นับจากความเปลี่ยนแปลง (อีกครั้ง) ของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ โดยเฉพาะการรวมไทยลีก 3 กับไทยลีก 4 เข้าด้วยกัน ยังมองไม่ออกว่า ทันทีที่เปิดลีกในวันที่ 3 ตุลาคม ตามกำหนดที่วางไว้ จะทำให้ลีกรากหญ้าของไทยกลับมาคึกคักได้เพียงใด

 เพราะนอกเหนือจากกฏระเบียบใหม่ การแบ่งโซนใหม่ที่กองเชียร์ไม่คุ้นชิน ผนวกกับสถานการณ์โรคโควิด ล้วนแต่เป็นปัญหา

 หากนับย้อนหลังไปไม่นาน แฟนบอลรากหญ้าต่างคุ้นเคยลีกภูมิภาค "ดิวิชั่น 2" เนื่องเพราะทั้งหมดคือทีมถิ่นเกิด ถือเป็นลีกอาชีพก้าวแรกอย่างเต็มตัว ก่อนที่จะคัดหา 3 ทีม เพื่อขึ้นสู่งดิวิชั่น 1 และไต่เต้าขึ้นไทยพรีเมียร์ลีก อันเป็นลีกสูงสุด

                                              บรรยากาศกองเชียร์ ตราด เอฟซี ในสมัยดิวิชั่น 2

 ทีมเหล่านี้มีโครงสร้างที่แข็งแรงมีแฟนฟุตบอลที่เหนียวแน่น จวบจนขึ้นถึงลีกสูงสุดในปัจจุบัน อาทิ "ช้างขาวจ้าวเกาะ" ตราด เอฟซี ที่แน่นแทบทุกนัด "ค้าวคาวไฟ" สุโขทัย เอฟซี, "ราชันมังกร" ราชบุรี เอฟซี, "สวาทแคท" นครราชสีมา เอฟซี, "ต่อพิฆาต" ประจวบ เอฟซี หรือจะเป็น  "บุรีรัมย์ เอฟซี"  ที่ภายหลังขึ้นถึงลีกสูงสุดได้ผนึกรวม "บุรีรัมย์ พีอีเอ." กลายเป็น "บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด" รวมถึงแชมป์ไทยลีกปีล่าสุด "เชียงราย ยูไนเต็ด"

 แต่ขณะเดียวกัน ยังมีทีมอดีต "ลีกภูมิภาค" ที่เกรียงไกรกลับหายไปจากสารบบลีกไทย จะเป็นทีมใดบ้าง มาติดตาม

 "อินทรีแห่งขุนเขา" พะเยา เอฟซี 

 ประเดิมด้วยทีมจากโซนเหนือ ทีมดังจากเมืองกว๊านถือว่ามีแฟนฟุตบอลกองเชียร์ที่เหนียวแน่นและคึกคักมากที่สุดทีมหนึ่ง ปักหลักโลดเล่นอยู่ในลีกภูมิภาคตั้งแต่ปี 2010 ยิ่งเฉพาะในช่วงหลัง ที่มี "ธรรมมนัส พรหมเผ่า" เข้ามานั่งเป็นประธานสโมสร ทำให้บรรยากาศยิ่งคึกคัก จนกระทั่งสามารถขึ้นไปโลดเล่นอยู่ในไทยลีก 3 ได้สำเร็จ

 จนมาถึงฤดูกาลปี 2017 "พะเยา เอฟซี" ยังมีผลงานที่น่าทึ่ง แม้ไม่สามารถขึ้นไทยลีก 2 ได้ แต่การจบด้วยอันดับที่ 5 ในตารางคะแนนตอนบนก็ถือว่าไม่ธรรมดา

 แต่หลังจากปิดฤดูกาล "อินทรีแห่งขุนเขา" กลับขอพักทีม และเงียบหายไปหลายปี ล่าสุดมีชื่ออยู่ในสถานะทีมสมัครเล่นเท่านั้น

                                                    เนวิน ชิดชอบ และ ชาติชาย เจียมศรีพงษ์ (ขวา)

"พญาชาละวัน" พิจิตร เอฟซี

 สังเวียนสนาม อบจ.พิจิตร ถือว่าทันสมัยและสวยงามอันดับต้นๆ ของประเทศ ภายหลังสโมสรพนักงานยาสูบ ขอเป็นรังเหย้า พร้อมกับใช้ชื่อทีมว่า "ทีทีเอ็ม พิจิตร" นาน 2 ฤดูกาล ก่อนจะโยกไปเชียงใหม่ จึงตกเป็นของทีมประจำจังหวัด "พิจิตร เอฟซี" ทีมระดับดิวิชั่น 2 ในที่สุด

