ผ่านไปแล้ว 3 เกมสำหรับเส้นทางของศึกฟุตบอลเจลีก ประเทศญี่ปุ่น บรรดา 4 นักเตะไทยมีทั้งได้รับโอกาสลงเล่นอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงยังไม่ได้โอกาสแม้แต่วินาทีเดียว

ชนาธิป สรงกระสินธ์ ยังคงรักษามาตรฐานการเล่นของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยม และเป็นกำลังหลักของทีมอย่างต่อเนื่อง ในรายของ "ตอง" กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ เพื่อนร่วมสังกัดคอนซาโดเล่ ซัปโปโร ยังคงต้องรอโอกาสต่อไปในฐานะผู้รักษาประตู

ขณะที่ ธีราทร บุญมาทัน ก็ถือเป็นกำลังสำคัญของ โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส เช่นกัน แต่ด้วยโปรแกรมที่เตะถี่ยิบ อาจจะมีบางเกมที่โดนดร็อปไปบ้าง ส่วน ธีรศิลป์ แดงดา ก็ถือว่ายังเป็นตัวความหวังของ ชิมิสุ เอสพัลส์ กับโอกาสลงเล่นเป็นตัวจริง 2 นัด และสำรอง 1 นัด

แต่ถ้ามองภาพรวมผลงานของ 3 สโมสรที่มีนักเตะไทยสังกัดอยู่ คนที่ดูจะหนักที่สุดก็เห็นจะเป็น "มุ้ย" ธีรศิลป์ แดงดา ที่แม้เจ้าตัวจะซัดประตูให้ทีมขึ้นนำในเกมนัดเปิดซีซั่น แต่สุดท้ายต้นสังกัดก็โดนแซงและแพ้ไป

จากนั้นในเกมที่สองหลัง เจลีก กลับมารีสตาร์ท เกมนี้ ธีรศิลป์ แดงดา เป็นตัวสำรอง ซึ่งผลงานในสนามพวกเขาก็เป็นฝ่ายขึ้นนำไปก่อน แต่สุดท้ายก็โดนยิงแซง จากนั้นดาวยิงทีมชาติไทยก็ได้ลงสนามมาในช่วง 30 นาทีสุดท้าย ซึ่งก็ช่วยอะไรได้ไม่มาก

กระทั่งเกมล่าสุด(8 ก.ค. 63) ธีรศิลป์ แดงดา กลับมามีชื่อเป็น 11 คนแรกอีกครั้ง แต่สุดท้ายต้นสังกัดของเขาก็ยังคงไร้แต้มอยู่ดี จนถึงตอนนี้ผ่านไป 3 นัด เสียไปแล้ว 7 ประตู และยิงได้เพียงแค่ 2 ลูกเท่านั้น

แม้ยังคงเหลือระยะทางอีกยาวไกล แต่ด้วยผลงานดังกล่าวเข้าคอนเซ็ปต์เป็นทีมหนีตายเต็มตัวคือ "เกมรุกแย่ เกมรับห่วย" นี่จึงเป็นการบ้านสำคัญของ ปีเตอร์ ชคลามอฟสกี้ กุนซือใหญ่ชาวออสเตรเลีย ในวัย 41 ปี

เพราะหากปล่อยให้ทีมยังคงมีผลงานที่ไม่กระเตื้องอยู่แบบนี้ สิ่งแรกที่สโมสรอาจจะจำเป็นต้องทำก็คือปลดตัวเขาออกจากตำแหน่ง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงก็คงจะไม่ได้เป็นผลดีกับตัวของ ธีรศิลป์ แดงดา แน่นอน เพราะก่อนหน้านี้เราได้ยินมาตลอดว่าการไปเจลีก ครั้งนี้ของ "เจ้ามุ้ย" เพราะเป็นที่ต้องการของกุนซือ

แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น นั่นหมายความว่า ธีรศิลป์ แดงดา อาจจะไม่ได้เป็นตัวเลือกแรกๆเหมือนอย่างในทุกวันนี้ ซึ่งกว่าจะถึงวันนั้นสิ่งที่ "เจ้ามุ้ย" ต้องทำก็คือเร่งเค้นฟอร์มเก่งของตัวเองออกมาให้ได้โดยเร็วที่สุด เพราะเอาจริงๆจากผลงานในช่วง 3 นัดแรกดูเจ้าตัวยังจับจังหวะเข้ากับเพื่อนร่วมทีมไม่ได้ เวลาจ่ายบอลยังมีขาดๆเกินๆหลายครั้ง ซึ่งบ่งบอกได้ชัดเจนในเรื่องของความเข้าใจซึ่งกันและกัน

