เริ่มต้นช้ากว่าเพื่อนร่วมรุ่น เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่ถูกจับตา อาการบาดเจ็บพรากเธอจากสนามแข่ง เปิดทุกแง่มุมของนักตบสาว “แนน” ทัดดาว นึกแจ้ง

ศึกวอลเลย์บอลไทยแลนด์ลีก ฤดูกาล 2020 ถือเป็นปีที่ “แนน” ทัดดาว นึกแจ้ง มือตบบอลเร็วของทัพ “เรดไดโน” ขอนแก่นสตาร์ วีซี โชว์ฟอร์มการเล่นได้อย่างโดดเด่น โดยเฉพาะกับความมั่นใจที่เธอมีมากขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด

นักตบสาววัย 26 ปี มีส่วนสำคัญในการพาทัพลูกยางจากเมืองหมอแคน กรุยทางเข้าถึงรอบไฟนัลส์ ทั้งที่ไม่มีผู้เล่นต่างชาติอยู่ในทีมแม้แต่คนเดียว โดยใช้งานผู้เล่นคนไทยล้วน อาศัยทีมเวิร์คเข้าสู้กับบรรดาทีมแกร่งทั้งหลาย

ทัดดาว และพ้องเพื่อนเค้นฟอร์มตบจบอันดับที่ 1 หลังผ่าน 7 นัด คว้าแชมป์เลกแรกไปครอง ส่วนเลกสอง ก็ยังรักษามาตรฐานได้ดีเยี่ยม ลงบู๊อีก 6 นัด จบอันดับ 2 ได้เข้าไปชะชี้ตาวัดแชมป์ในรอบไฟนัลส์ที่จะมี 4 ทีมร่วมชิงชัย

แต่น่าเสียดายที่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้การแข่งขันถูกชะงักและเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ไม่เช่นนั้นคงได้เห็นลีลาของ ทัดดาว นำทีมตบสาวขอนแก่นต่อกรกับอีก 3 ทีม ลุ้นแย่งแชมป์ลีกอย่างสนุกไปแล้ว

และแม้จะเป็นช่วงที่หยุดพักการแข่งขัน ซึ่งยังต้องรอบทสรุปจากสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลฯ ว่าจะมีแนวทางต่อไปอย่างไร เราจึงขอนำแฟนวอลเลย์บอลทุกท่านเจาะลึก ข้อมูล และแง่มุมต่างๆ เพื่อจะได้รู้จักกับ “แนน” ทัดดาว นึกแจ้ง ให้มากขึ้นกว่าเดิม

จุดเริ่มต้นกับ “วอลเลย์บอล”

“สมัยเด็กๆ ตอนที่หนูเรียนที่โรงเรียนชุมชนบ้านโคกล่าม อำเภอจตุรพักตรพิมาน อยู่ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ก็เป็นเด็กบ้านนอก คือด้วยความที่เป็นคนสูง หนูก็เล่นกีฬาเกือบทุกชนิดเลยค่ะ จะมีทั้ง วิ่ง, เตะฟุตบอล, ตะกร้อ, เปตอง ก็คือเล่นได้หมดเลย”

“จริงๆแล้ว ตอน ป.1-ป.4 หนูยังไม่รู้จักวอลเลย์บอลเลยนะคะ มารู้จักก็ตอน ป.5 คือมันมีวันนึง ช่วงที่พักเที่ยงพักกลางวัน หนูเห็นเขาเล่นวอลเลย์บอล ก็เอ๊ะ!!! ทำไมมันน่าเล่นจัง คือตอนนั้นก็ยังไม่รู้จักนะ”

“มีน้องคนนึงที่รู้จักกันสนิทกันค่ะ เราเลยชวนกันมาเล่นกลางแดดตอนเที่ยงๆ มาเล่นกลางสนามแบบร้อนๆ พอได้ลองเล่นแล้ว เราก็รู้สึกว่า คือมันดีอ่ะ ฟิลนั้นคือแบบชอบ แต่ไม่เคยเล่นมาก่อนเลยนะ คือเพิ่งได้เล่นตอนนั้นค่ะ”