 แข้ง "พญาชาละวัน" ในยุคของนายก อบจ. "ชาติชาย เจียมศรีพงษ์" ผู้มีความสัมพันธ์แนบแน่น "เนวิน ชิดชอบ" ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในฐานะศิษย์ผู้ใกล้ชิดจากรั้ว "สวนกุหลาบ" จึงไม่มีปัญหาทั้งเรื่องการเงินและตัวนักเตะ เป็นทีมหัวแถวของโซนเหนือผ่านเข้ารอบชิงแชมป์ระดับประเทศถึง 3 สมัยในรอบ 4 ปี

 กระทั่งขึ้นสู่ ดิวิชั่น 1 ได้สำเร็จ ฤดูกาล 2015 แต่ด้วยปัญหาหลายด้าน โดยเฉพาะความขัดแย้งกับทางสมาคมฯ ที่ทางสโมสรฯ มองว่าการแข่งขันทุกนัดมีปัญหาและไม่ได้รับความเป็นธรรมฯ ทำให้ตกชั้นและตัดสินใจขอพักทีม

 ต่อมา "พิจิตร เอฟซี" ถูกโทษจากสมาคมฯ ฟันซ้ำกำหนดพ้นโทษกลับมาแข่งขันฟุตบอลลีกอาชีพปี 2019 เมื่อถึงเวลาพ้นโทษ "พญาชาละวัน" ก็ยังนิ่ง

 ชื่อหายไปจากลีกอาชีพของไทยไปเป็นปีที่ 5

                                             กองเชียร์ครอบครัว "พญาวานร" ลพบุรี เอฟซี

"พญาวานร" ลพบุรี เอฟซี

 มาดูทางภาคกลาง "ลพบุรี" เป็นอีกจังหวัดที่แฟนบอลเหนียวแน่น ผลงานเป็นที่ประจักษ์ตั้งแต่ยุคฟุตบอลไทยแลนด์คัพ ชื่อของ "รังสิวุฒิ ชโลปภัมภ์" นักเตะดังของจังหวัดยังเป็นที่กล่าวถึงในปัจจุบัน

 "ลพบุรี เอฟซี" เข้ามาเล่นในฟุตบอลลีกอาชีพในปี 2008 ก่อนที่จะอยู่เล่นในฟุตบอลอาชีพ "ดิวิชั่น 2" นานถึง 5 ปี กระทั่งตัดสินใจปฎิเสธการส่งทีมเข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลลีกอาชีพในปี 2013 อันมีสาเหตุมาจากความสับสนและขัดแย้งของฝ่ายบริหาร

 ประการหนึ่งในเรื่องเงินทุน อีกประการหนึ่งคือการเตรียมยกสนามให้ สโมสรพนักงานยาสูบ ที่จะย้ายรังเหย้ามาอยู่ที่จังหวัดลพบุรี

 สุดท้าย "ยาสูบ" ไม่มาตามนัดเพราะสนามไม่ผ่านมาตราฐานไทยลีก แถมเคราะห์ซ้ำ "ลพบุรี เอฟซี" ถูกแบนจากการแข่งขัน 2 ปี 

 กลับมาอีกครั้งในปี 2015 คราวนี้ "ลพบุรี เอฟซี" ถูกจับไปอยู่ในโซนภาคเหนือ ทำให้มีปัญหาเรื่องการเดินทางสุดท้ายตัดสินใจยุติการส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขันอีกครั้ง

 และเงียบกริบมาจนถึงปัจจุบัน

                                                        กองเชียร์ และนักเตะ เพชรบุรี เอฟซี

"นักสู้วัวทโมน" เพชรบุรี เอฟซี

 ยอดทีมจากเมืองเขาวัง โด่งดังในยุคของนักการเมืองชื่อดังคนรักกีฬา "จเร บุญส่ง" ถือเป็นทีมแพ้ยากในบ้าน เคยเคยเข้าถึงรอบแชมเปี้ยนลีก ในลีกภูมิภาค "ดิวิชั่น 2" ภายใต้การทำทีมของโค้ช "สมชาย มากมูล"

 นอกเหนือจากความเข้มขลังของสนามที่มี "เขาวัง" และ "ถ้ำเขาหลวง" เป็นฉากหลังอยู่ไม่ไกล ยังมีมนต์เสน่ห์ที่น่ารักในการแข่งขันฟุตบอลลีกอาชีพ ด้วยการที่นักเตะจะถือขนมหม้อแกงขึ้นชื่อของเพชรบุรี มามอบให้กับคู่แข่งทุกนัดที่เล่นในบ้าน 

