หากให้พูดถึงภาพรวมของศึก “แดงเดือด” ในหนล่าสุดเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เราก็ต้องยกนิ้วให้ เป็นเกมที่สนุกเร้าใจอยู่พอตัว

ชัยชนะ 2-0 ของ ลิเวอร์พูล เหนือ "ปีศาจแดง" มีอะไรให้ลุ้นในเกมตลอดเวลา ต่างกับเหตุการณ์ที่ แอนฟิลด์ เมื่อซีซั่นที่แล้ว ที่จบลงด้วยสกอร์ 3-1 ในแบบที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ยุค โชเซ่ มูรินโญ่ สู้ไม่ได้ทุกรูขุมขน และไม่เคยคิดจะสู้ด้วยซ้ำ

ในความรู้สึกของสาวก “เร้ด เดวิลล์” หลายๆ คน มันเป็นเกมที่ทีมรักของพวกเขาโชว์ฟอร์มได้ไม่เลวเลยทีเดียว โดยเฉพาะเรื่องหัวจิตหัวใจความเป็นนักสู้ ที่พยายามจนถึงวินาทีสุดท้าย ทำให้แข้ง “หงส์แดง” เหงื่อตก

จังหวะสปีดสับตีนแตกของ ดาเนี่ยล เจมส์ ที่วิ่งไล่ โม ซาลาห์ ก่อนยิงตอกฝาโลง 2-0 อาจไม่ได้มีความหมายอะไรมากสำหรับบางคน แต่สำหรับหลายๆ คน มันแสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทถึงขีดสุดแล้ว

นี่ยังไม่นับรวมฟอร์มการเล่นของ เฟร็ด อดีตจุดอ่อนและตัวตลกของทีม ที่โชว์ลีลาได้เปล่งปลั่งอย่างเหลือเชื่อ ไม่ว่าจะในแง่ของการ วิ่ง สู้ ฟัด หรือเทคนิคชั้นเชิงที่ช่วยเหลือทีมได้หลายครั้งหลายครา

ลุค ชอว์, แฮร์รี่ แม็คไกวร์, แดน เจมส์, อารอน วาน บิสซาก้า ต่างเป็นกลุ่มแข้งที่โชว์ฟอร์มได้ดีเลยทีเดียว

อย่างน้อยมันก็เป็นความพ่ายแพ้ที่ยอมรับได้ เพราะอย่างน้อยพวกเขาก็ใส่เต็มสูบเท่าที่จะทำได้แล้วจริงๆ

นั่นตรงกันข้ามกับ ลิเวอร์พูล ของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่ก่อความผิดพลาดหลายสิ่งหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเกมรับบางจังหวะ และโอกาสที่จะยิงประตูเพิ่มเป็นเข่ง แต่ดันเอาไปโยนทิ้งโถส้วมจนหมดเกลี้ยง

แต่ก็เหมือนกับหลายๆ เกมในช่วงหลัง ไม่ว่าจะเกมเชือด สเปอร์ส, เชลซี, แอสตัน วิลล่า หรืออีกหลายๆ ทีม และนั่นคือข้อดีของ “หงส์แดง” ในยุคนี้

พวกเขาอาจจะเล่นไม่ดีเด่ในหลายๆ นัด แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็มักจะดีพอที่จะเอาตัวรอดเก็บชัยชนะได้อยู่เสมอ

จากที่ควรจะเป็น 2-0 หลายต่อหลายครั้งแล้วทำไม่ได้ นั่นก็ทำให้ “หงส์แดง” ต้องมาเจอสถานการณ์กดดันตัวเองในช่วงท้ายเกมการแข่งขัน

มันเป็นเกมที่รวมๆ แล้ว ลิเวอร์พูล แสดงให้เห็นถึงฟุตบอลที่เหนือกว่า แต่ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ทำให้ทุกอย่างสูสีขึ้นด้วยหัวจิตหัวใจอันกล้าแกร่ง และฟอร์มการเล่นที่เข้าฝักของผู้เล่นบางคน

แต่ในขณะเดียวกัน ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้น ก็คือความจริงที่ทุกคนต้องยอมรับด้วยว่า แม้กระทั่งในวัน ออฟ เดย์ ของ ลิเวอร์พูล พวกเขาก็ยังดีพอที่จะเก็บชัยชนะเหนือ แมนฯ ยูไนเต็ด ในวันที่เล่นได้ค่อนข้างดี

มันเป็นเกม “แดงเดือด” ที่ผลัดกันรุกผลัดกันรับอย่างเร้าใจ แต่สุดท้ายแล้ว ลิเวอร์พูล ก็คือทีมที่แสดงให้เห็นถึงคุณภาพของเกมและผู้เล่นที่เหนือกว่า

สูสี หากแต่จริงๆ แล้วก็ห่างชั้น! และทำให้ ลิเวอร์พูล คือทีมที่คู่ควรและสมควรกับ 3 แต้มมากกว่า

กับเกมที่เหลืออยู่อีกไม่กี่นัดหลังจากนี้ และอุปสรรคที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด - ลิเวอร์พูล กำลังนับถอยหลังเข้าสู่การขึ้นชูถ้วยแชมป์ พรีเมียร์ ลีก ที่สมศักดิ์ศรีอย่างเป็นทางการ

และมันคงไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าการกำราบ “ที่สุดของศัตรูคู่อริ” ให้พังพาบลงได้อย่างที่เห็นครับ