ทุกยุคสมัย มวยสากลสมัครเล่น คือความหวังสูงสุดของทีมนักกีฬาไทยในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก

   และก็เป็นเช่นนั้น เมื่อเหรียญทองแรก ประวัติศาสตร์ของชาติไทยก็ได้มาจากมวย

   ในโอลิมปิก "โตเกียว 2020" มวยสากลสมัครเล่นก็คือความหวังไม่แปรเปลี่ยน ส่วนจะมีนักชกคนไทยสานฝันให้เป็นจริงก็ต้องตามติด

   หนึ่งในนั้นคือ "อนวัช ถองกระโทก" หรือ "เจ้านะ" นักชกทีมชาติไทยในรุ่นไลท์เฮฟวี่เวท 81 กก.ชาย เจ้าของเหรียญทองซีเกมส์ ผู้มีเป้าหมายคว้าเหรียญโอลิมปิกตามรอยนักชกรุ่นพี่ผู้เป็นขวัญใจนาม "สมจิตร จงจอหอ" 

   "อนวัช" ลั่นพร้อมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในฐานะที่เป็นนักชกไทยอายุมากที่สุดที่ได้ไปโอลิมปิกในวัย 38 ปี

   กล่าวสำหรับมวยสากลสมัครเล่นใน "โตเกียว 2020" เกือบไม่ได้บรรจุลงในโปรแกรมการแข่งขัน ด้วยปัญหาการประท้วงและเต็มไปด้วยคำครหากรณีความไม่โปร่งใสในการตัดสินในโอลิมปิกเกมส์ 2016 ครั้งล่าสุด

   และถือเป็นความเจ็บปวดของทีมกำปั้นไทย ที่ไม่มีเหรียญรางวัลใดกลับบ้านครั้งแรกในรอบ 40 ปี

   กระทั่งโอลิมปิกสากลหรือ "ไอโอซี" เข้ามาจัดการทำให้ มวยสากลสมัครเล่น 1 ใน 3 ชนิดกีฬา ที่นักกีฬาไทยเคยได้เหรียญ กลับมาแข่งขัน พร้อมลงโทษผู้ตัดสินในโอลิมปิก ครั้งล่าสุด จำนวน 36 คน ห้ามเข้ามาเกี่ยวข้อง และเปลี่ยนระบบการให้คะแนนใหม่มาเป็นโชว์แต้มหลังการชกจบลงทุกยก

   การเข้ามาควบคุมดูแลของ "ไอโอซี" หรือคณะกรรมการโอลิมปิกสากล ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า ผลการแข่งขันจะกลับมาใสสะอาดบริสุทธิ์อีกครั้ง พร้อมความหวังของทีมกำปั้นไทยจะกลับมาทวงเหรียญคืน

   "อนวัช หนองกระโทก" เป็นนักชกน้ำหนักมากสุดของไทย ในรุ่นไลต์เฮฟวี่เวท พิกัดน้ำหนัก 81 ก.ก. เป็นชาวจังหวัดนครราชสีมา เกิดเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2525 ปัจจุบันอายุ 37 ปี ติดทีมชาติรายการสำคัญครั้งแรก พ.ศ.2556 ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ที่ประเทศพม่า 

   โดยขณะนั้นมีวัยถึง 31 ปี ซึ่งถือว่ามากสำหรับการเป็นนักมวย

   แม้ไม่ใช่นักชกที่สูงใหญ่ สัดส่วนช่วงชกที่ไม่เคยเป็นต่อ แต่ "อนวัช" คือจอมลุย นักสู้ที่ไม่คิดจะยอมแพ้แม้แต่วินาทีเดียว ด้วยคุณสมบัตินี้ทำให้ผ่านคู่ต่อสู้จนก้าวสู่เหรียญทองในการติดซีเกมส์ครั้งแรก

   หลังผลงานเข้าตา "อนวัช" ติดทีมมวยสากลไทยเดินทางไปรายการชิงแชมป์เอเชีย ในเดือน ก.ค. ที่กรุงอัมมาน ประเทศจอร์แดน 

   การแข่งขันครั้งนั้นถือว่าผลงานเรียกว่าสอบผ่าน เพราะสามารถผ่านเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศ และได้เหรียญทองแดงกลับบ้าน

   ปีต่อมา "อนวัช" ติดธงไปลุยการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ที่ประเทศเกาหลีใต้ ในปี พ.ศ.2557 แต่คราวนี้ไม่ประสบความสำเร็จ ผ่านไปแค่รอบ 16 คนสุดท้าย เมื่อพ่ายให้กับ ซิงห์ คูลดีฟ นักชกจากอินเดีย แบบไม่เป็นเอกฉันท์และค้านสายตา 1-2 เสียง

   ในเดือน ส.ค. 2558 ไปทำศึกมวยสากลสมัครเล่นชิงแชมป์เอเชีย 2015 ในฐานะเจ้าของเหรียญทองแดง จากผลงานเมื่อ 2 ปี ก่อนนั้น โดยลงทำการแข่งขันในรอบ 16 คน  พลาดท่าแพ้ให้กับ อัลลา เอลดิน นักมวยจากซีเรีย 0 ต่อ 3 เสียง กลับบ้านมือเปล่า

   พ.ศ.2560 ในซีเกมส์ ครั้งที่ 29 ที่ประเทศมาเลเซีย ก็พ่ายแพ้ให้กับ จอห์น ทูปาส ของฟิลิปปินส์ ขาดลอย 0-5 ชวดเข้าชิงได้เพียงแค่เหรียญทองแดงกลับบ้าน พร้อมกับความช้ำใจ จึงซ้อมหนัก เพื่อหวังล้างตานักชกคู่ปรับและทวงเหรียญทองกลับมาอีกครั้ง

    "อนวัช" ต่อยล่าเหรียญและหาประสบการณ์ในหลายสังเวียน และกลายเป็นตัวหลักในรุ่น แม้จะเรียกว่าช่วงปลายของการเป็นนักกีฬา แต่ด้วยความมุมานะและขยันฝึกซ้อนทำให้ยืนหนึ่งในรุ่น 81 กก.ของทีมชาติไทยเรื่อยมา

   ล่าสุดก่อนติดทีมชาติไทยไปแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ที่ประเทศฟิลิปปินส์ "เจ้านะ" ถือว่าอยู่ในช่วงมั่นใจ หลังคว้าเหรียญทอง "ไทยแลนด์ โอเพ่น 2019" ในการชกที่อาคารนิมิบุตร เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา

   กระทั่งเข้าสู่ศึกที่รอคอยในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ "อนวัช" ตะลุยฝ่าด่านมุ่งมั่นหวังชิงพร้อมหวังล้างตา จอห์น ทูปาส คู่ปรับ แต่สุดท้ายนักชกเจ้าภาพกระเด็นตกรอบไปก่อน อนวัช ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศกับเวียดนาม ก่อนชนะไปได้ แม้ไม่ได้ล้างตากับคู่ปรับแต่ก็คว้าเหรียญทองมาได้สำเร็จ

   หลังศึกซีเกมส์ "เจ้านะ" เข้าแคมป์เก็บตัวต่อเนื่องทันที เพื่อเป้าหมายโควต้าโอลิปิกเกมส์ โดยมีคิวต่อยคัดเลือกในเดือนกุมภาพันธ์ ที่ประเทศจีน 

   หวังสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักชกตัวแทนทีมชาติไทยอายุมากที่สุดที่ได้ไปโอลิมปิก

   ในวัย 38 ปี "อนวัช" จะทำได้หรือไม่ต้องติดตาม