ตลอดช่วงเวลา 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา มันปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือช่วงเวลาที่อึดอัดของแฟนๆ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล หลายคน

แน่นอนอยู่แล้ว เราทุกคนทราบดีว่า ลิเวอร์พูล มีโอกาสจะคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก สูงลิบลิ่ว และมีโควต้าให้ก่อความผิดพลาดได้อีกเพียบ แต่ถึงกระนั้น แฟนๆ ก็ไม่ค่อยสบายใจกับอาการสะดุดที่เกิดขึ้นสักเท่าไหร่

ทั้งหมดนี้อาจเป็นเพราะ “เดอะ ค็อป” คุ้นเคยกับอาการว่าวมานานแสนนาน ไม่ว่าจะทีมชุดรองแชมป์ของ ราฟา เบนิเตซ หรือขุนพลของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ที่จ่อแชมป์อยู่รอมร่อ แต่ก็ต้องมาแห้วเพราะ เจอร์ราร์ด ลื่น

นี่ยังไม่วายต้องพูดถึงในเวที ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่พวกเขาช๊อคตาตั้งกับฟอร์มของ ลอริส คาริอุส ในนัดชิงชนะเลิศ ที่ทะลึ่งขว้างบอลไปติด คาริม เบนเซม่า แบบหน้าตาเฉย จนต้องโดนล้อไปทั่ว

ทุกทีมต่างก็เคยผิดพลาด ทุกคนต่างก็เคยผิดหวัง แต่สำหรับแฟนๆ ลิเวอร์พูล แล้วนั้น พวกเขารู้สึกเหมือนกับว่าสิ่งเหล่านี้มักเกิดขึ้นกับพวกเขาแบบถี่สุดๆ โดยเฉพาะ พรีเมียร์ลีก ที่ต่อให้ทำดีเท่าไหร่ ก็ต้องมีอันไปไม่ถึงดวงดาวด้วยสถานการณ์บางอย่าง

เอาใกล้ตัวง่ายๆ เลย เราสามารถมองย้อนกลับไปดู 97 แต้มของพวกเขาเมื่อซีซั่นที่แล้วได้ นั่นขนาดพวกเขาทำผลงานได้เกือบสมบูรณ์แบบขนาดนั้น แต่มันก็ยังไม่เพียงพอให้พวกเขาได้เชยชมรางวัล

นั่นทำให้สิ่งที่เกืดขึ้นในฤดูกาลปัจจุบัน แฟนๆ “หงส์แดง” จึงมีอาการนอยกว่าปกติ ทั้งๆ ที่ทีมทำผลงานหลุดไปแค่ 2-3 เกม บางทีพวกเขาอาจจะแอบหวั่นกลัวอยู่ลึกๆ ว่าเรื่องประหลาดล้ำค้ำโลก จะเกิดขึ้นกับทีมของพวกเขาอีกครั้ง และทำให้แต้มที่นำ แมนฯ ซิตี้ ไกลโพ้น กลายเป็นความจริงที่เลือกจะมองข้ามไป

ชัยชนะเหนือ บอร์นมัธ 2-1 ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงจะเฉยๆ แต่พอมันเกิดขึ้นหลังจากความพ่ายแพ้ติดกันรัวๆ นี่จึงกลายเป็นเกมที่พิเศษกว่าครั้งก่อน และทำให้พวกเขากลับมามีความมั่นใจมากขึ้น

ในแง่ของฟอร์มการเล่นในสนาม พวกเขายังไม่ได้แสดงให้เห็นถึงทิศทางที่ดีขึ้นอะไรมากมาย และการโดน คัลลั่ม วิลสัน กดประตูขึ้นนำไปก่อน 1-0 ก็ไม่ช่วยให้สถานการณ์ต้องดีขึ้นเท่าไหร่นัก

ข้อดีของพลพรรค “เร้ด แมชชีน” ในเกมนี้ก็คือพวกเขาได้เฝ้าถ้ำที่ แอนฟิลด์ ทำให้ความหวังยังมีที่จะกลับเข้าสู่เกม และ 2 ประตูที่พวกเขายิงแซงคว้า 3 แต้ม ต่างก็เกิดขึ้นจากความผิดพลาดของคู่แข่งทั้งหมด แถมถ้าตัวจริงอย่าง สตีฟ คุ้ก ไม่เจ็บต้องถูกเปลี่ยนออกไปเสียก่อน บางทีโฉมหน้าของเกมอาจไม่ออกมาแบบนี้

