แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คงไม่ใช่ทีมที่จะกลับมาเดินหน้ากวาดแชมป์อย่างย่อยยับทันทีในอีก 1-2 ปีข้างหน้านี้ แต่ถ้ามองกันแค่ผลงานระยะสั้น เราก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าพวกเขาได้กลายเป็น 1 ในทีมที่เกมรุกร้อนแรงที่สุดของลีกยุโรป ในช่วงหลังผ่านวิกฤติยุค โควิด

14 ลูก จากแค่ 5 เกม ถึงแม้จะมีโดนเจาะตาข่ายบ้างเรื่อยๆ ประปราย แต่ถึงกระนั้น มันก็เป็น แมนฯ ยูไนเต็ด ในแบบฉบับที่สามารถทำให้แฟนๆ กลับมาสนุกกับการดูทีมรักของพวกเขาได้อีกครั้ง

นั่นคือปัญหาที่ “ปีศาจแดง” เจอมาตลอด มันไม่ใช่แค่เรื่องของการร้างความสำเร็จ แต่มันเป็นเรื่องสไตล์ฟุตบอลที่ทำให้ความขลังค์ของ “โรงละครแห่งความฝัน” ตกต่ำลงอย่างสิ้นเชิงในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา คือคนที่เข้ามารับผลกรรม และจำต้องแก้ปมร้ายในตอนนี้ ทีมของเขาพบพานกับความตีบตันทางด้านไอเดีย และมันทำให้เราทุกคนแทบไม่ได้เห็น แมนฯ ยูไนเต็ด สร้างสรรค์ขึ้นเกมรุกสวยงามใดๆ เลย

ข้อจำกัดทางด้านขุมกำลัง คือปัญหาใหญ่ มันเป็นช่วงที่ ปอล ป็อกบา สร้างแต่ปัญหานอกสนาม ดื้อรั้นอยากจะมองหาทีมใหม่ แถมยังมีอาการบาดเจ็บรบกวนอย่างต่อเนื่อง แต่คุณก็ยังสามารถเห็นเขาออกงานหรือถ่ายโฆษณาข้ามประเทศตามที่ต่างๆ ได้

กุนซือ “ลูกอม” ค่อยๆ พยายามแก้ไขไปทีละเปราะ โดยเริ่มต้นปรับที่แนวรับก่อน เห็นได้จากการซื้อ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ และ อารอน วาน บิสซาก้า เข้ามา ซึ่งช่วยให้แผงแบ็คโฟร์ของ “ผีแดง” แน่นปั้กขึ้นทันที

ตอนนั้นพวกเขาเสียประตูยากขึ้น แต่เกมรุกของพวกเขาก็ยังฝืดสนิทเช่นกัน การขึ้นเกมไม่มีอะไรที่เป็นแบบแผน พยายามใช้ความสามารถเฉพาะตัวเจาะ และเมื่อโดนบีบหนักๆ เข้า มันก็จบลงด้วยการถ่างบอลออกทางริมเส้น แล้วโยนทิ้งเข้าไปแบบไม่ได้ลุ้น

มันเป็นครึ่งซีซั่นแรกที่แสนจะอึดอัด แต่ทุกอย่างก็เริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์มากขึ้นในตอนที่ บรูโน่ เฟร์นานเดซ ตบเท้าเข้ามาเดือน กุมภาพันธ์

แน่นอน เขาเป็นนักเตะเนื้อหอมชื่อดัง แต่ถึงกระนั้น มันก็ไม่มีใครคาดหวังได้เต็มๆ ว่าเขาจะสามารถเข้ามาปฏิวัติเกมรุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ทันทีแบบนี้ ดาวเตะทีมชาติโปรตุเกส อาจจะดูมีแววก็จริง แต่เขาก็ยังไม่ใช่สินค้าที่การันตีความเป็นระดับโลก

การย้ายมาโชว์ตัวที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ทำให้ บรูโน่ ได้ฉายแววความเป็น เวิลด์คลาสส์ ออกมาเต็มๆ สไตล์การเล่นของเขาดึงดูดทั้งประตูและแฟนบอลกลับสู่สังเวียนอีกครั้ง ไม่ว่าจะในสนามหรือบนหน้าจอทีวีก็ตาม

ด้วยทัศนคติในแบบที่มั่นใจเว่อร์ อหังการณ์ กล้าได้กล้าเสีย และฉลาดเป็นกรด มันทำให้เรานึกถึงจอมทัพในอดีตอันเกรียงไกรของพวกเขาอย่าง เอริค คันโตน่า แต่สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาเกี่ยวกับ บรูโน่ ก็คือ เขายังเป็นคนที่ใจดี พร้อมเสียสละเพื่อเพื่อนร่วมทีมเช่นกัน