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ต่อให้ ธีรศิลป์ จะยิงกระจายสักแค่ไหน แต่เพื่อนร่วมทีมในตำแหน่งอื่นๆยังคงเล่นกันแบบเต็มไปด้วยข้อผิดพลาดเหมือนอย่างที่เห็น ก็คงจะเป็นเรื่องยากที่ทีมจะมีผลงานที่ดีขึ้น

จุดแรกที่ต้องแก้ไขโดยด่วนคือเรื่องของกองหลังที่เละตุ้มเป๊ะ! หากใครที่ตามผลงานของ ชิมิสุ เอสพัลส์ หรือย้อนดูไฮไลท์ที่เกิดขึ้นทั้ง 3 เกม จะเห็นว่าแต่ละประตูที่พวกเขาเสียไปนั้นมาจากความผิดพลาดแบบง่ายๆของแนวรับทั้งสิ้น บางจังหวะเหมือนจะไม่มีอะไร แต่ก็ต้องมาโดนยิงเอาดื้อๆ จากความผิดพลาดส่วนบุคคล

นอกจากกองหลังที่หลวมแล้ว กองกลางก็ไม่สามารถเชื่อมต่อบอลขึ้นไปถึงกองหน้าได้ หลายครั้งที่ ธีรศิลป์ ต้องลงมาล้วงบอลต่ำ เพราะกองกลางไม่มีความสร้างสรรค์ที่จะทำเกมรุกได้เลย ซึ่ง 2 ประตูที่พวกเขาทำได้ก็มาจากความผิดพลาดเองของคู่แข่ง มากกว่าจะเป็นการสร้างสรรค์เกมรุกขึ้นไป

เชื่อเหลือเกินว่า อีก 2 เกมต่อจากนี้น่าจะเป็นบททดสอบสำคัญที่บอร์ดบริหารคงจะเริ่มตั้งเอาไว้ หากทีมยังไม่มีแต้มแบบนี้มีหวังการเปลี่ยนแปลงกุนซือคงจะเกิดขึ้น

หันมองโปรแกรมนัดต่อไปของ ชิมิสึ เอสพัลส์ จะมีคิวเปิดบ้านพบกับ กัมบะ โอซากา ทีมที่มีผลงาน ชนะ 1 เสมอ 1 แพ้ 1 ในวันที่ 12 กรกฎาคมนี้ ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้แก้ตัวกับการเล่นในรังเหย้าของตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าเป้าหมายคงจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากเดินหน้าเก็บชัยชนะสถานเดียวเท่านั้น

มองในแง่ดีหากเกมหน้า ชิมิสึ เอสพัลส์ ทำได้ตามที่ตั้งเป้าเอาไว้ ก็น่าจะทำให้ขวัญกำลังใจของนักเตะในทีมมีความมั่นใจมากขึ้นอีกครั้ง และอย่างน้อยๆก็จะทำให้พวกเขาเล่นด้วยความคึกคักมากกว่าที่เป็นอยู่

ในวัย 32 ปี ของ เจ้ามุ้ย การเดินทางครั้งนี้ดูจะเป็นด่านท้ายๆของชีวิตการค้าแข้ง หากเปรียบเหมือนการเล่นเกม พอดำเนินไปถึงด่านสุดท้าย ความยากมักจะมีมากขึ้นกว่าเดิมเสมอ

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ครั้งสำคัญที่จะจารึกผลงานตัวเอง ในช่วงท้ายของการเดินทางค้าแข้งต่างแดน เพราะถึงแม้ว่าอดีตที่ผ่านมาจะเคยประสบความสำเร็จมามากมายขนาดไหน แต่ลึกๆแล้วตัวเขาเองก็ยังคงมีความกระหายและอยากส่งท้ายการเล่นในต่างแดนด้วยผลงานที่น่าประทับใจ เพื่อเป็นที่จดจำของแฟนบอล
 
เราในฐานะแฟนฟุตบอลไทยก็ขอส่งกำลังใจไปให้ "เจ้ามุ้ย" งัดฟอร์มที่ดีที่สุดของตัวเองออกมาช่วยต้นสังกัดเดินหน้าสู่ผลงานที่ยอดเยี่ยมให้ได้ เพื่อความสุขของพี่น้องคอบอลไทยทุกคน...

"บิ๊ก กิโล10"