โดยมาตรฐานทั่วไปแล้ว เดเล่ อัลลี ควรต้องถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ของเด็กดาวรุ่งที่ใช้เวลาแจ้งเกิดได้รวดเร็วมากๆ

เริ่มต้นเส้นทางทีมชุดใหญ่กับ เอ็มเค ดอนส์ ตั้งแต่อายุ 16 ก่อนย้ายซบตัก ท๊อตแน่ม ฮอทสเปอร์ ในอีก 2 ปีถัดมา และพุ่งพรวดขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้ทันที

3 ฤดูกาลแรกของเขาในถิ่น ไวท์ ฮาร์ท เลน ไม่ต่างอะไรกับก้าวกระโดด เขาเหมือนรถสปอร์ตป้ายแดงที่แรงไม่หยุดฉุดไม่อยู่ พร้อมถูกดึงเข้าสู่รั้วทีมชาติอังกฤษ ในฐานะแข้งขาประจำที่ทุกคนคาดหวังจะเจอ

กราฟชีวิตของหนุ่มน้อย อัลลี โดดเด้งไม่มีท่าทีจะหล่นลงง่ายๆ แต่แล้วอยู่ดีๆ เครื่องยนต์ของเขาก็ดับไปดื้อๆ ในช่วงราวๆ 2 ซีซั่นหลังสุด

บางคนบอกว่ามันคือผลพวงจากฟอร์มรวมๆ ของ สเปอร์ส ที่ถดถอยลงในยุคท้ายๆ ของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ แต่นี่ขนาดเปลี่ยนโค้ชเป็น โชเซ่ มูรินโญ่ ก็แล้ว เราก็ยังไม่เห็นว่า เดเล่ อัลลี ในวัย 23 จะกลับมาเป็นสุดยอดแข้งคนเดิมที่เราเคยรู้จัก

ฟอร์มของดาวเตะผิวสีจาก ลอนดอน มีกระเตื้องขึ้นบ้างในช่วง 3-4 เกมแรกในยุค มูรินโญ่ แต่พอเวลาค่อยๆ ผ่านไป ฟอร์มของเขาก็ถอยหลังกลับมาสู่จุดเดิมที่คุ้นเคย

ในเกมล่าสุดที่บุกไปแพ้ เชลซี 1-2 เมื่อคืนวันเสาร์ กุนซือชาวโปรตุกีส ตัดสินใจดร็อป อัลลี ออกจากทีมตัวจริง ภายหลังจากที่เจ้าตัวไปออกอาการเหวี่ยงในเกมที่ “ไก่เดือยทอง” พ่าย อาร์บี ไลป์ซิก คาบ้าน 0-1 ใน แชมเปี้ยนส์ลีก รอบน็อคเอาท์

มันเริ่มมีคำถามเกิดขึ้นว่า เราควรจะทำยังไงดีกับ เดเล่ อัลลี ? เขาควรจะย้ายทีม หรือควรจะสู้ต่อ เขาควรจะสงบเสงี่ยมทำตัวเรียบร้อย หรือระเบิดอารมณ์ดีเดือดของตัวเองออกมาเหมือนในเกมแชมเปี้ยนส์ลีกเมื่อกลางสัปดาห์ก่อน

เพราะสำหรับคนที่ได้เห็นลีลาและสไตล์การเล่นของดาวเตะเลือด “ผู้ดี” รายนี้มาตั้งแต่แรกๆ เราก็จะรู้ได้เลยว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปสำหรับเขา มันไม่ใช่แค่ฟอร์มการเล่น แต่เป็นเรื่องทัศนคติด้วย

นั่นก็เพราะว่าในช่วงที่ฟอร์มกระฉูดยิ่งกว่ารถสปอร์ต – อัลลี มีลักษณะของการเป็นแข้งเลือดร้อนและ “ใจนักเลง” ในระดับที่พอๆ กับพรสวรรค์ฟุตบอลของเขาเอง

สายตาเอาเรื่อง , ลูกตุกติก , ลูกล่อลูกชนหนักหน่วง ที่มาพร้อมกับรอยยิ้มเยาะในแบบฉบับของวายร้ายจอมวางแผน บุคลิกที่คาดเดาอะไรไม่ได้เลย มันคือคุณสมบัติที่ทำให้ อัลลี ไม่ต่างอะไรจากวัตถุไวไฟ ที่คู่แข่งหน้าไหนก็ไม่อยากเข้าใกล้

มารูยาน เฟลไลนี่ ในเวอร์ชั่นทักษะดีแห่งเกาะอังกฤษ หลายๆ คนเคยนิยาม อัลลี ไว้แบบนั้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราเห็นวันนี้มันไม่ใช่อีกแล้ว เพราะยิ่งกาลเวลาผ่านไป ยิ่ง อัลลี มีวุฒิภาวะมากขึ้นเรื่อยๆ มันก็ยิ่งจะทำให้เขาดูเหมือนเป็นคนที่หน่อมแน้มขึ้น