ดาวเตะเลือดฝอยทอง ปรับตัวขึ้นได้ดีเรื่อยๆ และยกระดับเพื่อนร่วมทีมรอบๆ ตัวเขา เหมือนกับที่ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ เคยทำกับแผงหลัง ลิเวอร์พูล แต่ก็น่าเสียดายที่มาโดน โควิด-19 เบรกฟอร์มการเล่นไปเสียก่อน

แม้จะไม่ใช่เรื่องที่โสภามากนัก แต่ในทางกลับกัน มันก็ทำให้แข้งที่ถูกลืมบางคน ได้โอกาสกลับมาพิสูจน์ตัวเองด้วยเช่นกัน

จากที่เคยคิดจะย้ายแน่ๆ และโดนอาการบาดเจ็บเล่นงาน แต่ด้วยวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่ทุกคนต้องเจอในตอนนี้ มันก็ทำให้สโมสรฟุตบอลต้องรัดเข็มขัด และต่อให้ยังมีตังเหลือในกระเป๋าอยู่บ้าง พวกเขาก็คงไม่บ้าใช้เงินก้อนโตไปกับนักเตะฟอร์มตกที่แทบไม่ได้แสดงผลงานอะไรเลยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

นั่นจึงทำให้เราได้เห็น ปอล ป็อกบา กลับมาอยู่ในแผนที่โลกลูกหนังอีกครั้ง แล้วในครั้งนี้ เขากลับมาในแบบที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น และพรสวรรค์ฝีเท้าที่มีอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ดาวเตะจอมตัดผมชาวฝรั่งเศส ให้การต้อนรับ บรูโน่ เป็นอย่างดี ทุกอย่างมันน่าตื่นเต้นตั้งแต่ตอนที่พวกเขายังไม่ได้ลงสนามเลยด้วยซ้ำ และแฟนๆ ก็กรี๊ดหนักขึ้นไปอีกเมื่อได้เห็นทั้งคู่ลงสนามจริงๆ

ผลงานของ แมนฯ ยูไนเต็ด หลังยุค โควิด-19 เหมือนยกระดับขึ้นไปอีกขั้น คลาสส์ฟุตบอลของ ป็อกบา กับ บรูโน่ ทำให้แดนกลางของ แมนฯ ยูไนเต็ด ลื่นไหล และไม่ว่าใครจะเข้ามาเล่นร่วมกับพวกเขา ทุกคนก็ดูเหมือนจะอัพเกรดตัวเองขึ้นไปได้เสมอ

มาติช ทำหน้าที่ตัดเกม, ป็อกบา ยืนต่ำคอยหาจังหวะเชื่อมเกมออกบอล โดยมี บรูโน่ ยืนค้ำสูงในตำแหน่งจอมทัพเบอร์ 10 นั่นเป็นอะไรที่ลงตัวสุดๆ และเห็นได้ชัดเจนที่สุดในเกมที่ “ปีศาจแดง” ไล่ขยี้ บอร์นมัธ 5-2

จากการขึ้นเกมรุกที่ตีบตัน สู่ไอเดียการสร้างสรรค์เกมบุกที่พรั่งพรู ความพิเศษของทั้งคู่ทำให้แนวรุกอย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด, อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล, เมสัน กรีนวู้ด หรือ แดน เจมส์ เปล่งประกายได้เต็มศักยภาพในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

จริงๆ กองหน้าของ แมนฯ ยูไนเต็ด มีคุณภาพระดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่ปัญหาที่ผ่านมาของพวกเขาก็คือมันไม่มีใครทำหน้าที่เป็นตัวเปิดป้อน จนกระทั่งมันได้รับการแก้ไขในตอนนี้จนได้

แมนฯ ยูไนเต็ด ปลดล็อคเกมรุกของตัวเองได้สำเร็จ และถ้าหากมันยังเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เราก็คงมีโอกาสได้เห็นพวกเขาตีตั๋วไปลุยศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในซีซั่นหน้า

เมื่อนั้นถ้าหาก ป็อกบา ยังอยู่ และ บรูโน่ ยังโหดสลัดแบบนี้ และรวมกับการเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์ มันก็น่าสนใจมากๆ ว่า โซลชาร์ จะพา แมนฯ ยูไนเต็ด ชุดนี้ไปได้ไกลขนาดไหนในการแข่งขันซีซั่นหน้าครับ