ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ แฟนบอลร้อยทั้งร้อยต่างก็แทบไม่มีใครคิดว่า ลิเวอร์พูล จะถึงคราวต้องเสียท่าให้กับทีมหนีตายอย่าง วัตฟอร์ด

อย่าว่าแต่แพ้ด้วยสกอร์ขาด 0-3 เลย เพราะเอาแค่ยันเสมอหรือเชือดหวิวๆ มันก็ไม่มีใครเชื่อน้ำยาว่า วัตฟอร์ด จะทำได้สำเร็จด้วยซ้ำ

แต่บางทีฟุตบอลก็เป็นแบบนี้ สัจธรรมของมันยังคงใช้งานได้อยู่เสมอ มิเช่นนั้น เราก็ไม่รู้ว่าจะแข่งกันไปทำไม

ไม่มีการตัดสินผิดพลาดของกรรมการ, ไม่มีโชคเข้ามาเกี่ยวข้อง, ไม่มีการเล่นตุกติกของคู่แข่ง, ไม่มีใครเจ็บใครตายก่อนเกม , ไม่มีโปรแกรมชุกชุมใดๆ ให้ต้องกังวล

มันไม่มีข้อแก้ตัวอะไรทั้งสิ้นสำหรับ ลิเวอร์พูล ที่ความปราชัยต่อ “แตนอาละวาด” ในครั้งนี้ พวกเขาแพ้หมดรูปทุกรูขุมขน ไล่ตั้งแต่โค้ชยันนักเตะ

เส้นทางแห่งความฝันที่จะทำสถิติไร้พ่าย ถึงคราวต้องจบลงเพียงแค่นี้ เช่นเดียวกับสถิติขั้นเทพอื่นๆ มากมายที่กาลครั้งหนึ่งเคยได้ลุ้นอยู่

ตามปกติแล้ว หากมีวันไหนที่เล่นไม่ดี – แต่อย่างน้อยมันก็จะมีนักเตะของ ลิเวอร์พูล ราวๆ คนหรือ 2 คน ที่เข้ามาเป็นฮีโร่ช่วยกอบกู้ทีมให้เก็บผลการแข่งขันที่ดีได้ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในเกมล่าสุด เพราะพวกเขาฟอร์มหลุดกันทุกตัวจริงๆ

สถิติได้ยิงแค่ 1 ครั้ง แถมยังไม่เข้ากรอบในครึ่งเวลาแรก บ่งบอกถึงความจริงที่ชัดเจนว่าพวกเขาทำผลงานได้ห่วยแตกบรมจริงๆ และคือ 1 ในฟอร์มการเล่น 45 ที่ย่ำแย่ที่สุดในซีซั่นนี้

สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว มันไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ “เร้ด แมชชีน” จำเป็นจะต้องกลับมารวบรวมใจเดินไปให้ถึงจุดหมายโดยเร็วที่สุด

นับเป็นเรื่องดีของพวกเขา ที่ตอนนี้ทำแต้มฉีกหนี แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปไกลมากแล้ว และถ้าทุกอย่างมันไม่เลวร้ายบัดซบเกินไปจริงๆ ยังไง ลิเวอร์พูล ก็จะเดินหน้าขึ้นชูถ้วยแชมป์ พรีเมียร์ ลีก ในบั้นปลายอยู่ดี

แต่สำหรับ เจอร์เก้น คล็อปป์ และทีมงาน พวกเขาคงไม่ได้อยากให้ทีมปิดฉากลงแค่นั้น เพราะมันยังมีถ้วย เอฟเอ คัพ และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ให้ได้ลุ้นความสำเร็จกันอยู่

สิ่งที่น่ากังวลกว่าการจะคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ได้หรือไม่ในตอนนี้ก็คือ ลิเวอร์พูล ไม่สามารถเล่นได้อย่างท๊อปฟอร์มมานานมากๆ แล้ว นับตั้งแต่เกมไล่ถล่ม เลสเตอร์ 4-0 เมื่อปลายเดือน ธันวาคม ของปีที่แล้ว

อ่านถึงตรงนี้ อย่าเพิ่งเข้าใจผิด มาตรฐานของพวกเขาดีพอต่อการเก็บชัยชนะเหนือทีมรองบ่อน เช่นเดียวกับการตบเอาชนะทีมในกลุ่มหัวตารางด้วยกันมาเรื่อยๆ แต่เราแทบมองหาเกมที่ “หงส์แดง” เล่นกันได้สมบูรณ์แบบจริงๆ ไม่ได้เลยนับตั้งแต่ขึ้นปีใหม่

เฉือนหวิว วูล์ฟแฮมตัน เหย้าเยือน, ชนะ เอฟเวอร์ตัน 1-0 , ต้องเตะรีเพลย์กับ ชรูส์บิวรี่, เบียดชนะ นอริช 1 เม็ด และพลิกนรกเชือด เวสต์แฮม ใจหายใจคว่ำเมื่อกลางสัปดาห์ที่แล้ว

ไม่มีเกมไหนที่ ลิเวอร์พูล เล่นได้เข้าฝักเลย พวกเขาดีพอที่จะเก็บผลการแข่งขัน ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้ายังปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป พวกเขาอาจต้องเจอปัญหาเมื่อต้องลงเล่นกับทีมระดับคุณภาพในเกมที่ท๊อปฟอร์มจริงๆ

สัญญาณอันตรายเหล่านี้แสดงให้เห็นมานานแล้ว และมันก็เด่นชัดขึ้นในเกมที่พวกเขาบุกไปพ่าย แอตเลติโก มาดริด ที่ ว่านต๋า

หลังจากนี้ “หงส์แดง” จะมีคิวลงสนามในศึก เอฟเอ คัพ ที่จะบุกไปเยือน เชลซี ในเกมกลางสัปดาห์ นั่นไม่ใช่งานที่ง่ายๆ อย่างแน่นอน และต้องไม่ลืมเกมตัดสินชะตารอบ 16 ทีมสุดท้าย ยูซีแอล ที่จะพบกับ “ตราหมี” ในอีกเร็วๆ นี้

นั่นคือเกมที่คู่แข่งของเขาเต็มไปด้วยคุณภาพ ซึ่งถ้าหาก ลิเวอร์พูล ยังคงมึนๆ เค้นมาตรฐานที่ดีที่สุดของตัวเองออกมาไม่เจอ พวกเขาก็อาจจะต้องเจอกับปัญหาใหญ่ได้ เพราะทีมอย่าง “สิงห์บลูส์” หรือ แอตฯ มาดริด จะไม่ปล่อยพวกเขาไปแน่ๆ

นับตั้งแต่นี่เป็นต้นไป มันจะเป็นบททดสอบที่ท้าทายของ เจอร์เก้น คล็อปป์ และลูกทีมอย่างแท้จริง ว่าพวกเขาจะนำเอาสุดยอดร่างซูเปอร์ไซย่าเก่าๆ ที่แลดูห่างหายไปพักหนึ่งแล้ว กลับมาใช้งานในวาระสำคัญของถ้วยต่างๆ ได้หรือไม่หลังจากนี้