ชัยชนะของ "เจ้าสัวน้อย" ฟูแล่ม ในเกมเพลย์ออฟแชมเปี้ยนส์ ชิพ นัดชิงชนะเลิศ จนก้าวขึ้นสู่ลีกสูงสุดของอังกฤษ มีความหมายอย่างยิ่ง 

 สำหรับทีมแล้ว จะเป็นสโมสรสุดท้ายที่จะตาม "ลีดส์ ยูไนเต็ด" ทีมแชมป์ และ "เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน" ทีมอันดับสอง แต่สำหรับแฟนลูกหนังชาวไทย พลอยดีใจไปกับนักเตะในสังกัดที่ชื่อ "เบนจามิน เจมส์ เดวิส"

  "เบนจามิน เจมส์ เดวิส" คือนักเตะทีมชาติไทย และหากเมื่อถึงวันที่มีชื่อในทีมชุดใหญ่ ประวัติศาสตร์ชาติไทยจะต้องจารึกโดยทันที

                                         

 ย้อนไปดูเกม "แชมเปี้ยนส์ชิพ" นัดเพลย์ออฟรอบชิงชนะเลิศ ที่สนามเวมบลีย์ มหานครลอนดอน ระหว่าง "ผึ้งพิฆาต" เบรนท์ฟอร์ด ทีมอันดับ 3 พบกับ "เจ้าสัวน้อย" ฟูแล่ม ที่เข้ามาในฐานะทีมอันดับ 4 ที่มี 81 คะแนนเท่ากัน แต่เป็นรองแค่ผลต่างประตูได้เสีย

 ผู้ชนะในเกมจะได้ขึ้นลีกสูงสุดต่อจาก "ยูงทอง" ลีดส์ ยูไนเต็ด และ "เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน" ทีมสองอันดับแรกที่ก้าวขึ้น "พรีเมียร์ ลีก" แบบอัตโนมัติ

 "ฟูแล่ม" ของกุนซือ "สก็อต ปาร์คเกอร์" อดีตนักเตะดังทีมชาติอังกฤษและเชลซี ทำผลงานดีไม่แพ้ใครมา 8 เกมก่อนหน้านี้ ถือว่าฟอร์มกำลังลงตัว แต่ในการสู้กับ "เบรนท์ฟอร์ด" ในช่วง 90 นาที กลับทำอะไรไมได้ ต้องต่อเวลาพิเศษ 30 นาที

 ช่วงต่อเวลา ประตูแรกของ "ฟูแล่ม" ต้องยกเครดิตให้แบ็คซ้ายตัวเก่ง "โจ ไบรอัน" เมื่อทีมได้เตะฟรีด้านซ้าย กองหลัง "เบรนท์ฟอร์ด" ตั้งโซนรับลูกโยน เช่นเดียวกับประตู "ผึ้งพิฆาต" ที่ยืนห่างเส้นเขตเพื่อหวังมาตัดลูกโยน

 แต่ที่ไหนได้ "โจ ไบรอัน" กลับหวดซัดมาเสาแรก โดยที่ประตูหมดสิทธิ์ป้องกัน ก่อนมาตอกย้ำยิงอีกประตูในจังหวะทำชิ่งทะลุเข้าไปให้ทีมออกนำ 2-0 แม้ "เบรทฟอร์ด" ไล่คืนมานาทีที่ 120 แต่ก็สายเกินไป

  "ฟูแล่ม" ขึ้นสู่เวทีพรีเมียร์ลีกใบสุดท้ายได้สำเร็จ หลังจากที่ตกชั้นมาแค่ฤดูกาลเดียว พร้อมกับการดับฝันการรอคอยเล่นในลีกสูงสุดของ "เบรนด์ฟอร์ด"  ในรอบ 73 ปี ลงเสียสนิท 

 ความสำเร็จของ "ฟูแล่ม" สร้างอีกความหวังให้กับนักเตะสายเลือดไทย "เบนจามิน เจมส์ เดวิส" ในฐานะนักเตะของทีม แม้ยังไม่ได้อยู่ในชุดใหญ่ แต่การมีชื่ออยู่ในชุดสำรอง และต่อสัญญาไปกับทีมอีก 2 ปี ล้วนเป็นความหวังที่จะทำให้นักเตะไทยมีชื่อในลีกสูงสุด