ทุกวันนี้เขายังคงก้มหน้าก้มตาเล่นฟุตบอล เทคนิคเขายังดีเยี่ยมเหมือนเดิม แต่จิตวิญญาณมันยังไม่อยู่ตรงนั้นเลย

ไม่ใช่ทุกคนที่จะแฮปปี้กับการโดนจัดหมวดหมู่ให้อยู่ในกลุ่มแข้งสกปรกเหมือน โจอี้ บาร์ตัน , ไนเจล เดอ ยองค์ , เปเป้ หรือ ดีเอโก้ คอสต้า และมันก็ดูเหมือนว่า อัลลี จะพยายามสลัดภาพลักษณ์ที่เขาเคยสร้างไว้ช่วงวัย ฮอโมนต์พลุ้งพล่าน

หากเราบอกว่า ไมเคิ่ล โอเว่น ที่ไร้ซึ่งความเร็ว ก็คือนักเตะที่ไม่มีอะไรเลย

ฉันทร์ใดฉันทร์นั้น เดเล่ อัลลี ที่ไม่มีจิตวิทยานอกเกม ก็อาจเป็นเพียงแค่นักเตะธรรมดาๆ คนหนึ่งเช่นกัน

แม้ว่าล่าสุด เจ้าตัวจะระเบิดอารมณ์ด้วยการเขวี้ยงขวดน้ำกระจายในศึก บิ๊กเอียร์ แต่นั้นมันก็แค่การระเบิดอารมณ์ในสนาม เพราะในแง่ของรายละเอียดการเล่นแล้วนั้น เขายังคงหน่อมแน้มเรียบร้อยเหมือนเคยๆ

แน่นอน! การจะสั่งให้ อัลลี ระเบิดความเถื่อนถ่มถุยของตัวเองออกมาเลยแบบเต็มกราฟ มันก็คงไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องนัก เพียงแต่สิ่งที่เขาต้องทำก็คือ การหาจุดสมดุลของการเล่นฟุตบอลให้ “เถื่อนอย่างสร้างสรรค์”

ไม่มีใครที่ชอบปีศาจที่จ้องแต่จะโกงหรือทำตัวเลวสถุน Level 10 ตลอดเวลาเหมือน ร็อบบี้ ซาเวจ หรือ บาร์ตัน แต่ถ้าคุณก็ยังสามารถรักษาความเดือดดาลในเกมเอาไว้ได้ในระดับที่เหมาะสม คุณก็จะเจอเพื่อนที่นิสัยคล้ายๆ คุณอย่าง รอย คีน , ปาทริค วิเอร่า , สตีเว่น เจอร์ราร์ด , เจนนาโร่ กัตตูโซ่ หรือ ดาวิด ลุยซ์ ในช่วงพีคสั้นๆ ช่วงหนึ่งของอาชีพ

กับขวบวัยที่เพิ่งแตะแค่ 23 ปี เดเล่ อัลลี ยังเหลือเวลาอีกเยอะที่จะกอบกู้ฟอร์มพีคของตัวเองกลับคืนมา

แต่ก็อย่างที่ผู้ใหญ่หลายๆ คนเคยกล่าวไว้ บางครั้งเวลาก็เหมือนจะสามารถเดินได้เร็วเกินกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะรู้ตัว! ฉะนั้น อัลลี ก็คงจะไม่สามารถนั่งกระดิกตีน นิ่งนอนใจได้

ขุมพลังอันน่าเกรงขาม บางครั้งฝรั่งก็มีคำแสลงเรียกขานสิ่งนี้สั้นๆ ว่า โมโจ

  • อาร์เซน่อล ของ อาร์แซน เวนเกอร์ ก็เคยมีสุดยอด โมโจ ของตัวเอง
  • แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ทำ โมโจ ของตัวเองหายไปหลังหมดยุค เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน
  • โชเซ่ มูรินโญ่ กำลังอยู่ในช่วงปฏิบัติการทวงคืน โมโจ ของตัวเองที่ สเปอร์ส
  • ฟิลิปเป้ คูตินโญ่  ทำ โมโจ ของตัวเองหายไปตลอดกาลหลังบอกลา หงส์
  • ลิเวอร์พูล ทำ โมโจ ของตัวเองหายไป 30 ปี จนกระทั่งถูกค้นพบอีกครั้งโดย เจอร์เก้น คล็อปป์

กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับ เดเล่ อัลลี หลังจากนี้ เราก็ต้องมารอติดตามกันดูแหล่ะครับ ว่าเขาจะค้นพบสมดุลการเล่นฟุตบอลของเขาเจอได้ทันเวลาหรือไม่