เผชิญหลากหลายเรื่องราวในชีวิตนักวอลเลย์บอล เรียนรู้และพัฒนาทุกบทบาท เต็มไปด้วยทัศนคติเชิงบวก และนี่คือ ฐาปไพพรรณ ไชยศรี อีกหนึ่งนักตบที่ควรเอาแบบอย่าง

น้อยคนนักจะรู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว ฐาปไพพรรณ ไชยศรี มีชื่อเล่นว่า “หม่ามี๊” เธอบอกเล่าว่าเป็นชื่อที่คุณตาตั้งเอาไว้ให้ตั้งแต่เกิด แต่ด้วยความที่เพื่อนๆ หรือคนรู้จัก อาจจะไม่คุ้นทำให้ออกเสียวยาก จนถูกเรียกผิดเพี้ยนกลายมาเป็น “บะหมี่” จนถึงทุกวันนี้

ด้วยอายุอานามที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้การเดินทางบนถนนลูกยาง มันก็เหลือน้อยลงไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเวทีระดับชาติ ที่มีนักตบรุ่นน้องก้าวขึ้นมาทดแทนในทุกๆปี

เข้าสู่ปี 2020 ฐาปไพพรรณ เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในวัยเข้าสู่เลข 3 เธอตัดสินใจมองความมั่นคงเรื่องหน้าที่การงานเป็นหลัก แต่ขณะเดียวกันก็ยังสามารถควบคู่กับการเล่นวอลเลย์บอลลีกอาชีพไปด้วย และที่สำคัญ เธอได้กลับบ้านที่จังหวัดขอนแก่น

การนำทัพ "เรดไดโน" ขอนแก่นสตาร์ วีซี เข้าลุยศึกไทยแลนด์ลีก 2020 ในบทบาทหัวหน้าทีม และการกลับมายืนเป็นผู้เล่นตัวรุกในตำแหน่ง หัวเสา พาทีมตบเมืองหมอแคนต่อกรกับคู่แข่งจนผ่านเข้าสู่รอบไฟนอลได้สำเร็จ ก่อนที่การแข่งขันถูกชะงักด้วยพิษระบาดโควิด-19

“ตอนแรกไม่คิดว่าจะมาได้ขนาดนี้ แต่พอเริ่มเล่นด้วยกันเยอะๆ ทำให้รู้ใจกัน รู้ว่าต้องเล่นยัง ถือว่าเราประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่มันยังไม่จบ มันต้องรอแข่งรอบไฟนอล มันต้องแข่งกันอีก” ฐาปไพพรรณ เล่าถึงความรู้สึก

ฐาปไพพรรณ เริ่มต้นกับการเล่นวอลเลย์บอล ตอนที่กำลังเรียนชั้น ป.2 แต่ที่มาฝึกฝนแบบจริงๆจังๆ ก็ช่วงขึ้น ป.6 ซึ่งเธอได้ร่วมแข่งขันวิทยุการบิน มินิวอลเลย์บอล ครั้งที่ 1 เมื่อปี 2543 นั่นคือเวทีเริ่มต้นของการเป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลที่มีภาพชัดมากขึ้น

ก่อนมาต่อยอดพัฒนาฝีมือตัวเองกับโรงเรียนหนองเรือ เรียนรู้จากโค้ช และ รุ่นพี่ หลายคนมีดีกรีทีมชาติ อาทิ นฤมล ขานอัน, นุรักษ์ นกพุทธา, เกศินี ฤทธิ์ธวัช, นราพร ผงทอง (ชื่อเดิมสุภาพ) , สายไหม ปลัดศรีช่วย คอยให้คำแนะนำ

เธอพัฒนาฝีมือ จนมีโอกาสเข้าสู่รั้วทีมชาติ ไล่ตั้งแต่ระดับ ยุวชน เยาวชน และทีมชาติชุดใหญ่ สิ่งสำคัญคือการพยายามพัฒนา เรียนรู้ ยกระดับฝีมือ พร้อมทั้งรักษาไว้ซึ่งมาตรฐานการเล่น ถือเป็นอีกหนึ่งนักตบที่ยืนระยะเล่นทีมชาติได้อย่างยาวนาน

“คือถ้าย้อนไปสมัยก่อน เรื่องระบบของ ยุวชน เยาวชน มันคนละระบบ แต่ทุกวันนี้เรามีการปูนพื้นฐานเดียวกัน จาก ยุวชน ต่อมา เยาวชน ต่อมาชุดใหญ่ คือถ้ารักษามาตรฐานได้ ก็จะสามารถเล่นชุดใหญ่ได้นาน”

“เราก็ต้องมีแนวคิด มีพรสวรรค์ มีพรแสวง พัฒนา อยากทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ ต่อยอด เวลาโค้ชสอน รุ่นพี่สอน ฝึกทุกๆวัน จนถึงวันที่เราได้ลงไปเล่น ลงไปโชว์ความสามารถ ถ้าเรากลัว มันก็ไปไม่ถึงไหน มันต้องกล้าแสดงออก” ฐาปไพพรรณ กล่าวเสริม