 ภายหลัง "เพชรบุรี เอฟซี" เปลี่ยนมือเจ้าของทีมจาก "จเร บุญส่ง" ที่เสียชีวิตด้วยอาการป่วยมาเป็นนักการเมืองชื่อดังในท้องถิ่น แต่หลังจากทำไปได้เพียงแค่ 1 ฤดูกาล ก็ตัดสินใจขอหยุดพักส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลลีกอาชีพ เมื่อฤดูกาล 2016 พร้อมกับมีการแจ้งจดเลิกบริษัทเดิม ก่อนมีการจดตั้งใหม่ชื่อ"บริษัท สโมสรฟุตบอลเพชรบุรี จำกัด" แต่ยังไม่มีความเคลื่อนไหวเรื่องการส่งเข้าร่วมแข่งขัน

 จวบจนถึงวันนี้สังเวียนสนาม อบจ.เพชรบุรี เหลือแค่ป้ายตราสโมสร ไม่มีทีมฟุตบอลให้แฟนบอลได้ชม

                              นักเตะ นครพนม เอฟซี ในเกมพบ ศรีสะเกษ ยูไนเต็ด เมื่อฤดูกาล 2012

"เรือไฟพิฆาต" นครพนม เอฟซี

 โยกไปทางอิสานความคึกคักที่เคยมีริมฝั่งโขง "เรือไฟพิฆาต" นครพนม เอฟซี ในยุคของ "เสี่ยแอร์" พิสิษฐ อ้นมา นักธุรกิจคนดังนั่งเป็นประธาน โดยมีกุนซือคือใจคือ "โค้ชชาย" ธนากร กิตติธรรม อดีตนักเตะทีมชาติชุด "ดรีมทีม" เพื่อนร่วมรุ่น "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง 

 ด้วยความตั้งใจ เงินทุน และทีมงานเกรด เอ. ทำให้แฟนบอลแห่เข้ามาเชียร์ด้วยความหวัง แถมมีนักเตะฝีเท้าดีอยู่ในทีมทำให้ "เรือไฟพิฆาต" นครพนม เอฟซี เป็นทีมขวัญใจกองเชียร์

 แต่ด้วยความเขี้ยวของโซนอีสานที่มีทีมชั้นนำมากมายทำให้ "นครพนม เอฟซี" ไม่สามารถเบียดขึ้นถึงรอบแชมป์เปี้ยนลีกได้ จนวนเวียนอยู่แค่ "ดิวิชั่้น 2"

 ยิ่งกว่านั้นคือปัญหาการเมืองฟุตบอลภายในจังหวัดที่มีหลายขั้ว จึงมักถูกขัดขาและไม่ได้รับความร่วมมือเต็มที่ อีกทั้งยังถูกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ลงโทษแบบ 1 ปี จากเหตุการณ์ทะเลาะวิวาท ทำให้ทีมสะดุด แฟนหาย ผลงานห่วย แถม "เสี่ยแอร์" พิสิษฐ อ้นมา วางมือและลาออก 

 เมื่อจบฤดูกาล 2016 "นครพนม เอฟซี" ตกอยู่ในอันดับสุดท้าย แต่ทางสมาคมฯ  ให้โอกาสแก้ตัวในการส่งทีมต่อ โดยมีข้อแม้ต้องทำแผนปรับปรุงทีมให้ฝ่ายจัดการแข่งขัน 

 แต่สุดท้ายสโมสรฯ เลือกที่จะพักทีมอย่างไม่มีกำหนด 

                                           ร้อยเอ็ด ยูไนเต็ด ในชุดแชมป์ฤดูกาล 2013

"กะรอกขาวจ้าวสนาม" ร้อยเอ็ด ยูไนเต็ด

 เป็นมหาอำนาจลูกหนังลีกภูมิภาค "ดิวิชั่น 2" เป็นเมืองฟุตบอลที่ผู้คนคลั่งไคล้แทบจะเต็มความจุทุกนัดในบ้านและสร้างนักเตะชั้นดีมากมาย ผลงานคือคว้าแชมป์โซนภาคอีสาน และผ่านเข้ารอบ "แชมเปี้ยนส์ลีก" 3 สมัยติดต่อกัน

 ยุคของ "เศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์" นั่งประธาน และมีนักเตะดาวรุ่งคู่บุญเวลานั้นอย่าง "ธีระพงษ์ ดีหามแห" ผลงานสุดเปรี้ยงปร้าง

 แต่แล้วเกิดเรื่องไม่คาดฝัน หลังจบฤดูกาล 2017 "ร้อยเอ็ด ยูไนเต็ด" ประกาศพักทีมชนิดช็อกแฟนบอลทั้งประเทศ โดยสาเหตุหลักก็มาจากปัญหาข้อพิพาทกับ 2 นักเตะต่างชาติที่ไปร้องเรียนสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) และไม่สามารถตกลงกันได้ ส่งผลต่อการทำคลับไลเซนซิ่ง 

