จากการยึดอาชีพนักข่าวกีฬา มาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี ผ่านการรายงานข่าวทางสื่อวิทยุ โทรทัศน์ แม้กระทั่งการเขียนข่าวออกสู่สายตาประชาชนทาง นสพ.และเวปไซด์ และอีกหลากหลายสื่อที่เคยผ่านมือมา ล้วนแล้วแต่มีความทรงจำที่ดีมาทั้งสิ้น

 

มหกรรมกีฬาที่มีแข่งขันเป็นประจำทุกปี ได้แก่ กีฬาเยาวชนแห่งชาติ และกีฬาแห่งชาติ  ซึ่งรายการแรกเป็นการแข่งขันที่เฟ้นหาช้างเผือกมาประดับวงการกีฬาไทย
 
ขณะที่อีกรายการเป็นเวทีประลองฝีมือของนักกีฬาทีมชาติ ที่ทุกสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทยจะส่งนักกีฬาเข้าร่วมลงชิงชัย เพื่อดูผลงานนักกีฬาในรอบปีนั้น หรืออาจจะเป็นเวทีใช้คัดเลือก เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ
 
ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็มีไม่กี่น้อย ที่นักกีฬามักจะใช้ “กีฬาแห่งชาติ” เป็นการสร้างชื่อเสียง และ กอบโกยรายได้จากเงินอัดฉีดของแต่ละจังหวัด
 
นั่นคือหลากหลายเหตุผลที่เกิดขึ้น จากสองมหกรรมกีฬาที่เรามักเรียกรวมๆว่า “กีฬาชาติ”
 
ที่หยิบยกนำประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมา เนื่องจากว่ามีกระแสข่าวว่าระยะเวลาจัดการแข่งขันทั้ง 2 มหกรรมกีฬา อาจจะมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะ “กีฬาแห่งชาติ” ที่ปกติแล้วจะจัดขึ้นปีละหนึ่งครั้ง มีแนวโน้มว่าอาจจะจัด 2 หรือ 4 ปีครั้ง
 
เรื่องดังกล่าว เกิดขึ้น หลังจากที่ นายสมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์ รมว.การท่อง เที่ยวและกีฬา ได้เชิญ 72 สมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย มาประชุมร่วมกัน เพื่อรับฟังปัญหาและหาทางช่วยเหลือในการพัฒนานักกีฬาไทยให้ประสบความสำเร็จในการแข่งขันระดับนานาชาติ
 
ในครั้งนั้น  “เสธ.ยอด” พล.ต.อินทรัตน์ ยอดบางเตย นายกสมาคมยกน้ำหนักฯ ได้เสนอให้เปลี่ยนแปลงการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ จากการจัดปีละ 1 ครั้ง เป็นการจัด 2 ปีครั้งหรือ 4 ปีครั้งเหมือนกับประเทศจีน จะได้ไม่ซ้ำซ้อนและทำให้นักกีฬาต้องลงเล่นมากเกินไป
 
เมื่อมีบุคคลเสนอมา เจ้าของการแข่งขันอย่าง การกีฬาแห่งประเทศไทย หรือ กกท. โดย “บิ๊กหนุ่ม” นายกนกพันธุ์ จุลเกษม ผู้ว่าการ กกท. จึงต้องรีบออกมาชี้แจงเรื่องดังกล่าว ว่า การจะเปลี่ยนระยะเวลาการจัดกีฬาแห่งชาติ ต้องคิดกันให้รอบคอบ ไม่ใช่จะเอาความต้องการของ 1-2 สมาคมมาเป็นใหญ่
 
“ในอดีตประเทศไทยก็เคยเปลี่ยนแปลงระยะเวลาในการจัดกีฬาแห่งชาติมาแล้ว คือ หลังจบการแข่งขัน กีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 31 ที่จังหวัดระยอง เป็นเจ้าภาพ ในปี 2541 คณะรัฐมนตรีก็มีมติให้จัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ จากปีละครั้งเป็น 2 ปีครั้ง เริ่มตั้งแต่ กีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 42 ที่จังหวัดกรุงเทพมหานคร ปี 2543, กีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 43 ที่จังหวัดเชียงใหม่ ปี 2545, กีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 44 ที่จังหวัดราชบุรี ปี 2547 แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ สมาคมกีฬาต่างๆลงความเห็นว่า การจัดกีฬาแห่งชาติเป็นประจำทุกปี จะช่วยในการพัฒนานักกีฬาและบุคลากรมากกว่า ดังนั้นคณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้เปลี่ยนแปลงการจัดกีฬาแห่งชาติมาเป็นปีละครั้ง เริ่มตั้งแต่กีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 35 ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ปี 2549 และจัดเป็นประจำทุกปีจนถึงปัจจุบัน” บิ๊กหนุ่มกล่าว
 