หลังจบ 45 นาทีแรกด้วยการนำ 2-1 หลายๆ คนต่างก็คาดหวังว่า ลิเวอร์พูล จะกลับมาลงสนามในครึ่งหลังด้วยการขยี้ “เดอะ เชอร์รี่” ให้กลายเป็นผลไม้ปั่น เพื่อสร้างความมั่นใจก่อนเกมที่จะพบกับ แอตเตลิโก มาดริด ในช่วงกลางสัปดาห์ แต่มันก็ไม่เป็นแบบนั้นเลย

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเกมของ “หงส์แดง” ไม่ได้กระเตื้องขึ้นสักเท่าไหร่ในครึ่งหลัง แถมยังเกือบโดน บอร์นมัธ ยิงคืนอยู่รอมร่อ โดยเฉพาะลูกกระดกยิงของ ไรอัน เฟรเซอร์ ที่ข้ามหัว อาเดรียน ไปแล้วและกำลังจะเข้าประตู

เดชะบุญ ลิเวอร์พูล มีชายแก่ๆ ที่ชื่อ เจมส์ มิลเนอร์ วิ่งสับตีนแตกไปจนถึงเกือบเส้นประตู แล้วกระโดดเตะสุดขาสกัดบอลโด่งออกหลังไปได้แบบหวุดหวิด และน่าชื่นชมหัวใจอย่างที่สุด

มันคือวินาทีสำคัญของฤดูกาลอีกครั้งหนึ่งของ “หงส์แดง” ไม่ต่างจากการยิงประตูชัยนัดไหนๆ เสียงเชียร์ในสนามดังกระหึ่มให้กับความสุดยอดของ มิลลี่ และจะกลายเป็นนาทีที่ 60 ของเกม ที่น่าจดจำที่สุดโมเม้นต์หนึ่งของฤดูกาล

หากเสียประตูนี้ไป บางทีเกมอาจไม่ได้จบลงแบบนี้ และ ลิเวอร์พูล จะต้องเผชิญกับความกดดันต่อ

ในห้วงเวลาที่ไม่มีกัปตันทีม จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และทีมกำลังถวิลหาผู้นำในสนามที่จะคอยกระตุ้นทุกคนให้ตื่นตัวและมีวินัยอยู่เสมอ ทุกคนต่างมองหาว่าใครควรจะเข้ามาแบกความกดดันฉุกเฉินที่ว่านี้

จีนี่ ไวจ์นัลดุม ยังบุคลิกไม่ใช่ , แชมเบอร์เลน ฟอร์ม 3 วันดี 4 วันไข้ , ฟาน ไดค์ มีช่วงเวลาที่หลุดๆ , เทรนท์ เปิดบอลไม่เข้าเป้า , อลิสซง ได้รับบาดเจ็บ และ 3 ประสานในแดนหน้า เจอกับภาวะปืนฝืด มิวายต้องพูดถึง ฟาบินโญ่ ที่เหวอสุดๆ เหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่าง นับตั้งแต่หายจากอาการบาดเจ็บ

ในช่วงที่ตัวจริงทั้งหลายพึ่งไม่ได้เลย ลิเวอร์พูล ยังโชคดีที่พวกเขามีตัวสำรองวัย 34 อย่าง มิลเนอร์ ที่ก้าวเข้ามากอบกู้วิกฤติให้ทีม

นักเตะที่เทคนิคด้อยสุดในสนาม อายุเยอะที่สุดในทีม และนับถอยหลังรอวันปลดระวาง แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับสปิริตที่เขาแสดงออกมา คือพื้นฐานง่ายๆ ของการเรียกความมั่นใจให้ทุกคนได้ดีที่สุด

วิธีการแบบดั้งเดิม ที่ทำให้ ลิเวอร์พูล ขยับเข้าใกล้ตำแหน่งแชมป์เพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 3 ก้าว และพร้อมมีสมาธิสู้ต่อกับ “ตราหมี” ในช่วงกลางสัปดาห์ เพื่อลุ้นบทสรุปที่ยิ่งใหญ่กว่าแค่ 1 แชมป์

นั่นประจวบเหมาะกับที่ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน จะกลับมามีลุ้นลงสนามช่วยทีมพอดิบพอดี

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ไม่ว่า ลิเวอร์พูล จะจบด้วยความสำเร็จแค่ 1 หรือ 2 แชมป์ แต่สิ่งหนึ่งที่จริงแท้และแน่นอนเลยก็คือ เจมส์ มิลเนอร์ จะถือเป็น 1 ในหน้าตำนานของสโมสร ที่จะถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า

นาทีที่ 60 ของเกมลีกนัดที่ 29 ของฤดูกาล

ลูกกระโดดสกัดจากเส้นลูกนั้นของชายแก่ ที่ช่วยให้ ลิเวอร์พูล กลับมาเดินหน้าอย่างมั่นคงในช่วงเวลาสำคัญที่สุดนั่นเองครับ