ในสายตาของแฟนลูกหนังชาวไทย พรีเมียร์ลีก อังกฤษ คือลีกฟุตบอลที่คนไทยให้ความสนใจและติดตามมากที่สุด ส่งผลให้สินค้าแบรนด์ไทยที่พยายามมุ่งสู่ระดับโลก ใช้เวทีฟุตบอลอังกฤษเป็นทางผ่าน ตัวอย่าง "ช้าง" ที่เคยติดตราหน้าอกเสื้อ "เอฟเวอร์ตัน" มายาวนานหลายปี

 รวมถึงน้องใหม่มาแรงอย่าง "คาราบาว" อัดเม็ดเงินมหาศาลซื้อลิขสิทธิ์ชื่อฟุตบอลถ้วยในนาม "คาราบาว คัพ"
 และแน่นอนว่าการเข้าไปเทคโอเวอร์สโมสร ยังเป็นเรื่องธุรกิจที่เศรษฐีไทยจ้องไปลงทุน นับตั้งแต่การสร้างความฮือฮาของ "ทักษิณ ชินวัตร" ที่หาญกล้าไปซื้อทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อปี 2550 กระทั่งสู่ยุคแห่งความสำเร็จภายหลัง "วิชัย ศรีวัฒนประภา" เข้ามาเป็นเจ้าของทีม เลสเตอร์ ซิตี้ และพาทีมพาแชมป์ลีกสูงสุดได้สำเร็จเมื่อ 4 ปีก่อน จนถึงทีมล่าสุด "เรดดิ้ง" ของ คุณหญิงศศิมา ศรีวิกรม์ ที่พยายามพาทีมขึ้นลีกสูงสุดหลายปีแต่ไม่สำเร็จจึงขายหุ้นออกไป
 หากนับถึงยุคปัจจุบันยังมีอีก 3 ทีม ที่มี 3 เศรษฐีคนไทยเป็นเจ้าของ มีทีมอะไรบ้างและมีทิศทางเป็นอย่างไรไปดูกัน

อ๊อกซ์ฟอร์ด ยูไนเต็ด เจ้าของ สัมฤทธิ์ ธนะกาญจนสุทธิ์

 ในเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อ 2 ปีก่อน ภายหลัง "บิ๊กเสือ" สัมฤทธิ์ ธนะกาญจนสุทธิ์ อดีตผู้ร่วมทุนกับกลุ่ม คุณหญิงศศิมา ศรีวิกรณ์ ถอยออกมาจาก "เรดดิ้ง" จึงลุยเดี่ยวเข้ามาซื้อทีมในลีกวัน "อ๊อกซ์ฟอร์ด ยูไนเต็ด" พร้อมนั่งเป็นประธานสโมสรคนใหม่ ส่วนประธานคนเก่าอย่าง ดาร์รีล เอลส์ ยังได้รับเกียรติอยู่ในบอร์ดบริหารของทีมตามเดิม

 ล่าสุด อ๊อกซ์ฟอร์ด ยูไนเต็ด ของผู้จัดการหนุ่มไฟแรง คาร์ล โรบินสัน อยู่ในอันดับ 3 ของลีกวัน หลังโชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมชนะรวดให้ 5 นัดหลังสุด ทำให้คะแนนที่มีอยู่ 60 คะแนน ตามหลังทีมจ่าฝูง โคเวนทรี้ ซิตี้ อยู่ 5 แต้ม

 โดยที่ยังมีเกมเหลืออีก 9 นัด ทำให้มีสิทธิ์ลุ้นถึงแชมป์และเลื่อนชั้นได้เช่นกัน

เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ เจ้าของ เดชพล จันศิริ
 "นกเค้าแมว" เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ทีมใน เดอะ แชมเปี้ยนชิพ อังกฤษ ตกเป็นของเศรษฐีไทยภายหลัง "เดชพล จันศิริ" ทายาทผู้ค้าสินค้าประมงรายใหญ่ของโลก เข้าซื้อทีม เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ เมื่อปี ค.ศ. 2015 ด้วยเงิน 37.5 ล้านปอนด์ หรือ ประมาณ 1.8 พันล้านบาท