พร้อมกันนี้ “บิ๊กหนุ่ม” ยืนยันหนักแน่นว่า การแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ยังจะจัดกันปีละ 1 ครั้งเหมือนเดิม คงจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ภายใน 3-5 ปีนี้ เนื่องจากได้กำหนดเจ้าภาพจัดการแข่งขันเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว คือ กีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 42 ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ที่เลื่อนไปจัดวันที่ 5-15 ม.ค.57, กีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 43 ที่จังหวัดนครราชสีมา ปี 2557 และ กีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 44 ที่จังหวัดนครสวรรค์ ปี 2558
 
โดยความคิดเห็นส่วนตัว มองว่า “กีฬาชาติ” ทั้งระดับเยาวชนและประชาชน จะจัดปีละครั้ง หรือ 2 ปีครั้ง หรือจะ 4 ปี ครั้ง ล้วนแต่มีประโยชน์ทั้งสิ้น โดยเฉพาะในแง่ของนักกีฬา
 
หากจะมองไปถึงสมาคมกีฬาเล็กๆ ที่ไม่ค่อยได้ส่งนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันในระดับนานาชาติ ยิ่งต้องเห็นใจ หากจะเว้นระยะการจัดนานเกินไป
 
เนื่องด้วยสมาคมกีฬาเล็กๆเหล่านี้ ใช้ “กีฬาชาติ” นี่แหละ เป็นเวทีประลองฝีมือนักกีฬาได้ดีทีเดียว
 
 ถึงบรรทัดนี้แล้วต้องกลับมาทบทวนกันอีกครั้ง หากจะเกิดการเปลี่ยนแปลง อาจจะต้องหาเหตุผลที่เหมาะที่ควรมาตอบคำถาม หลายสิบสมาคมกีฬา
 
อย่างไรเสีย คนที่จะได้รับประโยชน์ หรือเสียประโยชน์มากที่สุด นั่นก็คือ นักกีฬา นั่นเอง
 
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
ประวัติกีฬาแห่งชาติ
 
การแข่งขันกีฬาแห่งชาติ เป็นการแข่งขันกีฬาระดับชาติประจำปีในประเทศไทย อำนวยการจัดแข่งขันโดย องค์การส่งเสริมกีฬาแห่งประเทศไทย (อสกท.; ปัจจุบันคือ การกีฬาแห่งประเทศไทย; กกท.) วัตถุประสงค์แรกเริ่มคือ เพื่อคัดเลือกผู้แทนประเทศไทย ไปแข่งขันกีฬาแหลมทองครั้งที่ 4 โดยใช้ชื่อการแข่งขันว่า กีฬาเขตแห่งประเทศไทย โดยยุคแรกแบ่งกลุ่มนักกีฬาออกเป็น 5 เขตภูมิภาคต่างๆ (เพิ่มขึ้นเป็น 10 เขตในภายหลัง) ต่อมาเปลี่ยนวัตถุประสงค์ เป็นการสร้างความแข็งแกร่ง ให้แก่วงการกีฬาของชาติ และตั้งแต่การแข่งขันครั้งที่ 18 ประจำปี พ.ศ. 2528 คณะกรรมการ อสกท.มีมติให้เปลี่ยนไปใช้ชื่อปัจจุบัน ทั้งนี้ ตั้งแต่การแข่งขันครั้งที่ 31 ประจำปี พ.ศ. 2541 มีการเปลี่ยนรูปแบบการแบ่งกลุ่ม ออกเป็นตามจังหวัดต่างๆ และยังปรับลดการจัดแข่งขันลงเหลือ 2 ปีต่อครั้ง (ปีเว้นปี) แต่เปลี่ยนให้กลับไปจัดทุกปีอีกครั้ง ตั้งแต่การแข่งขันครั้งที่ 35 ประจำปี พ.ศ. 2549
 
 
 
โบราณเรื่อง