ในยุค 1990 ร็อบบี้ ฟาวเลอร์, เจมี่ เร้ดแนปป์, สตีฟ แม็คมานามาน และ เจสัน แม็คเคเทียร์ 4 แข้งดังของลิเวอร์พูลได้รับฉายาว่า 'Spice Boys' เพราะเรื่องราวอื้อฉาวที่อยู่เบื้องหลัง

            ดาวเตะลิเวอร์พูลขึ้นชื่อเรื่องเป็นคอแอลกอฮอล์ระหว่างยุค 1990 และพวกเขาก็ยังเคยเริ่มเล่นเกมดื่มระหว่างเกมการแข่งขันด้วยซ้ำ โดยหงส์แดงได้รับฉายาว่า สไปซ์บอยส์ (Spice Boys) ตอนที่ร็อบบี้ ฟาวเลอร์, เจมี่ เร้ดแนปป์, สตีฟ แม็คมานาน และ เจสัน แม็คเคเทียร์ อยู่ในช่วงพีคของการค้าแข้ง

            เรื่องราวอันอื้อฉาวมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดซูเปอร์สตาร์ของแอนฟิลด์ผู้ซึ่งกระตือรือร้นที่จะใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ จากรายงานข่าวของ The Athletic การย่ำราตรีในลอนดอนเป็นเรื่องธรรมดา และเกมที่ตัดสินว่าใครจะเป็นคนจ่ายเงินค่าเหล้าก่อนที่จะออกตระเวนราตรีก็ถูกนำมาเล่นในช่วงการแข่งขันพรีเมียร์ ลีก ว่ากันว่า ข่าวลือตลกๆ เรื่องนึงที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในช่วงชีวิตที่มีสีสันของสไปซ์บอยส์นั้นเป็นความจริง

           มีรายงานว่าดาวเด่นหงส์แดงเหล่านี้จะเล่น 'เกมปอนด์' ซึ่งเป็นเกมส่งต่อเหรียญปอนด์ระหว่างการแข่งขันพรีเมียร์ ลีก ใครโชคร้ายถือเหรียญอยู่ในมือตอนสัญญาณหมดเวลาจะต้องจ่ายค่าเครื่องดื่มทั้งทีมในคืนนั้น ยังมีรายงานว่า บางครั้งผู้รักษาประตูอย่างเดวิด เจมส์ ก็จะขาดซ้อมเพื่อไปเติมเต็มความฝันกับการเป็นนายแบบของอาร์มานี่ (Armani)

            ก่อนหน้านี้ แม็คเคเทียร์ เคยเผยว่า ไม่ใช่แค่ดาวเตะลิเวอร์พูลที่ชอบออกไปเที่ยว

            “ที่ตลกที่สุดเกี่ยวกับเรื่องราวของ Spice Boys คือเราบังเอิญเจอผู้เล่นของแมนฯ ยูไนเต็ด ตลอดเวลาเลยตอนที่ออกไปข้างนอก เดวิด เบ็คแฮม, ไรอัน กิ๊กส์ และพวกเขาอีกหลายคน" “พวกเขาทำสิ่งเดียวกันกับเรา แต่พวกเขาชนะในรอบชิงเอฟเอ คัพ 1996 แต่เราแพ้" “บางทีถ้าเกมนั้นไปในทางอื่นมันก็อาจจะแตกต่างกันไป แต่มันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น” “ตั้งแต่นั้นมา เรื่องก็จะออกมาในแนวที่ว่าพวกเราเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว, สวมชุดสูทสีขาว, แฟนสาวป๊อปสตาร์และทุกอย่าง” “แต่หากอธิบายง่ายๆ ทุกสิ่งที่เราทำส่วนใหญ่จะออกไปทานอาหารนอกบ้าน" "เราไม่ได้ออกไปทำอะไรบ้าๆ หรืออะไรทำนองนั้น”

            “ดังนั้นพอมองย้อนกลับไปผมมองว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าเศร้านิดหน่อยเพราะเรารู้ว่ามันเจ็บปวดขนาดไหนที่เราไม่ได้แชมป์อะไรเลยและมันยังเจ็บปวดถึงทุกวันนี้ แต่เรื่องของ Spice Boys นั้นก็คือ ยังมีการรับรู้ที่แตกต่างเกี่ยวกับพวกเขาและนั่นไม่ยุติธรรม”