เริ่มจริงจังกับ "วอลเลย์บอล”

“โค้ชในทีมโรงเรียนเขาเห็น คงเพราะหนูสูงด้วยแหล่ะ สูงตั้งแต่เด็ก แกเลยถามว่าชอบไหม อยากมาเล่นไหม ตอนนั้นก็เลยได้มาเล่นกีฬาสีภายในโรงเรียนค่ะ ส่วนที่ไปแข่ง ก็มีไปแค่ในอำเภอจตุรพักตรพิมานค่ะ เป็นตัวแทนโรงเรียนชุมชนบ้านโคกล่าม”

“พอจบประถม ก็มาต่อมัธยม มาเรียนที่โรงเรียนโคกล่ามพิทยาคม ก็มีเล่นแค่กีฬาสี แบบวันไหนที่ใกล้แข่งกีฬา ค่อยมาซ้อม ช่วงนั้นตอนหนูขึ้นมัธยม หนูจะเน้นการเรียนก่อน ไม่ได้เน้นเรื่องกีฬาเลย คือถ้าจะซ้อมก็ซ้อมหลังเรียนเสร็จ ซ้อมนิดหน่อยแล้วก็กลับบ้าน”

“แต่พอขึ้น ม.4 ทีมโรงเรียนของหนู มีโอกาสได้ไปแข่งที่อำเภอจังหาร แล้วได้แชมป์ เลยได้เป็นตัวแทนอำเภอไปแข่งที่จังหวัด มีหลายๆโรงเรียนมาแข่งเป็นของจังหวัดร้อยเอ็ด ก็มีอาจารย์ หนูขอเรียกว่าอาจารย์พ่อ ท่านก็เป็นโค้ชของโรงเรียนจังหาร ท่านมีชื่อเสียงเรื่องของวอลเลย์บอล”

“คือตอนนั้นหนูสูงมากเลยนะ สูงเกือบๆ 180 เซนติเมตร ผอมแบบไม่น่าเล่นกีฬา ผิดหูผิดหน้า รูปร่างสูงมาก (หัวเราะ) หนูอยู่ ม.4 ก็เลยได้ไปแข่ง แล้วเขาเห็น ก็เลยไปบอกอาจารย์บรรจง (บรรจง สมบัติ) เพราะเขารู้จักกัน ก็คุยกันว่าเด็กคนนี้ตัวสูงนะ ลองเอาไปปั้น เอาไปฝึกดูไหม”

“ตอนนั้นหนู เล่นเป็น ตบเป็น อันเดอร์เป็น ได้ไปแข่งรอบจังหวัดก็ดีใจแล้ว พออาจารย์พ่อบอกอาจารย์บรรจงมาติดต่อหนู พอวันต่อมา อาจารย์บรรจง แกก็มาหาหนูที่โรงเรียนเลยนะ แกจะมารับให้ไปอยู่ที่โรงเรียนหนองเรือวิทยา ที่ขอนแก่น”

“แต่หนูก็ยังไม่ได้ไปนะคะ เราคิดว่ายังไม่พร้อมอ่ะ เราไม่เคยออกจากบ้านแบบไปไกลๆ ไปพักเหมือนโรงเรียนประจำ มันต้องไปอยู่นู้น แล้ววันนั้นหนูไปธุระกับแม่ ก็เลยไม่เจอกับอาจารย์บรรจง แต่แกก็มาหาอีกครึ่งที่สอง ก็เลยเจอ คุยกับพ่อแม่ กับยาย ว่าให้หนูไปไหม”

“จริงๆ หนูก็อยากไปนะ อยากไปลองดู อาจารย์บรรจงก็พูดว่าที่หนองเรือมีรุ่นพี่ติดทีมชาติแล้ว ตอนนั้นเราก็คิดว่าน่าจะไปลองดู เพราะมันก็ไม่เสียหายอะไร อาจารย์ก็มาคุยกับพ่อแม่ ญาติหนู ยายหนู ว่าให้น้องไปได้ไหม ก็เลยลองไป ก็เป็นก้าวแรกของหนู

