ทุกวันนี้ หากถามแฟนบอลไทยรุ่นใหม่ว่า ใครคือกองหน้าที่เก่งที่สุดในปัจจุบันของทีมชาติไทย?

คำตอบที่ได้ หลายคนคงตอบว่า "มุ้ย" ธีรศิลป์ แดงดา ยอดดาวยิงของ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

เพราะ "มุ้ย" สร้างชื่อและฝากผลงานไว้มากมาย ทั้งการคว้าแชมป์รายการต่างๆ รวมถึงยังเคยไปค้าแข้งที่ต่างประเทศมาแล้ว กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้, กราสฮอปเปอร์ ซูริค, แอตเลติโก มาดริด, อัล เมเรีย หรือ ซานเฟรชเช่ ฮิโรชิม่า

แต่ใครจะรู้บ้างว่า ในอดีตก่อนที่ "มุ้ย" จะโด่งดังแบบทุกวันนี้ เขาเคยถูกเพื่อนร่วมรุ่น บดบังรัศมีมาแล้ว

ซึ่งตอนนั้น แฟนบอลทุกคนในเมืองไทย รวมถึงสื่อมวลชน ต่างยกให้เขาเป็น กองหน้าดาวรุ่งอันดับต้นๆของไทย ซึ่งอาจจะเหนือยิ่งกว่า "มุ้ย" เสียอีก

และคนๆนั้นก็คือ "แซม" รณชัย รังสิโย

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ตอนนั้นการแข่งขันฟุตบอลระดับนักเรียน ถือว่าดุเดือดเข้มข้นมาก และมีเด็กคนหนึ่งที่โดดเด่นขึ้นมาเหนือกว่าหลายๆคน เขาก็คือ "เจ้าแซม" กองหน้าของทีมโรงเรียนอัสสัมชัญ

ด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่กว่า 180 ซ.ม. บวกกับความคมในการจบสกอร์ ทำให้ "แซม" รณชัย รังสิโย เป็นดาวยิงระดับท็อปของรุ่น ซึ่งตอนนั้นเขาดังกว่า ธีรศิลป์ แดงดา ของโรงเรียนอัสสัมชัญ ธนบุรี เสียอีก

ตอนนั้น เขาดังพอๆกับกองหน้าอีกคนของวงการ นั่นคือ "เจ้าโก้" ศักรินทร์ จันทร์โยธา เจ้าของฉายา "เวย์น รูนีย์ เมืองไทย"

ด้วยความเก่งกาจของ รณชัย รังสิโย ทำให้เขาติดทีมชาติไทย U17 ในขณะนั้น และยังเอาชนะ ธีรศิลป์ แดงดา ได้เป็น 1 ใน 3 นักเตะดาวรุ่งของไทย ที่ชนะเลิศผ่านการคัดเลือกไปฝึกฟุตบอลที่สโมสรเอเวอร์ตัน ประเทศอังกฤษ ร่วมกับ ศักรินทร์ จันทร์โยธา และ นฤพนธ์ อารมณ์สวะ 

หลังประสบความสำเร็จกับฟุตบอลนักเรียน เขาก็หันเข้าสู่เส้นทางนักฟุตบอลอาชีพด้วยวัย 18 ปี โดยเริ่มต้นเซ็นสัญญาค้าแข้งฉบับแรกกับทีม การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สโมสรยักษ์ใหญ่ของเมืองไทยเวลานั้น แต่ก็ถูกปล่อยยืมตัวไปอยู่กับ ราชประชา และ สโมสรตำรวจ เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ก่อนในช่วงแรก

จนถึงวัย 20 ปี เขาก็กลับมาเล่นให้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อีกครั้ง และในปี 2551 นี้เอง ที่เขาโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม ยิงไปถึง 16 ประตู พาทีม การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค คว้าแชมป์ไทยลีก ได้อย่างยิ่งใหญ่ พ่วงด้วยตำแหน่ง ดาวรุ่งยอดเยี่ยมของเมืองไทย และ รองดาวซัลโวไทยลีก ไปอีกตำแหน่ง

ในวัยเพียง 20 ปี เขาคือกองหน้าดาวรุ่งที่เก่งที่สุดของไทยในตอนนั้น และสามารถก้าวไปติด ทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ไปแข่ง เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ 2008 

จนปีต่อมา เขาก็ถูก เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ซื้อมาร่วมทีมด้วยค่าตัว 300,000 บาท ซึ่งในปี 2552 ถือเป็นจำนวนเงินที่สูงมาก

แต่อนิจจา ในงานเปิดตัวของเขากับ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ที่เชิญ ทีมชาติไทย ชุดใหญ่ มาเตะอุ่นเครื่องด้วย แม้เขาจะเปิดงานได้อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการโหม่งทำประตูให้ทีม "กิเลนผยอง" ออกนำไป 1-0