 สำหรับ "เดชพล จันศิริ" เป็นหนึ่งในทายาทของเจ้าสัว "ไกรสร จันศิริ" โดยตระกูล "จันศิริ" คือเศรษฐีอันดับ 42 ของประเทศ มูลค่าทรัพย์สิน 575 ล้านเหรียญ หรือ 1.88 หมื่นล้านบาท ด้วยธุรกิจผู้ผลิตทูน่ากระป๋องรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยผลิตภัณฑ์ที่คุ้นหูคนไทยมากที่สุดคือ "ซีเล็ค" และ "ฟิซโซ่"

 เป้าหมายชัดเจนในการเข้ามาเป็นเจ้าของคือพาทีมเลื่อนขึ้นสู่พรีเมียร์ลีก เพื่อฉลอง 150 ปีของสโมสร และทำได้ใกล้เคียงใน 2 ปีแรกที่เข้ามาบริหาร โดยในฤดูกาล 2015-16 จบอับดับที่ 6 ของตาราง ได้สิทธิ์เข้าไปเล่นในรอบตัดเชือกเพลย์ออฟเลื่อนชั้นกับ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบียน ทีมอันดับ 3 ของตาราง โดยผลการแข่งขันเหย้าเยือน "เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์" ชนะด้วยสกอร์รวม 3-1 ทะลุเข้าไปชิงกับ "ฮัลล์ ซิตี้" แย่งพื้นที่สุดท้ายขึ้นพรีเมียร์ลีก แต่ต้องผิดหวังเมื่อพ่ายไปหวุดหวิด 0-1

 ครั้งที่สองปีต่อมา ฤดูกาล 2016-17 "เจ้านกเค้าแมว" จบในอับดับที่ 4 รับสิทธิ์ไปเตะเพลย์ออฟเลื่อนชั้นในรอบตัดเชือกกับ "ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์" แต่ทว่ากลับต้องผิดหวังเป็นครั้งที่สอง หลังแพ้ให้กับคู่ปรับด้วยสกอร์รวม 4-5

 เหนื่อยจนท้อ "เดชพล จันศิริ" ถึงขั้นประกาศขายสโมสร หลังไม่สามารถนำทีมเลื่อนชั้นสำเร็จ แต่ทว่าถึงปัจจุบัน ยังไม่มีนักธุรกิจคนไหนเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรแต่อย่างใด

 สำหรับสถานการณ์ล่าสุดในลีกรองอังกฤษ เชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ อยู่ในอันดับ 15 จาก 24 ทีม โอกาสเลื่อนขึ้นชั้นฤดูกาลนี้คงเป็นไปไม่ได้

เลสเตอร์ ซิตี้ เจ้าของ อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา
 เจ้าสัว"วิชัย ศรีวัฒนประภา" เจ้าพ่อธุรกิจกลุ่ม "คิงส์เพาเวอร์" เข้าไปซื้อเมื่อปี ค.ศ. 2010 ด้วยเงินกว่า 39 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 1.9 พันล้านบาท ก่อนปลุกปั้น "เลสเตอร์ ซิตี้" จนกลายเป็นทีม "จิ้งจอกสยาม" ที่สร้างเซอร์ไพรส์ คว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก ในปี 2016 กลายเป็นตำนาน ก่อนที่ "เจ้าสัววิชัย" จะเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางเฮลิคอปเตอร์ กระทั่ง "อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา" บุตรชายคนเล็กที่เคียงข้างในสนาม "คิงส์พาวเวอร์ สเตเดี้ยม" แทบจะทุกครั้ง ก้าวขึ้นเป็นประธานสโมสรแทนผู้พ่อเพื่อสานต่อความสำเร็จ

 สำหรับ "อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา" วัย 35 เป็นเศรษฐีไทยอันดับ 6 ปีล่าสุด จากการจัดอันดับของนิตยสารชื่อดัง "ฟอร์บส์" ด้วยมูลค่าทรัพย์สินในกลุ่มธุรกิจ "คิง เพาเวอร์" จำนวน 3.8 พันล้านเหรียญ หรือ 1.24 แสนล้านบาท 

 สำหรับสถานการณ์ของ "จิ้งจอกสยาม" เลสเตอร์ ซิตี้ ปัจจุบันอยู่ในอันดับ 3 มีโอกาสเข้าไปเล่นในฟุตบอลถ้วยยุโรปอีกหน