ในนามทีมชาติชุดใหญ่ ฐาปไพพรรณ เริ่มเข้าสู่แคมป์ครั้งแรกเมื่อปี 2008 ซึ่งปีนั้นมีแมตช์คัดโอลิมปิกเป็นทัวร์นาเม้นท์ใหญ่และมีความสำคัญต่อทีมสาวไทยมาก

หลังจากนั้นเธอก็ได้ร่วมเดินทางกับ ทีมชาติไทย มาอย่างต่อเนื่องอีกหลายรายการ เป็นอีกคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากพอสมควรเลยทีเดียว

ทว่าแมตช์แจ้งเกิดที่ทำให้ ฐาปไพพรรณ เป็นที่รู้จัก และยังอยู่ในความทรงจำแบบไม่มีวันลืมของเธอเอง นั่นคือการพลิกกลับมาเอาชนะ คิวบา 3-2 เซต ในศึก เวิลด์ กรังด์ปรีซ์ 2012 ที่จังหวัดนครปฐม

“แมตช์นั้นเราแพ้สองเซตแล้ว โค้ชอ๊อด (เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร) ก็เปลี่ยนผู้เล่น เหมือนให้โอกาสลงไปเล่น เกมมันกลับพลิกมาได้ในเซตสาม เราก็เล่น เราก็อยากชนะ ด้วยศักยภาพ เขาดีกว่าเรา เขาตัวใหญ่ ตีแรง แมตช์นั้นได้ลงไป เราก็โชว์ศักยภาพออกมา เหมือนเป็นแมตช์แจ้งเกิดด้วยค่ะ”

ชัยชนะแบบพลิกนรกเหนือคิวบา คือโมเมนท์ความทรงจำที่ดีที่สุดของ ฐาปไพพรรณ แต่ความที่เป็นนักกีฬาเคยผ่านหลายเวที มันก็มีเรื่องราวประทับใจค่อนข้างเยอะ รวมทั้งแมตช์ที่บุกไปเอาชนะจีนถึงถิ่น 3-2 เซต ก็คืออีกความทรงจำที่ดีของเธอ

อีกสิ่งสำคัญของนักกีฬา คือเรื่องทัศนคติ เพราะกีฬาวอลเลย์บอล หลายคนมองว่าเหมาะกับคนที่มีรูปร่างสูงใหญ่ แต่กับคนตัวเล็กทำให้เล่นได้ยาก แต่นั่นไม่ใช่มุมมองที่เกิดขึ้นกับ ฐาปไพพรรณ เพราะเธอไม่ได้คิดว่าสรีระรูปร่างคืออุปสรรคแต่อย่างใด

“เราอย่าคิดว่าเราตัวเล็ก เราจะสู้คนตัวสูงไม่ได้ คนเรามีดีไม่เหมือนกัน ดีคนละอย่าง ขึ้นอยู่ที่ว่าเราจะเค้นศักยภาพของเราออกมาได้ดีแค่ไหน คือทุกคนต้องคิดไปในแนวทางเดียว ความสามารถมันไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับความคิดว่าเราจะคิดไปในทิศทางไหน”

ฐาปไพพรรณ คืออีกหนึ่งนักตบที่สามารถเล่นได้หลายตำแหน่ง เธอเริ่มต้นการเล่นเป็นตัวตีหัวเสา แต่ต้องปรับมายืนตัวรับในตำแหน่ง ลิเบโร่ เพราะเธอเคยเจออาการบาดเจ็บที่ไหล่

แต่ที่ชื่นชม และซูฮก เพราะแม้จะมาเล่นในบทบาทที่ไม่ถนัด แต่เธอก็มีความพยายาม ที่จะพัฒนาการเล่นในบทบาทนั้นๆ เพื่อให้ผลงานในสนามออกมาดีที่สุด ซึ่งเสียงตอบรับจากแฟนๆสามารถยืนยันสิ่งที่เธอทำได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบัน กับ ชีวิตที่ได้กลับบ้าน ฐาปไพพรรณ มีความสุขในแบบสไตล์ของเธอ มีการงานที่มั่นคง ได้อยู่ใกล้ชิดครอบครัว และยังได้เล่นวอลเลย์บอลที่ตนเองรัก

“เราก็คิดแล้วว่าเราไม่ใช่คนกรุงเทพตั้งแต่กำเนิด แล้วเรามีช่องทางที่จะย้ายกลับมาอยู่บ้าน เราก็ต้องรีบคว้าโอกาสนั้นไว้ ก็ชอบที่จะอยู่แบบสงบเงียบๆดีกว่า กรุงเทพก็วุ่นวาย มันต้องตื่นเช้าไปทำงาน กว่าจะเลิกงานก็ค่ำ แต่มาอยู่ขอนแก่นการใช้ชีวิตมันคนละอย่าง อาจจะตื่นสายได้นิดหน่อย อีกอย่างก็ประหยัดไปเยอะนะคะ”

ทั้งหมดนี่ก็คือเรื่องราวที่ผ่านการเล่าจากตัวของ "บะหมี่" ฐาปไพพรรณ ไชยศรี อีกหนึ่งนักตบต้นแบบที่น้องๆ นักกีฬารุ่นหลังควรเอาแบบอย่าง

Mr.SAMBUK