ถือเป็นผลการแข่งขันที่เหนือความหมายเป็นอย่างมากสำหรับศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้ายระหว่างสุดยอดทีมจาก 2 ประเทศ และเราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างเหมือนกันสำหรับบิ๊กแมทช์เมื่อคืนที่ผ่านมา

            เมื่อคืนที่ผ่านมา (ศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2563) บาเยิร์น มิวนิก ถล่มบาร์เซโลน่าไปถึง 8-2 ที่กรุงลิสบอน ผ่านเข้ารอบรองเชนะเลิศ ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งทันทีที่เริ่มเกมทั้งสองฝ่ายก็สามารถทำประตูกันได้ภายในระยะเวลาแค่ 7 นาทีแรก แต่หลังจากนั้นก็แทบจะกลายเป็นการทำเกมข้างเดียวของทัพ 'เสือใต้' ที่ออกนำไปไกลสุดกู่ถึง 4-1 ในครึ่งแรกก่อนที่จะถล่มซ้ำในครึ่งหลังจนบาร์ซ่าแทบหมดสภาพ

            ประตูของบาร์เซโลน่าได้มาจากหลุยส์ ซัวเรซ และการทำเข้าประตูตัวเองของ ดาวิด อลาบ้า ส่วนฝั่งทีมจากเยอรมันได้เห็นโธมัส มุลเลอร์ และ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ยิงคน 2 ประตู ในขณะที่โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้, แซร์จ กนาบรี้, โจชัว คิมมิช และอิวาน เปริซิช ซัดไปคนละ 1 ตุง และนี่คือ 5 สิ่งที่ได้เรียนรู้จากรอบก่อนรองชนะเลิศนัดนี้


ค่อนข้างจะไปไปเป็นตามที่คาดหวัง...ในระดับนึง

            หลายคนคาดการณ์ว่าบาเยิร์นคือทีมที่จะยัดเยียดความพ่ายแพ้ให้กับบาร์ซ่าในลิสบอนและนั่นคือสิ่งที่เราได้เห็น ยอดทีมจากเยอรมนีไร้ซึ่งความปรานีขณะเดินเกมขึ้นหน้าและออกล่าเหยื่อที่กำลังอ่อนแออย่างบาร์เซโลน่า แต่ในขณะที่ผลการแข่งขันสื่อถึงความยอดเยี่ยมของบาเยิร์น แต่เกมดังกล่าวก็ทำให้เราได้เห็นอะไรมากขึ้น ท่ามกลางความสามารถในการโจมตีทั้งหมดของพวกเขา ก็จะเห็นความผิดพลาดในการป้องกันของแชมป์บุนเดสลีก้าที่ถูกเผยให้เห็นด้วยการครอสบอลและการจ่ายบอลยาวเกือบทุกครั้งของบาร์ซ่าที่สามารถทำลายระบบกองหลังดันสูงของยอดทีมจากบาวาเรียนได้ และจากทีมที่เหลืออยู่ในรายการนี้บาเยิร์นเป็นทีมที่ดูดีสุด พวกเขาสามารถยิงประตูทีมที่เหลือได้เยอะ แต่การแข่งขัน 90 นาทีอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้


มุลเลอร์พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าผู้ที่สงสัยในตัวเขานั้นคิดผิด

           การเล่นของโธมัส มุลเลอร์ จริงๆ แล้วค่อนข้างมีเสน่ห์ เขายังได้พิสูจน์ให้เห็นว่าทำไมแฟนๆ บางคนถึงไม่เข้าใจคุณภาพและประสิทธิภาพในฝีเท้าของ การคอนโทรลบอลของเขาที่ดูเก้ๆ กังๆ ก่อนที่จะยิงเบิกร่องให้ทีมนั้นแทบจะกลายเป็นเรื่องตลก แต่ก็ปฏิเสธความสามารถทางเทคนิคที่ตามมาหลังจากนั้นของเขาไม่ได้ เมื่อมุลเลอร์ทำชิ่งหนึ่งสองให้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ก่อนที่ดาวยิงโปแลนด์จะแปะคืนให้มุลเลอร์ตามมาจบสกอร์อย่างชาญฉลาด จากนั้นในประตูที่ 2 ของเขา เจ้าตัวได้โชว์สัญชาตญาณการยิงประตูอันยอดเยี่ยม เมื่อวิ่งสอดไปรับลูกครอสของโยชัว คิมมิช ได้ก่อนเกลมองต์ ลองเลต์ และยิงด้วยขวาผ่านตัว มาร์ค-อันเดร แทร์ สเตเกิน เข้าไป ทั้งนี้มุลเลอร์ ได้รับการประเมินค่าต่ำกว่าที่เป็นโดยกุนซือคนก่อนอย่างนิโก้ โควัช แต่เขาได้พิสูจน์ให้เห็นถึงคุณค่าอันยิ่งใหญ่ของตัวเองนับตั้งแต่ฮันซี่ ฟลิค เรียกเขากลับมาใช้งานอีกครั้ง จนสามารถคว้าแมน ออฟ เดอะ แมทช์ ได้ในเกมนี้

