หลังจากที่ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ย้ายไปวาดลวยลายในเวทีฟุตบอลเจลีก ประเทศญี่ปุ่น ในช่วงเลกที่2 ของฤดูกาล 2017 จนถึงตอนนี้ก็เข้าสู่ฤดูกาลที่ 4 แล้ว...

- ก้าวแรกในแผ่นดินอาทิตย์อุทัย
ย้อนกลับไปในช่วงที่ย้ายไปใหม่ ๆ เจ้าตัวต้องเจอกับหลากหลายปัญหาทั้งในสนามที่เพื่อนร่วมทีมยังไม่ค่อยไว้ใจ หลาย ๆ จังหวะไม่ส่งบอลให้ รวมถึงเรื่องนอกสนามโดยเฉพาะภาษา กว่าที่จะพิสูจน์ตัวเองได้ก็เล่นเอาแทบจะจบฤดูกาลลงเสียแล้ว

ครึ่งซีซั่นแรกที่ ชนาธิป ย้ายไป จึงเหมือนเป็นการใช้เวลาส่วนใหญ่ปรับตัวเข้ากับฟุตบอลญี่ปุ่น เรื่องผลงานในสนามอาจจะยังไม่ได้เป็นที่ประทับใจแฟนบอลมากนัก คือดูรวม ๆ ก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร หากเทียบกับแนวรุกของทีมรายอื่น ๆ

ถ้าถามหัวอกของแฟนบอลไทย กับการได้เห็น ชนาธิป ไปเล่นเจลีก ในช่วงเวลานั้น ลึก ๆ แล้วหลายคนยังมั่นใจว่าแข้งไทยรายนี้ยังมีดีกว่าที่เป็น แต่ก็คงจะไม่กล้าหวังถึงขนาดที่จะกลายเป็นหัวใจสำคัญของทีมอย่างในทุกวันนี้ เพราะต้องยอมรับว่าการย้ายไปเล่นในญี่ปุ่น ถือเป็นสิ่งใหม่ของนักเตะไทย และไม่เคยมีใครผ่านประสบการณ์นี้มาก่อน

- ฤดูกาลใหม่เริ่มต้นขึ้น
หลังจากใช้เวลาเรียนรู้ในญี่ปุ่นได้อยู่สักพักใหญ่ ๆ ฤดูกาล 2018 กำลังจะเริ่มต้นขึ้น คราวนี้ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ไม่ได้เป็นแข้งหน้าใหม่ของทีมอีกต่อไปแล้ว จากที่ตอนแรกไม่รู้จักใครเลย มาตอนนี้เจ้าตัวได้ใช้เวลาเรียนรู้นิสัยใจคอกับบรรดาเพื่อนร่วมทีม ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ใช้ปัญหาของ "เจ" เพราะด้วยความที่เจ้าตัวมีนิสัยเฮฮา ขี้เล่น ไม่ถือตัว เข้าถึงง่าย ทำให้ได้ใจเพื่อน ๆ ไปในเวลาอันรวดเร็ว

เมื่อเริ่มรู้สึกอุ่นใจกับชีวิตใหม่ในญี่ปุ่น จากไปแบบตัวคนเดียว ก็มีเพื่อนมากขึ้น รวมถึงภาษาก็เรียนรู้มาได้ในระดับที่เริ่มสื่อสารเข้าใจ ทำให้ส่งผลกับความมั่นใจของตัวเองเวลาลงไปเล่นในสนาม ชนาธิป สรงกระสินธ์ ยกระดับฝีเท้าตัวเองขึ้นมาได้อย่างสั่นสะเทือนวงการฟุตบอลลีกญี่ปุ่น

แต่ละสโมสรไม่คาดคิดว่าจากนักเตะตัวเล็ก ๆ ที่ดูไม่มีพิษสงอะไรในตอนที่เห็นจากช่วงครึ่งซีซั่นก่อนที่เจ้าตัวย้ายมา แต่มาซีซั่นนี้ เขาสามารถยกระดับตัวเองขึ้นมาและกลายเป็นกำลังหลักของทีม รวมถึงเข้าไปเป็นขวัญใจของแฟนบอลญี่ปุ่นไปโดยปริยาย

ในฤดูกาล2018 นั้น เจ้าตัวทำผลงานซัดไป 9 ประตู กับอีก 3 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 31 ทำให้เขาได้รับการโหวตจากเพื่อนร่วมทีมให้รับตำแหน่งผู้เล่นทรงคุณค่าประจำสโมสรในฤดูกาล 2018 เท่านั้นยังไม่พอเจ้าตัวยังได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 11 นักเตะ ที่ติดทีมชาติเยี่ยมของศึกเจลีก ประจำฤดูกาล 2018 อีกด้วย ยิ่งตอกย้ำความยอดเยี่ยมของดาวยิงทีมชาติไทยรายนี้