  แต่ทั้งนี้ต้องอ่านใจกุนซือ "สกอต ปาร์คเกอร์" รวมถึงผู้บริหารของ "ฟูแล่ม" ว่าจะซื้อหรือดัน

 "ซื้อ" คือการดึงดาวเตะระดับสตาร์มาสู่ทีม แต่หมายถึงเม็ดเงินที่ต้องจ่ายไปมหาศาล พร้อมกับคำถาม "คุ้มหรือเปล่า" กับการ "ดัน" นักเตะดาวรุ่งของทีม แม้ไม่มีประสบการณ์แต่ความเสี่ยงถือว่าต่ำ แต่หากฟอร์มดีขึ้นมาก็เรียกว่า "คุ้ม"

 ดังนั้นในประเด็นของ "เบนจามิน เจมส์ เดวิส" ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกุนซือและสต๊าฟของ "ฟูแล่ม" ว่าดีพอหรือยัง อีกทั้งตัวหลักของทีมชุดใหญ่ยังอยู่ครบไม่ว่าจะเป็น "ทอม เครนีย์" กัปตันทีม, แฮริสัน รีด และ นีสเคนส์ เกบาโน่ รวมถึงแบ็คจอมลุย "โจ ไบรอัน" ที่ทำสองประตูในเกมล่าสุด

 แต่อะไรมันก็เกิดขึ้นได้ เพราะคุณสมบัติสำคัญของ "เบน เดวิส" คือความฟิตและความเร็ว จึงอาจโดนใจ "สก็อต ปาร์คเกอร์"

 
  ที่สำคัญ "ปาร์คเกอร์" เคยส่ง "เบน เดวิส" อยู่ในชุดใหญ่ของ "ฟูแล่ม" ในการแข่งขันฟุตบอล "คาราบาว คัพ" หรือ อีเอฟแอลคัพ ฤดูกาล 2019-20 รอบสองกับ"นักบุญแดนใต้" เซาท์แธมป์ตัน เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ค.ศ. 2019 โดยได้ลงสนามในนาทีที่ 89 ผลคือ "ฟูแล่ม" พ่าย 0-1

 ต่อมาในเดือน กันยายน ปีเดียวกัน  "เบนจามิน เจมส์ เดวิส" ก็มีชื่อติด ทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี เพื่อทำการการแข่งขันฟุตบอล "ซีเกมส์ 2019" ที่ประเทศฟิลิปปินส์ และ ฟุตบอลเอเชียเยาวชนอายุไม่เกิน 23 ปี

 สำหรับ "เบนจามิน เจมส์ เดวิส" เกิดที่ จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543 แม่เป็นคนไทยและพ่อเป็นคนอังกฤษ และย้ายไปสิงคโปร์เมื่ออายุ 5 ขวบ เขาศึกษาที่โรงเรียนกีฬาของสิงคโปร์ตั้งแต่วัยเยาว์ ติดทีมสโมสร โรงเรียนกีฬาสิงคโปร์ ในช่วงปี 2013-15 ก่อนจะเซ็นสัญญาเป็นนักเตะเยาวชนของ "ฟูแล่ม" เมื่อ 2016 ขณะอายุ 16 ปี

  ก่อนไต่เต้าจากทีมเยาวชน ก้าวขึ้นสู่ทีมสำรองและเล่นในทีมชุดใหญ่ของ "ฟูแล่ม" มาแล้ว 1 นัด

 มาลุ้นกันว่าในฤดูกาลหน้า " "เบนจามิน เจมส์ เดวิส" จะมีชื่ออยู่ในทีมชุดใหญ่ของ "ฟูแล่ม" หรือไม่

 หาก "มี" ก็จะต้องจารึกเป็นนักเตะไทยคนแรกในพรีเมียร์ลีก โดยสมบูรณ์ !!