ผ่านไปกว่า 4 เดือน ที่วอลเลย์บอลห่างหายจากการแข่งขันกันไปเนื่องจากโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบอย่างหนักหน่วงต่อคนทั้งโลก

ตลอดเวลาที่ผ่านพ้นไป เชื่อว่าหลาย ๆ ท่านคงอยากให้สถานการณ์บ้านเมืองกลับมาสู่ปกติ เราจะได้ใช้ชีวิตกันแบบไม่ต้องคิดอะไรให้วุ่นวายหลายทอด

ประจวบกับสภาวะปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ก็เริ่มจะไม่ค่อยอยู่ในสภาพคล่อง ออกแนวไปทางขัดสน เพราะถ้าหากโควิด มันยังอยู่ต่อไปนาน ๆ มีหวังชีวิตที่แดดิ้นเป็นแน่

ส่วนวอลเลย์บอล นับตั้งแต่โควิด เข้ามา การแข่งขันหลาย ๆ แมตช์ในประเทศก็ต้องถูกพับเก็บเข้ามาก่อน ยิ่งรายการต่างประเทศไม่ต้องพูดถึงกันเลยเทียว

แต่ทางสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย ก็ยังมีความหวัง ที่จะกลับมาจัดแข่งขันให้ได้อีกครั้ง ในช่วงที่ผ่านมา

กระทั่งโควิด เริ่มจางลงไปในสังคมไทย ไม่มีผู้ติดเชื้อหลาย ๆ วันเข้า ภาครัฐก็เริ่มให้เรากลับมาใช้ชีวิตกันตามปกติมากขึ้น

และกีฬา ก็สามารถกลับมาแข่งขันได้แล้วตามเดิม ทว่ายังมีบางอย่างที่จะยังต้องทำอย่างเคร่งครัด ตามที่เจ้านายท่านอนุมัติออกมา

สมาคมฯ เริ่มต้นด้วยการกำหนดการแข่งขันวอลเลย์บอลไทยแลนด์ลีก ที่ยังแข่งขันไม่จบ ให้กลับมาแข่งขันอีกทีในรอบ The Finals 4 ในระหว่างวันที่ 21-30 กรกฎาคม 2563 เพื่อหาบทสรุปสุดท้ายในซีซั่น 2020

รายการภายในประเทศ ที่อยู่ในส่วนกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ สมาคมฯ ก็ยังคงยืนยันจะกลับมาจัดแข่งขันให้ได้ตามเดิมทุกรายการ ไม่มีรายการไหนที่จะต้องยกเลิกไปในปีนี้

แม้ว่าบางรายการ บางรุ่นอายุ จะไม่มีผู้สนับสนุนก็ตาม

และรายการแรกที่ได้กลับมาแข่งขันก่อนใครเพื่อน ก็คือ วอลเลย์บอล "ซีเล็ค" เยาวชน ชาย-หญิง ชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ประจำปี 2563 ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

และในปีนี้ โยกมาแข่งขันกันที่อาคารนันทนาการ มหาวิทยาลัยรังสิต จากที่ก่อนหน้านี้ แข่งขันกันที่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มาหลายปี

แต่เดิมรายการ "ซีเล็ค" เยาวชน รวมถึงประชาชน ประเภท ข จะแข่งขันแยกตามเจนเดอร์ (Gender) คือ ทีมชาย จะแข่งขันก่อน และตามด้วยทีมหญิง

ทว่าด้วยเวลาที่กระชั้นชิด ทำให้ สมาคมฯ จึงต้องรวบทั้ง 2 แมตช์ มาเล่นให้พร้อมกัน

รายการแรกของปี ที่กลับมาแข่งขันอีกครั้งในรอบ 4 เดือน จึงได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2563

ซึ่งด้วยข้อกำหนดของทางการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ออกมาเป็น "คู่มือ" ให้กับ สมาคมฯ เพื่อนำไปปฏิบัติใช้ เพื่อความปลอดภัยของผู้ดข้าร่วมกิจกรรมทั้งหลายนั้น

สมาคมฯ และ เจ้าภาพ อย่าง มหาวิทยาลัยรังสิต จึงมีการเตรียมการต่าง ๆ ทั้งการตรวจวัดไข้หน้าสนาม และการพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ รวมถึงการเช็คอินแอพพลิเคชัน ไทยชนะ ก่อนเข้า และหลังออกสนาม