- อาการบาดเจ็บเล่นงาน
ด้วยผลงานที่ ชนาธิป ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาคือของจริง ทำให้ช่วงเวลานั้นเจ้าตัวเริ่มมีข่าวเชื่อมโยงกับบรรดาทีมในยุโรปมากขึ้น แต่ก็อย่างที่ทราบดีว่าผลงานในเจลีก ที่ทำได้ดีเพียงแค่ฤดูกาลเดียว ยังคงเร็วเกินไปที่จะทำให้ทีมในยุโรปดึงไปร่วมทีม ทำให้เจ้าตัวจำเป็นจะต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ในฤดูกาล 2019 ที่กำลังจะเปิดฉากขึ้น ว่าสามารถยืนระยะทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่องหรือไม่

ขณะที่แฟนบอลเองก็คาดหวังในตัวของ ชนาธิป มากขึ้น สปอร์ตไลท์เริ่มจับจ้องไปที่ดาวยิงทีมชาติไทยรายนี้ ซึ่งแน่นอนว่าทุกอย่างมาพร้อมกับความกดดัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาจะต้องก้าวผ่านมันไปให้ได้ แต่แล้วสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่ออาการบาดเจ็บ ที่เป็นของคู่กับนักกีฬา ตามมาเล่นงานจนได้!

ต้องยอมรับว่าอาการบาดเจ็บส่งผลกับโอกาสลงสนามที่ไม่ค่อยจะเต็มเม็ดเต็มหน่วย ฟอร์มของ ชนาธิป กลายเป็นไม่คงเส้นคงวา จังหวะที่เคยทำได้ดีกลับกลายเป็นไม่เหมือนเดิม คือทุกอย่างมันดูขาดๆเกินๆ เหมือนช้ากว่าคู่แข่งไปหนึ่งจังหวะ ซึ่งแน่นอนว่ามันมาจากร่างกายที่ไม่ 100 เปอร์เซ็นต์

กว่าร่างกายจะกลับมาเข้าที่เข้าทาง การแข่งขันก็ดำเนินมาถึงช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล 2019 ทำให้ผลงานโดยรวมในปีนั้นถือว่าต่ำกว่าความคาดหวังที่แฟนบอลอยากจะเห็น แต่ถึงกระนั้นก็ยังอุตส่าห์พาทีมเข้าชิงชนะเลิศในศึกลูวาน คัพ 2019 ก่อนที่สุดท้ายจะจบด้วยการเป็นพระรอง

แน่นอนว่าจากความผิดหวังที่ต้องเจอเรื่องอาการบาดเจ็บเล่นงาน ทำให้ฤดูกาล 2019 เป็นปีที่ไม่ค่อยน่าจดจำมากนัก ลึก ๆ แล้วเจ้าตัวก็หวังที่จะกลับมาพิสูจน์ตัวเองให้ได้อีกครั้ง เหมือนอย่างที่เคยเป็น

- เกิดใหม่ในซีซั่น 2020
เข้าสู่ฤดูกาล 2020 มาคราวนี้ร่างกายของ ชนาธิป กลับมาฟิตเต็มสูบ และพร้อมที่จะสานต่อผลงานอันยอดเยี่ยมบนแผ่นดินญี่ปุ่นอีกครั้ง แต่สุดท้ายแล้วฟุตบอลเจลีก ต้องปิดตัวลงจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะออกสตาร์ทกันไปได้เพียงแค่เกมเดียว

ก่อนที่จะกลับมารีสตาร์ทอีกครั้ง จนถึงตอนนี้ก็ผ่านไปแล้ว 6 เกม ผลงานส่วนตัวของชนาธิป จัดการซัดไปแล้ว 1 ประตู กับอีก 3 แอสซิสต์ ส่วนผลงานของต้นสังกัด เก็บชัยชนะ 2 เสมอ 3 แพ้ 1 มี 9 คะแนน รั้งอยู่ในอันดับ7 ของตาราง

สิ่งที่เห็นในช่วงออกสตาร์ทฤดูกาลนี้ คือ ชนาธิป มีความนิ่งและเอาตัวรอดได้ดีมากขึ้น รวมถึงคลาสบอลของเจ้าตัวก็ดูจะยกระดับไปอีกขั้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์เกมรุก จ่ายบอลแบบคิลเลอร์พาส ที่ดูเนียนตามากกว่าเดิมเยอะ