 สุดท้ายสโมสรฯ จึงตัดสินใจงดส่งทีมและไปเริ่มใหม่ใน ลีกสมัครเล่น

 และถึงปีนี้ยังไม่สามารถขึ้นเข้าสู่ลีกอาชีพได้อีก

                                   นักเตะ ชุมพร เอฟซี ในช่วงท้ายก่อนยุติการส่งทีม

"ขุนพลกรมหลวง" ชุมพร เอฟซี

 อีกทีมดังของโซนใต้ "ชุมพร เอฟซี" ที่หายไปจากสารบบลีกฟุตบอลอาชีพ

 "ขุนพลกรมหลวง" เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลลีกอาชีพตั้งแต่ปี 2010 แม้จะประสบความสำเร็จในเรื่องกองเชียร์ แต่ไม่ประสบความสำเร็จในผลการแข่งขัน

 เพราะนอกเหนือจากปัญหาเรื่องงบประมาณการทำทีมแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องการเดินทางไปเยือนคู่แข่งที่ระยะทางดูจะไกลกว่าใครเพื่อนในโซนภาคใต้

 ในปี 2016 ทางสโมสรฯ ยื่นหนังสือต่อรองกับฝ่ายจัดการแข่งขันให้ย้ายมาเล่นในโซนภาคกลางตะวันตกเหมือนที่ "ประจวบ เอฟซี" เคยทำได้ และเรื่องผ่านสำเร็จสมใจ

 แต่ก็เป็นเพียงแค่ฤดูกาลเดียวเท่านั้น ด้วยปัญหาเดิม จึงกลับมาอยู่ในโซนภาคใต้อีกครั้ง

 จากนั้นทีมก็สาละวันเตี้ยลงจบในอันดับสุดท้ายของตาราง ออมสิน ลีก หรือไทยลีก 4 โซนภาคใต้เมื่อปี 2018 ต้องไปเล่นในระดับสมัครเล่น

 ปัจจุบัน "ชุมพร เอฟซี" ก็ไม่มีวี่แววว่าจะส่งทีมเข้าร่วม

                                                 พังงา เอฟซี ในยุคของ "โกไข่" นั่งประธาน

"เรือขุดมหากาฬ" พังงา เอฟซี

 สังเวียนเหย้าของ "พังงา เอฟซี" ถือเป็นสนามที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้ ด้วยฉากหลังเป็นภูเขาสวยงาม

 ในยุคแรกของส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลลีกภูมิภาคโซนภาคใต้ โดยมี "โกไข่" นายวิชัช ไตรรัตน์ เป็นประธานสโมสร กองเชียร์ชาวพังงาจะยกขบวนแห่ไปเชียร์ทีมรักทุกสนาม ยิ่งในบ้านไม่ต้องพูดถึงเรียกว่าแน่น

 ไม่เพียงแต่เท่านี้ ยังปลุกกระแสด้วยการดึงตัว "สิงโตเผือกปากน้ำโพ" วิฑูรย์ กิจมงคลศักดิ์ อดีตนักเตะทีมชาติไทยไปเป็นโค้ชอีกด้วย

 ในฤดูกาล 2014 "พังงา เอฟซี" มีลุ้นแชมป์ในโซนใต้ถึงโค้งสุดท้ายจนเกือบผ่านเข้าไปเล่นในรอบแชมเปี้ยนส์ ลีก

 แต่ปีต่อมาเมื่อมีปัญหาในการใช้สิทธิเลือกตั้งนายกสมาคมฟุตบอลฯ "โกไข่" จึงนำทีมผู้บริหารสโมสรทั้งหมดลาออกไป

 ในปี 2015 ภายใต้การทำทีมของผู้บริหารชุดใหม่ "รวยชัย กิตติพรหมวงศ์" ที่ช่วยเข้ามากอบกู้แต่เกิดปัญหาหลายด้านทำให้จบฤดูกาลในอันดับสุดท้าย โชคดีที่ยังรอดพ้นการถูกปรับตกชั้น

 ปีต่อมา ดีขึ้นอีกหน่อยเมื่อจบในอันดับรองสุดท้าย แต่ยังได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันต่อในปีต่อมา เพราะทางโซนใต้มีทีมน้อย

 แต่ฤดูกาล 2017 สโมสรฯ ไม่ผ่านการตรวจคลับไลเซนซิ่ง จึงต้องพักการส่งทีมไปโดยปริยาย

 และหายไปจากลีกอาชีพเข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว