,000 บาท ต่อนัด และต้องแจ้งกลับมาให้รับทราบภายในวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2563 ซึ่งจากโปรแกรมที่เหลือเฉพาะเกมในบ้านก็ตกทีมละ 13 นัด ตีเป็นเงินก็ประมาณ 1,066,000 บาท

 

18 สิงหาคม 2563

- เวลาประมาณ 16.50 น.
มีข่าวออกมาจากทางสมาคมฯ ว่าได้เปลี่ยนใจไม่ให้สโมสรที่ต้องการใช้งานวีเออาร์ออกค่าใช้จ่ายเองแล้ว และจะใช้งานวีเออาร์  เฉพาะนัดสำคัญเท่านั้น เช่น นัดการจัดลำดับทีมชนะเลิศ นัดชิงชนะเลิศ หรือ รองชนะเลิศ ตามที่เห็นสมควร ซึ่งทางสมาคมฯ จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด

โดยให้เหตุผลว่าเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของสโมสรสมาชิก ทั้งยังเป็นการลดจำนวนบุคลากรที่เข้าไปในบริเวณสถานที่จัดการแข่งขันลงเพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการป้องกันของทางราชการ

- เวลาประมาณ 19.40 น.
3 สโมสรในศึกไทยลีก1 ประกอบไปด้วย การท่าเรือ เอฟซี, เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด รวมถึง ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด แจ้งนักข่าวว่าจะมีการแถลงข่าวเพื่อขอคัดค้านการระงับใช้วีเออาร์ ของศึกไทยลีก1 ในเช้าวันที่ 19 สิงหาคม เวลา 10.00 น. ณ โรงแรมสวิสโซเทล กรุงเทพฯรัชดา (ห้วยขวาง)

- เวลาประมาณ 20:13 น.
"มาดามแป้ง" นวลพรรณ ล่ำซำ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊คแฟนเพจ Madam Pang - มาดามแป้ง - นวลพรรณ ล่ำซำ มีใจความว่า "คำว่า Fair คือ อะไร??? #บอลไทย #ขอให้ทุกคนพอมีที่ยืนกันบ้างและขอให้มีจุดยืนกันบ้าง"

 

19 สิงหาคม 2563

- เวลาประมาณ 08.30 น.
ก่อนงานแถลงข่าวคัดค้านการยกเลิกวีเออาร์ ของ 3 สโมสรในศึกไทยลีก1 จะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่ถึง 2 ชั่วโมง สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ได้กลับลำอีกครั้ง โดยบอกว่าจะให้สโมสรที่พร้อมจ่ายค่าใช้งานวีเออาร์ จะยังสามารถทำได้ และให้แจ้งความประสงค์ดังกล่าวกลับมาที่สมาคมภายในวันที่ 21 สิงหาคม ที่ผ่านมาซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอีกครั้งภายในเวลาไม่ถึง 14 ชั่วโมง

- เวลาประมาณ 11.00 น.
งานแถลงข่าวของ 3 สโมสรได้เริ่มต้นขึ้น และก็อย่างที่แฟนฟุตบอลไทยได้ทราบกันดีว่าทาง "มาดามแป้ง" นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานสโมสรการท่าเรือ เอฟซี ได้ตัดสินใจมอบเงินสนับสนุนให้กับทางสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ เป็นจำนวน 16 ล้านบาท เพื่อเอาไปจัดการเรื่องวีเออาร์ ให้ได้ใช้งานกันทุกทีม


แถลงคัดค้านการยกเลิกเทคโนโลยีวีเออาร์

 

20 สิงหาคม 2563

- เวลาประมาณ 17.40 น.
ทาง "มาดามแป้ง" ได้ส่งตัวแทนเดินทางไปมอบเช็คเงินสดจำนวน 16 ล้านบาท ตามที่ได้ประกาศเอาไว้ในงานแถลงข่าว ขณะที่ทางสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้ชี้แจงชัดเจนว่าเงินส่วนนี้จะนำไปใช้พัฒนาทีมฟุตบอลหญิงไทย โดยให้เหตุผลว่าเป็นเงินคนละส่วนกัน เนื่องจากทาง เมืองไทยประกันภัย ให้การสนับสนุนฟุตบอลทีมชาติ เงินจำนวนนี้ต้องเอาไปบริหารจัดการฟุตบอลทีมชาติ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการสนับสนุน แม้ว่าสุดท้ายแล้วในปีนี้ฟุตบอลหญิงของไทยจะมีการแข่งขันหรือมีโปรแกรมหรือไม่เงินจำนวนนี้ต้องชี้แจงได้ว่าเอาไปใช้งานด้านใดบ้าง การจะเอาเงินสนับสนุนฟุตบอลหญิงทีมชาติเพื่อไปใช้ในการแข่งขันฟุตบอลลีกเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง


ตัวแทน "มาดามแป้ง" มองเงิน 16 ล้านบาทให้สมาคมฯ

ส่วนการใช้งานวีเออาร์ ทางสมาคมได้บอกว่าทาง IFAB แนะนำว่าหลักการจะใช้ VAR ควรจะใช้ในช่วงเวลาที่สำคัญ ยกตัวอย่าง เป็นทุกแมตช์ทุกคู่ ในช่วง 5 นัดสุดท้ายของฟุตบอลลีก หรือ ฟุตบอลถ้วย ในรอบรองชนะเลิศ และ ชิงชนะเลิศ เป็นต้น หากมีบางสโมสรได้ใช้ บางสโมสรไม่ได้ใช้ จะทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน จึงอยากให้สมาคมเป็นผู้ตัดสินใจ บนมาตรฐานที่ทุกสโมสรยอมรับได้ และควรใช้ไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นจึงต้องมีการพิจารณาเพิ่มเติมหลังจากที่สโมสรแจ้งตอบรับเรื่องการออกค่าใช้จ่ายยังมีไม่มาก

อีกทั้งทางสมาคมฯยังยืนยันว่า พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมฯ จะเป็นผู้รับผิดชอบในการหางบประมาณ เพื่อนำมาใช้จ่ายในเรื่องของ VAR ในไทยลีกทุกเกมที่เหลือหลังจากนี้ ให้เร็วที่สุด เท่าที่จะทำได้ ก่อนที่ฟุตบอลไทยลีก จะกลับมาแข่งขันในวันที่ 12 กันยายน ส่วนหนึ่งก็เพื่อความสบายใจของทุกสโมสรสมาชิก โดยสโมสรไม่ต้องเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายทุกแมตช์


เทคโนโลยีวีเออาร์ให้ผู้ตัดสินได้เดินสะดวกมากขึ้น

จนถึงตอนนี้แฟนฟุตบอลไทยก็คงจะต้องตั้งตารอคอยกันต่อไปว่าสุดท้ายแล้วการแข่งขันฟุตบอลไทยลีกในซีซั่นนี้ จะสามารถใช้งาน วีเออาร์ ได้ในทุกเกมที่เหลือหรือไม่ เพราะฟุตบอลในสมัยนี้ เทคโนโลยีวีเออาร์มันเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่จะชี้ขาดผลการแข่งขันได้เลย

ในโลกของฟุตบอลคงไม่สามารถมีใครจะรู้ล่วงหน้าได้ว่าในแต่ละเกมการแข่งขันจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง และการมี วีเออาร์ ก็ไม่สามารถล่วงรู้ได้เลยว่าในแต่ละจังหวะที่มีการใช้งานนั้นจะช่วยให้ทีมไหนได้ผลประโยชน์ แต่สิ่งที่ทุกคนจะได้คือความสบายใจและความชัดเจนในจังหวะนั้นๆ

อย่างน้อยๆภาพที่ปรากฎบนวีเออาร์ ก็จะคลี่คลายทุกปัญหาที่เกิดขึ้นในสนาม ดีกว่าต้องมาทนกับการตัดสินที่ผิดพลาด แล้วก็ออกมาแถลงลงโทษกันทุกเกมๆ มันไม่ได้ทำให้ทีมที่เสียผลประโยชน์ได้แต้มกลับคืนมา และก็ไม่ได้เห็นว่าการลงโทษที่ผ่านมานั้นจะทำให้ผู้ตัดสินรู้สึกผิดและกลับไปพัฒนาตัวเองเพื่อกลับมาทำหน้าที่ให้ดีกว่าเดิม เห็นแต่ภาพความผิดพลาดที่วนลูปซ้ำไปซ้ำมา จนแฟนบอลเอือมระอากันหมดแล้ว ในทางกลับกันการที่มีวีเออาร์มาช่วยตัดสิน จะยิ่งทำให้กรรมการฟุตบอลไทยเดินสะดวกมากขึ้น...

"บิ๊ก กิโล10"