ศึกไทยลีก ฤดูกาล 2019 ปิดฉากลงไป กับการคว้าแชมป์ลีกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ตลอด 23 ฤดูกาลของศึกฟุตบอลไทยลีก มีเพียง 12 ทีมเท่านั้นที่เคยก้าวขึ้นไปถึงจุดสูงสุดในตำแหน่ง "แชมป์"

ทุกๆ ฤดูกาลย่อมมีเรื่องราวที่แตกต่างกันออกไป เช่นเดียวกับการแข่งขันที่ยิ่งสูงขึ้น ตามงบประมาณการลงทุนที่แต่ละทีม ต่างใช้เงินกันอย่างมหาศาลนับ 10 หลัก เพื่อต่อสู้แย่งถ้วยลีกสูงสุดมาครอง ซึ่งจุดจบของแต่ละทีมจะสมหวังหรือผิดหวัง ก็ขึ้นอยู่กับการตั้งเป้าหมายว่าวางไว้สูงมากน้อยขนาดไหน

วันนี้ทีมข่าว SMMSPORT เลยขอจัด 5 อันดับ การซื้อขายนักเตะยอดเยี่ยม และยอดแย่ ในการแข่งขันฟุตบอลไทยลีก 1 ประจำฤดูกาล 2019 มีใครกันบ้าง และตรงใจแฟนบอลกันไหม ลองกวาดสายตาดูได้เลยครับ

ซื้อยอดเยี่ยม

1. บรินเนอร์ เอ็นริเก (สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด) ย้ายมาจาก อุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด

เซนเตอร์ฮาล์ฟวัย 32 ปี เข้ามาเล่นแทน วิคเตอร์ คาร์โดโซ ที่ไม่ยอมต่อสัญญากับทีมได้อย่างยอดเยี่ยม เมื่อตลอดฤดูกาล 2019 บรินเนอร์ ลงยืนคุมเกมรับได้อย่างแข็งแกร่ง แถมยังเป็นอีกหนึ่งทีเด็ดของทีมยามเล่นลูกนิ่ง

นอกจากเป็น 1 ใน 3 ผู้เล่นของทีม ที่ลงสนามครบ 30 นัด ยังทำไป 2 ประตู หนึ่งในนั้นคือเกมสำคัญ ที่เปิดบ้านชนะ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 4-0 จนส่งผลให้ "กว่างโซ้งมหาภัย" คว้าแชมป์ลีกสมัยแรกมาครอบครองได้ในท้ายที่สุด

2. โก ซุล กิ (การท่าเรือ เอฟซี) ย้ายมาจาก บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

ห้องเครื่องพลังโสม เป็นหนึ่งในดีลที่ยอดเยี่ยมที่สุดของ สิงห์เจ้าท่า ในฤดูกาลนี้ เมื่อการมาของเจ้าตัว ช่วยให้แดนกลางของทีม มีประสิทธิภาพ และ แข็งแกร่งขึ้นอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังทำให้เพื่อนที่อยู่รอบข้างเล่นง่ายมากขึ้น

ก่อนลงสนามไปถึง 26 นัด ยิง 3 ประตู และ 2 แอสซิสต์ พร้อมช่วยทีมจบท็อปทรีเป็นซีซั่นที่ 2 ติดต่อกัน ชนิดที่ได้ลุ้นแชมป์ไทยลีกจนเกือบถึงนัดสุดท้าย พร้อมทั้งพา "สิงห์เจ้าท่า" คว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วย ช้าง เอฟเอ คัพ 2019 มาครองได้สำเร็จอีกด้วย

3. ลอนซานา ดูมบูญา (ตราด เอฟซี) ย้ายมาจาก พีที ประจวบ เอฟซี

ผลงานของ ดูมบูญา ที่แสดงให้เห็นตลอดฤดูกาลแม้จะไม่ได้เล่นทีมใหญ่ แต่การซัดได้ถึง 20 ประตูถือว่ายอดเยี่ยมมากๆ จุดเด่นที่เราได้เห็นกันเกือบทุกเกมคือความแข็งแกร่งของร่างกายและการหาจังหวะยิงประตูทำได้ดีจริงๆ ลองดูประตูที่ ตราด เอฟซี ทำได้รวม 47 ประตู กว่าครึ่งก็เกิดจาก ดูมบูญา

การที่เขาซัดไปถึง 20 ประตู และ 3 แอสซิสต์ จาก 28 นัด นอกจากช่วยทีมน้องใหม่ จบถึงอันดับ 10 แล้ว ยังเป็นผู้เล่นจากทวีปแอฟริกา คนแรกในรอบ 8 ปี ที่คว้าดาวซัลโวสูงสุดไทยลีก ต่อจาก ฟรองค์ โออ็องด์ซา เมื่อปี 2011

4. เนลสัน โบนีญ่า (ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด) ย้ายมาจาก สุโขทัย

โบนีญ่า โชว์ฟอร์มการถล่มประตูให้กับ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ได้อย่างสุดยอด เมื่อจัดการซัดไปถึง 16 ประตูจากการลงเล่น 20 นัด ในไทยลีกฤดูกาลนี้ ความเร็ว ความคล่องตัว และการจบสกอร์ที่เฉียบคมช่วยทัพ "แข้งเทพ" ได้เยอะมากยามมีเขาอยู่ในสนาม

แต่น่าเสียดายที่ศูนย์หน้าทีมชาติเอล ซัลวาดอร์ ต้องพบกับอาการบาดเจ็บเล่นงานช่วงท้ายซีซั่น ทั้งๆที่มีชื่อลุ้นคว้าดาวซัลโวได้ด้วย ซึ่งถ้าเขาฟิตพร้อมตลอดทั้งฤดูกาล ดูแล้ว ทรู แบงค็อก น่าจะมีแชมป์ติดไม้ติดมือสักถ้วยไปแล้ว

5. บรูโน่ กัลโล่ (เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด) ย้ายมาจาก ชาเวส

“กิเลนผยอง” คว้าตัว บรูโน่ กัลโล่ เข้ามาร่วมทัพในช่วงเลก 2 และมิดฟิลด์ชาวบราซิล วัย 31 ปี ก็ไม่ทำให้แฟนๆ ต้องผิดหวัง เมื่อโชว์ฟอร์มได้ดีต่อเนื่องทำให้ทีมมีผลงานที่ดีขึ้นในช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง

อดีตกัปตันทีม ชาเวส ลงสนามให้กับ เมืองทอง ไป 15 นัด ทำได้ 1 ประตู นอกจากจะเล่นในตำแหน่งกองกลางได้ดีแล้ว ก็มีช่วงที่ถูก กามา จับมาเล่นเป็นแบ็คซ้ายในยามที่ตัวหลักในตำแหน่งนี้บาดเจ็บ เขาก็ทำผลงานได้อย่างไร้ที่ติเช่นกัน

ซื้อยอดแย่

1. ไมค์ ฮาเวนาร์ (ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด) ย้ายมาจาก วิสเซล โกเบ

ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด จัดการคว้าตัว ไมค์ ฮาเวนาร์ กองหน้าดีกรีทีมชาติญี่ปุ่น จากสโมสร วิสเซล โกเบ มาร่วมทีม ซึ่งหวังจะใช้ประสบการณ์ของหัวหอกรายนี้ ที่เคยผ่านการลงเล่นกับสโมสรในยุโรปมาแล้วมากมาย ช่วยทีมในการคว้าแชมป์

แต่ทัพ "แข้งเทพ" กลับคิดผิดถนัด ไมค์ ไม่สามารถปรับตัวกับการเล่นในไทยได้ รูปร่างที่ดูสูงใหญ่ทำให้ดูเชื่องช้า และอาจไม่เหมาะกับสไตล์การเล่นของทีมที่เน้นความรวดเร็ว ทำให้ทำผลงานได้น่าผิดหวัง ลงสนามให้ทีม 7 นัด ยิงได้แค่ 3 ประตู ก่อนถูกปล่อยตัวออกจากทีมในช่วงตลาดเลก 2

2. ราสมุส ยอห์นสัน (บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด) ย้ายมาจาก เฮลซิงบอร์ก ไอเอฟ

กองหน้าวัย 29 ปี ดีกรีทีมชาติสวีเดน ของ เฮลซิงบอร์ก ย้ายมาร่วมทีม บุรีรัมย์ ในช่วงเลกที่ 2 ถือเป็นการคว้าตัวที่ฮือฮาที่สุดคนหนึ่ง เพราะนักเตะรายนี้เคยผ่านเวทีบุนเดสลีกา เยอรมนี กับ โวล์ฟสบวร์ก มาแล้ว แต่ดูเหมือนทัพ "ปราสาทสายฟ้า" จะเลือกผิดที่ดึงเข้ามาเสริมทัพ

เพราะเจ้าตัวไม่สามารถโชว์เพลงแข้งออกมาได้สมราคานักเตะที่เคยติดทีมชาติสวีเดนชุดใหญ่เลยแม้แต่น้อย มีโอกาสลงสนามต่อเนื่องแต่ก็เล่นไม่ได้ และยิงได้เพียงแค่ 1 ประตูเท่านั้น ซึ่งไม่สามารถที่จะช่วยทีมคว้าแชมป์ติดมือได้เลย

3. โจนาธาน เฮส (สุพรรณบุรี เอฟซี) ย้ายมาจาก พีที ประจวบ เอฟซี

การย้ายออกจาก พีที ประจวบ มาร่วมทีม สุพรรณบุรี ของ เฮส มีแต่ความวุ่นวาย ช่วงแรกที่มีข่าวว่าจะย้ายมา ถือเป็นดีลที่เรียกเสียงฮือฮาได้พอสมควร เพราะด้วยฟอร์มที่ยอดเยี่ยมกับทัพ "ต่อพิฆาต" ทำให้เจ้าตัวถูกตั้งความหวังเอาไว้ว่าจะสามารถเข้ามาเป็นตัวผลิตสกอร์ให้ "ช้างศึกยุทธหัตถี" แบบถล่มทลาย

แต่พอเล่นไปเล่นมากลายเป็นว่าผลงานที่เกิดขึ้น เหมือนไม่ใช่ โจนาธาน เฮส คนเดิม เจ้าตัวดูจะมีความมั่นใจในตัวเองมากเกินไป ในหลายๆจังหวะที่เขาพยายามจะเก็บบอลไว้กับตัว ไม่ยอมเล่นร่วมกับเพื่อนร่วมทีม จนสุดท้ายเสียบอลและทำให้ทีมเสียโอกาสที่จะลุ้นทำประตูไปด้วย ระบบทีมเวิร์คที่ถูกวางลงไปก็ถูกทำลายในชั่วพริบตา จน สุพรรณฯ เห็นว่าคงเก็บไว้ไม่ไหวแล้ว ต้องปล่อยตัวออกจากทีมในช่วงตลาดเปิดเลก 2 จึงส่งให้ไปอยู่กับ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ในที่สุด

4. เจย์ เอ็มมานูเอล-โธมัส (พีทีที ระยอง) ย้ายมาจาก ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส

พีทีที ระยอง ตัดสินใจแยกทางกับ “เจ็ท” เจย์ เอ็มมานูเอล โธมัส ศูนย์หน้าวัย 28 ปี ชาวอังกฤษ ก่อนที่ตลาดเลก 2 จะเปิดขึ้นด้วยซ้ำ หลังจากนักเตะมีปัญหาเรื่องการปรับตัว จนส่งผลกระทบต่อฟอร์มการเล่นที่ทำได้ต่ำกว่ามาตรฐาน

โดยหัวหอกร่างยักษ์ อดีตเด็กปั้นอาร์เซน่อล ย้ายมาร่วมทัพ “พลังเพลิง” ด้วยความหวังว่าจะมาเสริมความแข็งแกร่งในแนวรุกให้ดูดุดันขึ้น แต่ฟอร์มการลงสนามช่วยทีมทั้งสิ้น 12 นัดรวมทุกรายการ แบ่งเป็นในลีก 10 นัด, ช้าง เอฟเอ คัพ 1 นัด, โตโยต้า ลีกคัพ 1 นัด และยิงได้แค่ 1 ประตูเท่านั้น ก็ทำให้บอร์ดบริหารเห็นชัดแล้วว่าคงเก็บหมอนี้เอาไว้กับทีมต่อไปไม่ได้แล้ว

5. โมดิโบ ไมก้า (บุรีรัมย์) ย้ายมาจาก อัจมาน คลับ

อดีตกองหน้าของ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด เข้ามาเป็นตัวแทน ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต ที่ย้ายออกจากทีมไปอยู่กับ ยะโฮร์ ดารูล ทักซิม ด้วยความหวังจากแฟนบอลในการเข้ามาทำหน้าที่แทนดาวเด่นบราซิล ที่ดูแล้วเจ้าตัวน่าจะกดดันไม่น้อย

ซึ่งในวัย 32 ปี ไมก้า ไม่สามารถเข้ามาทดแทนได้ รวมทั้งมีปัญหาในการปรับตัวและถูกปล่อยออกจากทีมเมื่อฤดูกาลเริ่มขึ้นเพียงไม่นานเท่านั้น สรุปรวมแล้วเขาลงเล่นให้ บุรีรัมย์ ไปแล้ว 6 เกมในทุกรายการ ทำไป 2 ประตู และเวลาลงสนามรวมกันเพียง 343 นาทีเท่านั้น