- กรุยทางสู่เวทียุโรป
ด้วยผลงานที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ทำให้มีกระแสเรียกร้อง ทั้งแฟนบอลไทย และแฟนบอลญี่ปุ่น ที่อยากจะเห็นดาวยิงรายนี้ไปวาดลวดลายในเวทียุโรป ประกอบกับเมื่อไม่นานมานี้เจ้าตัวได้ตัดสินใจเปลี่ยนเอเยนต์ส่วนตัว ไปใช้บริการบริษัทเอเจนซี่ที่มีเครือข่ายในทวีปยุโรป ซึ่งหลายฝ่ายคาดการณ์ว่านี่อาจจะเป็นการกรุยทางไปสู่เวทียุโรป

ในความรู้สึกของแฟนบอลหลาย ๆ คนมองว่า ถ้าจะย้ายไปเล่นในลีกยุโรป ด้วยคุณภาพฝีเท้า และความสามารถเฉพาะตัวของ ชนาธิป ก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ แต่ต้องเป็นเวทีที่เหมาะสมอย่างลาลีกา สเปน หรือบุนเดสลีกา เยอรมัน ที่ไม่ได้เน้นเรื่องการปะทะหนัก ๆเหมือนอย่างในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ

ลองนึกภาพ ชนาธิป ไปเล่นในอังกฤษ ยังไง ๆ ก็มีหวังโดนคู่แข่งอัดเละแน่นอน แต่ถ้าเป็นลีกที่เหมาะสม และสโมสรที่ไม่ได้ระดับท็อปมากนัก ก็มีโอกาสที่แข้งทีมชาติไทยรายนี้จะโชว์ผลงานได้ดี เพราะต้องยอมรับว่าหากย้ายไปร่วมทีมที่เต็มไปด้วยนักเตะระดับโลก ก็เป็นเรื่องยากมาก ๆ ที่จะเบียดแย่งตำแหน่งลงสนาม ดีไม่ดีย้ายไปแบบต้องนั่งสำรองนาน ๆ ก็ส่งผลกระทบกับทั้งร่างกาย สภาพจิตใจ ที่อาจจะเป็นการเสียโอกาสของตัวเองไปเลย


ทัพนักเตะ คอนซาโดเล ซัปโปโร

ย้อนกลับไปสมัยที่ ธีรศิลป์ แดงดา ย้ายไปเล่นกับอัลเมเรีย ในศึกลาลีกา สเปน หันดูขุมกำลังของทีมในตอนนั้นก็น่าปวดหัวยิ่งนัก กองกลางไม่มีความคิดสร้างสรรค์เกมเลย เล่นแบบทื่อ ๆ สุดท้ายตกชั้นไปตามระเบียบ ลองนึกภาพถ้าจับ ชนาธิป ไปเล่น คงจะช่วยให้ทีมมีมิติในเกมรุกมากขึ้นแน่นอน

ถึงตรงนี้การย้ายไปเล่นในเวทียุโรปของ ชนาธิป อาจจะยังไม่ใช่เร็ว ๆ นี้ แต่ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้ เวลานี้มีสิ่งเดียวที่เจ้าตัวต้องทำคือรักษามาตรฐานที่ดีเอาไว้ต่อไปเรื่อย ๆ และพยายามยกระดับการเล่นของตัวเองไปทีละขั้น เพราะต้องไม่ลืมว่าที่ผ่านมาวงการฟุตบอลลีกยุโรปก็เคยมาดูดนักเตะฝีเท้าดีจากศึกเจลีก ไปวาดเพลงแข้งหลายต่อหลายคน ซึ่งก็ประสบความสำเร็จมากมาย

ด้วยวัยเพียงแค่ 26 ปี ยังมีโอกาสพัฒนาฝีเท้าตัวเองขึ้นมาอีกเยอะ ในฐานะแฟนฟุตบอลไทยก็ได้แต่หวังว่า ชนาธิป จะได้รับโอกาสอีกหนึ่งครั้งสำคัญในชีวิตค้าแข้งของตัวเอง เพราะดูจากผลงานตลอดเวลาที่เล่นในเจลีก เจ้าตัวได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ารูปร่างที่เล็กไม่ใช่ปัญหา หากมีความมุ่งมั่นและพยายามมากพอ จากนี้ต่อไปเราอาจจะได้เห็นอีกหนึ่งตำนานบทใหม่ของวงการฟุตบอลไทยเกิดขึ้นอีกครั้ง...

"บิ๊ก กิโล10"