“มันก็เริ่มที่จะจริงๆจังๆมากขึ้น ตอนย้ายไปอยู่กับอาจารย์บรรจง คือแบบเต็มแม็กซ์เลย ซ้อมเช้า เที่ยง เย็น ไปเรียนหนังสือ เรียนเสร็จก็กลับมาซ้อม คือแบบจริงจังเลยก็ตอนเข้า ม.5 ค่ะ”

ก้าวเข้าสู่รั้วทีมชาติ

“หนูย้ายมาที่หนองเรือตอน ม.5 หนูใช้เวลาปีกว่า เกือบสองปี เพื่อที่จะตามเพื่อนๆให้ทัน เพราะอย่าง ทิพย์ (แก้วกัลยา กมุลทะลา) แคท (คัทลีย์ ปิ่นสุวรรณ) เขาติดยุวชนทีมชาติก่อนหนู ถือว่าหนูเริ่มช้ามากกว่าเพื่อน หนูมา เพื่อนเขาติดทีมชาติไปแล้ว”

“อาจารย์บรรจง แกก็พูดกับหนูว่า หนูมาช้า หนูต้องขยับกว่าคนอื่นร้อยเท่าพันเท่า เขาพูดแบบนี้เลย ตอนนั้นหนูคิดว่าตัวเองอดทนมากเลยนะคะ เราไม่เคยไปซ้อมแบบจริงจัง พอมาซ้อม มันเหนื่อย ทรมานมากเลยค่ะ ตอนนั้นหนูแอบร้องไห้เลย คิดถึงแม่ คิดถึงยาย มีโทรกลับไปร้องไห้”

“พอเข้ามาแคมป์ทีมชาติ ก็แบบดีใจที่อย่างน้อย เราตั้งเป้าไว้อยากติดทีมชาติเหมือนเพื่อนๆ ก็ทำได้ตามความฝันของตัวเอง ก็ดีใจที่ตามเพื่อนๆทัน พอได้ไปแข่งที่นครปฐม แมตช์เยาวชน U19 ก็ดีใจ มีโอกาสได้ลงไปเล่นทำผลงานได้ดี”

“ตอนนั้นหนูจะไม่ได้ลงด้วย ตอนนั้นเพื่อนเจ็บด้วย หนูยังเป็นตัวสำรองอยู่เลย ทิพย์มั้ง ทิพย์เจ็บ หนูก็เลยมีโอกาสได้ลงไปเล่น”

เติบโตบนถนนลูกยาง

“พอแข่งแมตช์ U19 เสร็จ ตอนนั้นอาจารย์อ๊อด (เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร) แกก็มาดู พอแข่งเสร็จ แกก็คงเห็นแววมั้งค่ะ หนูไม่รู้สิ! ตอนนั้นหนูสูงปรี๊ดด้วยแหล่ะ เขาก็คงอยากเอามาลองปั้น”

“คือแข่งเสร็จ ก็จะมีเก็บตัวทีมชาติชุดใหญ่ มีรายชื่อพวกหนูเข้าไปติด มี 3 คน มีหนู มีทิพย์ (แก้วกัลยา กมุลทะลา) เพียว (อัจฉราพร คงยศ) หรือ ดาว (กัตติกา แก้วพิน) นี่แหล่ะค่ะ ตอนนั้นมีรายช่ือเข้าไปเก็บตัว”

“ตอนนั้นทั้งดีใจและตื่นเต้น เพราะว่าแข่งแมตช์นั้นเสร็จ เรียกเข้าไปเก็บตัว เข้าไปวันแรก ตื่นเต้น ทำตัวไม่ถูก ตอนเข้าไปซ้อมกับทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรก เกร็งมากค่ะ เพราะเป็นน้องด้วย แต่ยังดีที่มีเพื่อนรุ่นเดียวกันเข้าไปเก็บตัวด้วยกัน มันก็เล่ยไม่ค่อยเหงาเท่าไหร่ มีเพื่อนคุย”

“เราก็ยังเป็นเด็ก ประสบการณ์เรายังน้อย พี่ๆเขาก็บอก ซ้อมแบบนี้นะ เราเป็นเด็ก เราต้องเรียนรู้ พี่เขาก็แนะนำวิธีการที่น้องอยู่ข้างในต้องทำอะไรบ้าง พี่ๆเขาก็พยายามมาคุยกับพวกหนู จากนั้นก็มีรายชื่อเก็บตัวมาตลอด”

