ดูท่าจะไม่จบง่ายๆเสียแล้ว สำหรับประเด็นปัญหาระหว่าง สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ กับ ทรูวิชั่นส์ ที่ขัดแย้งกันเรื่องการจัดการแข่งขันฟุตบอลไทยลีก และลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด

ฝ่าย สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ก็ยืนยันหนักแน่น ว่าเร่งให้ไทยลีกกลับมาแข่งไม่ได้ เพราะต้องรอการอนุญาตจาก ศบค. (ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ) และยังไม่อาจจะเร่งให้ไทยลีกจบฤดูกาลภายในปีนี้ได้ เพราะโปรแกรมจะอัดแน่นจนเกินไป ไหนจะมีฟุตบอลถ้วย 2 รายการอีก

ซึ่งดูแล้ว สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ คงจะยึดกำหนดการเดิมคือ ไทยลีก จะเริ่มกลับมาแข่งขัน 12 กันยายน 2563 และไปปิดฤดูกาล 15 พฤษภาคม 2564 

แต่ฝ่าย ทรูวิชั่นส์ ก็ต้องการให้ไทยลีก เร่งกลับมาแข่งให้เร็วที่สุด เพราะมองว่าสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยดีขึ้นมากแล้ว และรัฐบาลก็อนุญาตให้จัดการแข่งขันฟุตบอลได้ ถึงขนาดส่งหนังสือแจ้งว่าให้ สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ จัดแข่งขันไทยลีกภายใน 14 วัน

อีกทั้ง ทรูวิชั่นส์ ยังต้องการให้ไทยลีก จบฤดูกาลภายในปีนี้ เพราะ ทรูวิชั่นส์ ได้ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดจนถึงปลายปี 2563 เท่านั้น แถมพวกเขายังวางผังรายการใหม่ในปีหน้าล่วงหน้าไปแล้ว จึงยากที่จะแก้ไขได้

เมื่อต่างฝ่าย ต่างมีเหตุผลของตัวเอง งานนี้ดูแล้วคงไม่ง่ายที่จะหาทางออกได้

แม้ล่าสุด พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ จะบอกว่า ยินดีจะขยายสัญญาให้ ทรูวิชั่นส์ ถ่ายทอดสดไปจนจบฤดูกาลในช่วงกลางปีหน้า 

แต่อย่างที่บอกไปคือ ทรูวิชั่นส์ อาจจะติดปัญหาในจุดนี้ เนื่องจาก ทรูวิชั่นส์ ไม่ได้เป็นผู้ชนะการประมูลลิขสิทธิ์รอบใหม่ ทำให้พวกเขาได้เตรียมหารายการอื่นมาแทนการถ่ายทอดสดไทยลีกไว้แล้ว และได้เตรียมผังรายการใหม่ ที่จะออกอากาศในปีหน้าไปแล้วเช่นกัน

ดังนั้นหาก ทรูวิชั่นส์ รับข้อเสนอนี้ของ สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ในการขยายสิทธิ์ถ่ายทอดสดไปจนถึงกลางปีหน้า รายการใหม่ที่พวกเขาเตรียมไว้ ก็ต้องโละทิ้งทันที ซึ่งมันก็จะสร้างความเสียหายไม่น้อยให้กับ ทรูวิชั่นส์

แต่ถ้า ทรูวิชั่นส์ ไม่รับข้อเสนอนี้ พวกเขาก็จะได้ถ่ายทอดสดไทยลีกไปจนถึงสิ้นปี 2563 เท่านั้น ส่วนโปรแกรมที่เหลือในปีหน้า สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ก็จะหาผู้ดูแลเจ้าใหม่ มารับช่วงต่อถ่ายทอดสดในครึ่งฤดูกาลหลังต่อไป

ถ้าออกมาในรูปแบบนี้ ทั้ง ทรูวิชั่นส์ และ สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ จะเกิดความเสียหายทั้งคู่ เพราะ ทรูวิชั่นส์ ได้ถ่ายไม่จบฤดูกาล ซึ่งคงกระทบต่อการจ่ายค่าสิทธิประโยชน์ในปีสุดท้าย ว่าอาจจะจ่ายไม่เต็มจำนวน (ประมาณ 1,200 ล้านบาทตามสัญญา) ซึ่งนั่นอาจกระทบต่อเงินสนับสนุนที่ สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ จะได้รับ เพื่อนำไปมอบให้ทุกทีมในไทยลีก ทีมละ 20 ล้านบาท

และก็ยังไม่รู้ว่า ผู้ที่จะเข้ามารับช่วงต่อถ่ายทอดสดเจ้าใหม่ จะเป็นใคร และจะจ่ายเงินได้ในระดับเดียวกับที่ ทรูวิชั่นส์ ได้ให้ไว้หรือเปล่า

เรียกว่าปัญหาเหล่านี้ ผมเข้าใจทั้งกับฝั่ง สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ และ ทรูวิชั่นส์ เพราะไม่ว่าทางออกจะเป็นอย่างไร จะต้องมีฝ่ายหนึ่งเจ็บตัวนั่นเอง

แต่เพื่อเป็นการฝ่าทางตัน และปัญหาที่จะตามมา มันจะต้องมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ที่เป็นฝ่ายยอมถอย

จะเป็น สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ที่ยอมถอย โดยเร่งให้ไทยลีกกลับมาแข่งได้เร็วขึ้น และเร่งโปรแกรมให้เตะถี่ขึ้น เพื่อที่จะจบฤดูกาลได้ในปีนี้ หรืออย่างช้าคือต้นปีหน้า

หรือจะเป็น ทรูวิชั่นส์ ที่ยอมถอย ยินยอมถ่ายทอดสดไทยลีกจนจบฤดูกาลไปจนถึงกลางปีหน้า และต้องจำใจถอดผังรายการเดิมที่พวกเขาได้เตรียมเอาไว้

แต่ถ้าไม่มีใครยอมถอย คือสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ยืนยันจัดแข่งไทยลีกตามกำหนดเดิม และ ทรูวิชั่นส์ ยืนยันจะถ่ายทอดสดแค่สิ้นปีนี้ ก็คงจะต้องลงเอยว่าไทยลีกฤดูกาลนี้ จะต้องมีผู้ถือสิทธิ์ถ่ายทอดสดถึง 2 เจ้า และผลกระทบเรื่องเงินค่าลิขสิทธิ์ ก็อาจจะตกไปอยู่กับสโมสรต่างๆ ที่อาจจะได้ลดน้อยลงไปจากเดิม

ทั้งนี้ก็ต้องมาติดตามกันต่อไปว่า บทสรุปของเรื่องนี้ จะออกมาในรูปแบบไหน และจะมีใครเป็นฝ่ายยอมถอยหรือไม่...