แต่ในช่วงท้ายครึ่งแรก เขาได้รับบาดเจ็บหนักที่หัวเข่าข้างขวา จากการปะทะกับ ณัฐพร พันธุ์ฤทธิ์ กองหลังทีมชาติไทย จนหัวเข่าบิดอย่ารุงแรง ต้องถูกหามส่งโรงพยาบาลทันที (จบเกม ทีมชาติไทย แซงชนะ 3-2)

จากการบาดเจ็บครั้งนั้น รณชัย รังสิโย ในวัย 21 ปี ต้องเข้ารับการผ่าตัดครั้งใหญ่ และต้องพักฟื้นไปนานถึง 1 ปีเต็ม

จากกองหน้าดาวรุ่งที่เก่งที่สุดของเมืองไทย เขาต้องมาเริ่มนับ 1 ใหม่ และถูกเพื่อนร่วมรุ่นหลายคน แซงเขาไปหมดแล้ว

แม้ปีถัดมา "เจ้าแซม" จะเรียกความฟิตกลับมาได้ และเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ทีม เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ไทยลีกในปี 2553 แต่ด้วยหัวเข่าที่ไม่เหมือนเดิม บวกกับตอนนั้น ธีรศิลป์ แดงดา ก็แซงหน้าเขาไปเป็นดาวยิงเบอร์ 1 ของกิเลนผยองแล้ว 

ทำให้เขาถูก เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ส่งไปให้กับทีม บีอีซี เทโรศาสน ในฐานะ 1 ในข้อเสนอซื้อตัว อานนท์ สังข์สระน้อย อดีตดาวซัลโวไทยลีก 2 สมัย

ชีวิตของ "เจ้าแซม" ในถิ่น บีอีซี เทโรศาสน ในปี 2554 เหมือนจะเริ่มดีขึ้น เขาได้ลงสนามเป็นตัวจริงต่อเนื่อง และเริ่มกลับมายิงประตูได้อย่างเป็นกอบเป็นกำอีกครั้ง โดยซัดไปถึง 21 ลูกทุกรายการ เป็นดาวซัลโวสูงสุดของทีม

จน "น้าเหม่ง" ประพล พงษ์พานิช เรียกเขาไปติดทีมชาติไทย U23 ไปแข่ง ซีเกมส์ 2011 ที่อินโดนีเซีย โดย รณชัย เป็นกัปตันทีมชาติในชุดนั้น แต่ผลงานของ "ช้างศึก" กลับตกรอบแรก

แต่ชีวิตในถิ่น บีอีซี เทโรศาสน ปีถัดมาของ "เจ้าแซม" กลับไม่สวยนัก เมื่อเขาถูกดร็อปเป็นตัวสำรอง เพื่อหลีกทางให้ เคลตัน ซิลวา ผู้ย้ายมาใหม่ จนเขาฟอร์มเริ่มตกลงไป และยิงได้ในปีนั้นเพียง 3 ลูก ก่อนจะย้ายไปอยู่กับ แบงค็อก ยูไนเต็ด ทีมน้องใหม่ของไทยลีก ในปี 2556

ชีวิตในถิ่น แบงค็อก ยูไนเต็ด ของ รณชัย รังสิโย ลุ่มๆดอนๆ เขาสลับลงสนามเป็นตัวจริงบ้าง สำรองบ้าง อยู่นานถึง 4 ปี ก่อนจะเริ่มพเนจรไปอยู่กับ แอร์ฟอร์ซ ยูไนเต็ด, ซุปเปอร์ พาวเวอร์ สมุทรปราการ, เชียงใหม่ เอฟซี และล่าสุดก็มาอยู่กับ อยุธยา ยูไนเต็ด ในไทยลีก 2 ปัจจุบัน

แม้ตอนนี้ รณชัย รังสิโย อาจจะไม่ชื่อกองหน้าชื่อดังที่ได้ลงเล่นในไทยลีก 1 แต่ด้วยหัวใจนักสู้ ที่ไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตา และอาการบาดเจ็บ ก็น่าจับตามองว่า เส้นทางสายใหม่ของ "เจ้าแซม" กับการไปอยู่ อยุธยา ยูไนเต็ด ในไทยลีก 2 จะเดินไปได้ขนาดไหน

ผมเชื่อว่าหากเขายังมุ่งมั่น และยังตั้งใจฝึกซ้อม เราก็อาจจะได้ยินชื่อของ รณชัย รังสิโย อยู่คู่กับวงการฟุตบอลไทย ไปอีกนานแน่นอน...