“หนูก็ถือว่าตัวเองมีพัฒนาการที่ดีนะ ก็ค่อยๆเรียนรู้ไป ตรงไหนที่ตัวเองยังทำได้ไม่ดี หนูก็พยายามทำตรงนั้น แก้ไขตัวเองขึ้นมา”

เผชิญอาการบาดเจ็บ 2 ครั้งใหญ่

“หนูติดทีมชาติ ปี 2013, ปี 2014 พอมา ปี 2015 หนูต้องผ่าหน้าแข้ง มาปี 2016 หนูกลับมาเล่น แต่พอมาปี 2017 กับ ปี 2018 หนูมาเจ็บอีก หนูต้องผ่าหัวเข่าคือกว่าจะผ่านจุดๆนั้นมาได้ มันทรมานมาก คือเราเป็นนักกีฬา เราก็ไม่อยากเจ็บปวด อยากเล่นด้วยร่างกายแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ที่จะไม่เจ็บอะไร”

“ตอนเจ็บเข่าซ้ายมันนาน นานกว่าตอนผ่าหน้าแข้งอีก หน้าแข้งครึ่งปีหนูก็กลับมาเล่นได้ แต่เข่าปีครึ่งเกือบสองปี คือเกือบจะท้อแล้ว คือหนูทำทุกอย่าง หนูเป็นคนกลัวเข็ม แต่ก็ยอมฉีดเข่า ทั้งร้องไห้ ทั้งทรมาน เราพยายามที่จะทำทุกทาง เพื่อที่จะให้กลับมาเล่นได้ แต่ว่ามันก็ยังไม่หาย ยังไม่ดีขึ้น อาการบาดเจ็บมันก็ยังมีอยู่”

“แต่หนูก็สามารถผ่านตรงนั้นมาได้ ด้วยความอดทน และความมุ่งมั่นของหนู หนูเช่ือว่าอย่างนั้นนะคะ ถ้าเราเจ็บ ถ้าเราไม่พยายามทำตัวเอง เราก็ได้เทรนเนอร์ ได้คุณหมอที่ดูแลให้เรา เราก็คงผ่านจุดนั้นมาไม่ได้ค่ะ”

หายเจ็บและคืนสนาม คือช่วงเวลาที่ยากที่สุด

“มันยากมาก ต้องบอกว่ายากมาก คือหนูเจ็บไปนาน แฟนคลับหรือว่าคนที่รอดูฟอร์มที่จะกลับมา มันทำให้กดดัน มีคนถามว่าเมื่อไหร่จะหายกลับมา เจ็บนานจัง กลับมาแล้วฟอร์มจะยังเหมือนเดิมไหม อะไรแบบนี้ คือกหนูก็เข้าใจ คนที่รอเรา อยากให้กลับมาเล่นไวๆ มาโชว์ฟอร์ม มาโชว์ศักยภาพ มาช่วยทีม”

“มันทำให้หนูแอบกังวลนิดๆว่า ถ้ากลับมาเล่น จะเล่นได้เหมือนเดิมหรือเปล่า กลัวแบบฟอร์มหายไปเลย คือตอนลงสนามครั้งแรก แมตช์ เอเชียเกมส์ 2018 ที่อินโดนีเซีย หนูตื่นเต้นมาก เหมือนติดทีมชาติแรกๆเลย”

“เราเครียดอยู่แล้วแหล่ะ เรากดดันอยู่แล้ว เราได้ลงไปเล่น กลัวฟอร์มจะกลับมาไหม มีคิดมาก แต่หนูต้องตัดทิ้งไปเลย คือพอหนูได้โอกาสลงเล่น ต้องเล่นให้เต็มที่แบบที่ได้ซ้อมมา เพราะถ้าหนูเก็บมาคิด หนูคงคิดมาก มันคงทำให้เล่นไม่ออก”