อาคารนันทนาการ มหาวิทยาลัยรังสิต ขึ้นชื่อในเรื่องของแอร์เย็น จนหนาว เมื่อยามที่มาแข่งขันวอลเลย์บอลที่นี่ครั้งใน แล้วแต่จะต้องพกเสื้อหนาวมาเผื่อด้วยทุกครั้ง

ทว่าครั้งนี้ในสนามแข่งขัน จะไม่เปิดแอร์ เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ตาม "คู่มือ" ที่มีมาให้ รวมถึงผู้ที่อยู่ในสนาม ต้องสวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้า หรือเฟซชิลด์ ตลอดเวลา ยกเว้นเพียงแค่ผู้เล่นที่ลงไปในสนาม

ไม่เว้นแม้แต่ผู้เล่นสำรองที่ยังไม่ได้ลงสนาม ก็จำเป็นต้องใส่หน้ากากตลอด รวมถึงทีมงานผู้ฝึกสอน ที่ยังต้องห้ามใช้เสียงดังดังจนเกินไป เพื่อป้องกันการกระจายของฝอยน้ำลายในสนาม

รวมถึงผู้ฝึกสอน หรือนักกีฬา ยังต้องคอยฉีดแอลกอฮอล์ทุกครั้งในตอนที่ถูกเปลี่ยนตัวออกมานอกสนาม

เจ้าหน้าที่สนามเอง จะต้องสวมถุงมือ คอยเช็ดลูกบอลด้วยแอลกอฮอล์ ตลอดเวลา ก่อนจะส่งให้กับนักกีฬาเพื่อเล่นในแต่ละแต้ม

อีกทั้งเรื่องของนกหวีดของผู้ตัดสิน ที่ก่อนหน้านี้ ได้นรับความสนใจอย่างมากว่าจะออกมาในรูปแบบไหน

สมาคมฯ เกรงว่า ผู้ตัดสิน ทั้ง ผู้ตัดสินที่ 1 และ 2 ที่จะต้องยืนอยู่กับที่ตลอดเวลา หากใช้นกหวีดแบบเดิมเป่า อาจจะเกิดละอองน้ำลายอยู่ตรงบริเวณที่ยืนทำหน้าที่

หรือหากจะต้องใส่เฟซชิลด์ และเป่านกหวีดแบบเดิม เสียงนกหวีดจะดังเข้าหูของผู้ตัดสินเยอะจนเกินไป

ทำให้สมาคมฯ จึงต้องหาแนวทางที่จะผลิตอุปกรณ์ที่จะใช้แทนนกหวีดแบบเป่า คืออุปกรณ์ส่งสัญญาณแบบกด

สมาคมฯ ได้ อาจารย์ สยาม โพธิ์เพ็ชร จากวิทยาลัยเทคนิคชัยภูมิ และเป็นหนึ่งในทีมงานผู้ตัดสินของสมาคฯ เป็นผู้ร่วมคิดค้น และออกแบบนกหวีดแบบใหม่ เพื่อใช้ในการแข่งขัน ซึ่งนับว่าเป็นต้นแบบที่ใช้ได้เบื้องต้น

แต่ทางผู้จัดทำ ยังมองว่า อยากจะปรับปรุงให้มีเสียงที่ดังกว่านี้ และเสถียรมากกว่านี้อีกนิดหน่อย เพื่อการใช้งานที่ดีขึ้นต่อเนื่อง

และนี่คือการกลับมาอีกครั้งของ วอลเลย์บอล ที่ห่างหายไปนาน และในใจก็คงอยากจะให้ทุก ๆ อย่าง กลับมาเป็นแบบเดิมให้เร็วที่สุด

แม้จะแข่งขันได้แล้วในตอนนี้ แต่หลาย ๆ อย่างมันก็ยังไม่คุ้นชินมากนัก และยังค่อนข้างน่าอึดอัด แทนที่จะเป็นความสะดวกสบายมากกว่า

แต่ก็เข้าใจ ในสิ่งที่ควรจะต้องเริ่มปรับตัว ให้เข้ากับวิถีชีวิตแบบใหม่ที่เขาเรียกกันว่า "New Normal" ให้เริ่มชินมากขึ้น

หวังแต่เพียงว่า การแข่งขันไม่ถูกระงับลงอีกครั้ง และได้เล่นไปจนจบเท่านั้นก็น่าจะพอ