 

เมสซี่สมควรได้รับสิ่งที่ดีกว่านี้

            ในขณะที่เพื่อนร่วมทีมทำให้ ลิโอเนล เมสซี่ ต้องรู้สึกผิดหวังในการเจอกับบาเยิร์น มิวนิก แต่ตัวเขาเองก็ใช่ว่าจะเล่นได้ดีที่สุด แต่เมื่อมองไปที่บาร์เซโลน่าในฤดูกาลนี้และในความเป็นจริงทั้งในและนอกสนามในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาได้สร้างรอยด่างให้กับผู้เล่นที่ดีที่สุดตลอดกาลของพวกเขาและผู้เล่นที่ดีที่สุดในยุคนี้อย่างเมสซี่ไปแล้ว ทุกๆ ปีจะมีเสียงลอยมาตามลมว่าดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์กำลังจะย้ายออกจากทีม แต่ทั้งหมดก็ดูเหมือนจะไม่มีมูลความจริง อย่างไรก็ตามตอนนี้อาจถึงเวลาแล้วที่เมสซี่ต้องย้ายทีมออกไป แม้จะมีความผูกพันระหว่างเขากับบาร์เซโลน่าและด้วยวัยที่มากถึง 33 ปี แล้วจะมีประเด็นอะไรที่ทำให้เขาย้ายที่อยู่? แต่การได้เห็นแนวรุกรายนี้ในสภาพแวดล้อมใหม่ๆ สำหรับความท้าทายใหม่ๆ ก็น่าจะเป็นสิ่งที่หลายคนปรารถนา

 

ชะตาของเซเตียนใกล้ขาด

           อันที่จริงแล้วมันอาจจะจบไปแล้ว? ท่าทีที่เฉยเมยของกีเก้ เซเตียน ตอนที่บาร์ซ่าโดนถล่มในครึ่งแรกไม่เพียงแค่เป็นการแสดงถึงความล้มเหลวในการสร้างความมั่นใจแต่มันคือความขี้ขลาดของเจ้าตัว ดูเหมือนว่าผู้จัดการทีมบาร์เซโลน่าจะมีไอเดียน้อยกว่าผู้เล่นของเขาเกี่ยวกับการสร้างฐานที่มั่นในการแข่งขันดังนั้นเขาจึงยืนอยู่ข้างสนามอย่างเงียบๆ เป็นส่วนใหญ่ ปล่อยให้สิ่งต่างๆ แย่ลงเรื่อยๆ การเปลี่ยนเอาอองตวน กรีซมันน์ ไปแทนเซร์จี้ โรแบร์โต้ ในช่วงพักครึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งแรกของเกม แต่ควรมีการเปลี่ยนตัวหลายครั้งในช่วง 45 นาทีแรก เซเตียนดูเหมือนจะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากเกินกว่าที่เขาจะสามารถรับมือกับมันได้นับตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งในเดือนมกราคม และการจินตนาการว่ากุนซือชาวสเปนรายนี้จะอยู่จนครบสัญญาคือมิถุนายน 2022 ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากขึ้นหลังตามหลัง 4-1 ภายใน 31 นาที

 

แข่งแบบนัดเดียวรู้เรื่องอาจเป็นอนาคตสำหรับรายการนี้

            การแข่งขันแบบเหย้า-เยือน อาจเป็นสวรรค์สำหรับทีมที่เน้นแทคติกแบบใช้พื้นที่ว่างของทีม และอาจเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าเกมแบบครั้งเดียวจบเป็นอันตรายต่อดิเอโก้ ซิเมโอเน่ และและทีมแอตเลติโก้ มาดริดของเขาอย่างที่พวกเขาพ่ายแพ้ให้กับไลป์ซิก แต่มีบางสิ่งที่น่าตื่นเต้นเกี่ยวกับการแข่งในรอบก่อนรองชนะเลิศแบบเกมเดียวจบ โครงสร้างของการแข่งแบบนี้ทำให้ทีมต่างๆ ต้องดิ้นรนเพื่อชัยชนะตั้งแต่เสียงนกหวีดเริ่มเกม และเราได้เห็นการแข่งขันอันน่าตื่นเต้นเป็นผลลัพธ์ของมัน ในขณะที่มีการจบสกอร์อย่างน่าทึ่งในเกมระหว่าง ไลป์ซิก กับ แอตเลติโก้ และ อตาลันต้า กับ เปแอสเช เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ความโกลาหลก็เกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นเกมเมื่อทั้งบาเยิร์นและบาร์ซ่าต่างก็ยิงประตูได้ในช่วง 7 นาทีแรก ความตื่นเต้นของรอบก่อนรองชนะแบบนัดเดียวจบแบบนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะรับประกันได้อย่างน้อยถึงการพิจารณาที่จะคงการแข่งขันแบบนี้เอาไว้ต่อไปในอนาคต