“มันมีนะคะ บางลูกมันกระโดดแบบผิดจังหวะ หนูกลัวนะ มันแป๊บ หัวใจหล่นไปอยู่ตาตุ่มเลยนะ เราเคยเจ็บท่านี้ พอเราลงขาเดียว คือกลัว กลัวเจ็บอีก มันแบบมีเป็นแผลเล็กๆในใจเรา มันเคยเจ็บ เราก็จะแบบมีนิดนึง มันยังสกิดออกไปไม่ได้ ทิ้งไม่ได้”

ฟ้าหลังฝน มักจะสวยงามเสมอ

“ตอนนี้ หนูถือว่าหนูกลับมามั่นใจมากขึ้นกว่าเดิม เพราะหนูไม่ได้ตีไหลยาวตั้งแต่ตอนผ่าหน้าแข้งปี 2015 แล้วพอปี 2019 และปีนี้ (2020) หนูเริ่มกลับมาตีไหลได้ ทำให้หนูมีความมั่นใจมากขึ้น ระบบเล่นซิก มันจะได้เยอะขึ้นกว่าเดิม ตั้งแต่ที่ผ่าหน้าแข้ง หนูไม่กล้าวิ่งเลย หนูกลัวมันเจ็บ แล้วยิ่งมาเจ็บเข่าอีก เราก็ยิ่งไม่กล้าเล่นเลย”

“แต่พอเราได้ลองดู หนูคิดว่าร่างกายหนูแข็งแรงมาก ร่างกายกลับมาแข็งแรงขึ้นกว่าเดิม หนูก็พยายามลองซ้อมดู ทางโค้ชเอง ก็บอกให้ลอง ให้ตีไหลยาวดู เผื่อจะเรียกความมั่นใจกลับมา พอได้ตีไหลมากขึ้นๆ ความมั่นใจหนูมันก็เยอะมากขึ้น กล้าที่จะเล่นหลายซิกกว่าเดิม”

เป้าหมายในอนาคต

“อันดับแรกเลย ก็กับสโมสรขอนแก่นสตาร์ วีซี ปีนี้เราได้เข้ารอบไฟนัลส์ ก็มีหวังลึกๆนะคะ ตั้งเป้าเอาไว้ว่าอยากได้แชมป์ เราก็ต้องพยายามสู้ ถึงแม้เราไม่มีผู้เล่นต่างชาติ เราก็ใช้คนไทยล้วนๆนี่แหล่ะค่ะ ที่จะสู้กับทั้ง สุพรีม, โคราช และก็ นนท์ พยายามจะสู้เต็มที่ แต่ก็ตั้งไว้นะถ้าได้ 1, 2, 3 ก็ถือโอเคแล้วค่ะ”

ความฝันอยากเล่นลีกอาชีพต่างประเทศ

“หนูตั้งเป้าไว้ว่า ถ้าร่างกายเราดีขึ้น เริ่มมีความมั่นใจที่จะกล้าออกไปเล่นมากขึ้นกว่าเดิม ก็ตั้งใจไว้ ก็อยากไปค่ะ จากปีที่ผ่านๆมา หนูก็เสียดายโอกาสตรงนั้นนะคะ ที่แบบพลาดโอกาสตรงนั้นไป เรามีโอกาสแต่ก็จะมีเรื่องของร่างกาย ที่ยังไม่พร้อม อาการบาดเจ็บยังสลัดหายไม่หมด แต่ปีนี้พร้อม พร้อมที่จะออกไปแล้วค่ะ”

อนาคตวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย

“สำหรับหนูนะคะ ความฝันของพวกเรา เราก็ยังมีความฝันค่ะ แม้ว่าปีนี้เราจะพลาดเป้าไปแล้ว เราไม่ได้ไป แต่ว่าอีก 4 ปีข้างหน้า เรายังมีโอกาส น้องๆรุ่นหลังก็ยังมีฝีมือที่จะก้าวขึ้นมาทดแทนรุ่นพี่ๆ และทำชื่อเสียงให้กับประเทศไทยของเราได้ หนูว่ายังมีโอกาส พวกเราจะพาทีมชาติไทยไปโอลิมปิกให้ได้ค่ะ”

Mr.SAMBUK