หลังจากที่ทัพ "ดาวทอง" ทีมชาติเวียดนาม ผงาดคว้าเหรียญทองเหรียญใหญ่ในมหกรรมซีเกมส์2019 ในการแข่งขันฟุตบอลทั้งทีมชายและทีมหญิงไปครองอย่างยิ่งใหญ่

ถึงตรงนี้คงกล้าพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำแล้วว่า ทีมชาติเวียดนาม ได้พัฒนาและยกระดับตัวเองจนก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของวงการลูกหนังอาเซียนอย่างแท้จริง


นักเตะสาวเวียดนาม ครองแชมป์ซีเกมส์ 2 สมัยติด!

ทั้งเรื่องอันดับในฟีฟ่าแรงกิ้ง ทั้งเรื่องของผลงาน พวกเขาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทีมของพวกเขามีมาตรฐานที่สูงขึ้น และยากที่จะปราชัยให้กับชาติใดในแถบอาเซียน

จากอดีตที่ผ่านมา ทีมชาติไทย เป็นทีมที่ครองเจ้าแห่งฟุตบอลอาเซียนมาโดยตลอด และเคยกวาดเรียบทั้งทีมหญิงและทีมชายในมหกรรมซีเกมส์มาแล้วหลายสมัย แต่จนถึงตอนนี้มันไม่มีอะไรที่ง่ายเหมือนอย่างเดิมอีกต่อไปแล้ว

และนี่คือ 5 สาเหตุสำคัญที่ทำให้ ทีมชาติเวียดนาม สามารถยกระดับการเล่นของตัวเอง จนสถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นทีมเบอร์หนึ่งของอาเซียน

1. ความกระหาย-มุ่งมั่นทั้งในสนามแข่งและสนามซ้อม

ในทุกเกมที่เราได้ดูทีมชาติเวียดนามลงสนาม ไม่ว่าจะเจอกับทีมไหน พวกเขาต่างลงเล่นด้วยความกระหาย และเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะ แม้ในหลายๆเกมที่เจอกับทีมชาติในระดับที่อยู่สูงกว่า แต่พวกเขาก็ไม่มีความเกรงกลัวในศักดิ์ศรีของคู่แข่ง ก่อนจะวิ่งใส่แบบเต็มสูบทุกครั้ง

จุดนี้เป็นเครื่องบ่งบอกชั้นดีถึงความมุ่งมั่นที่เต็มเปี่ยมของพวกเขา ทั้งในยามแข่งขันและเวลาลงฝึกซ้อม เพราะต่อให้วันแข่งจะมีกระหายมากขนาดไหน แต่ในช่วงของการฝึกซ้อมกลับทำไม่เต็มที่และขาดความมุ่งมั่นไป มันก็เป็นเรื่องยากที่จะมีพละกำลังในการไล่บดคู่แข่งได้ตามความคิดของตัวเอง ฉะนั้นความกระหายและมุ่งมั่นของพวกเขามันมีอยู่ในตัวตลอดเวลา

บางทีจุดนี้มันอาจจะเป็นข้อแตกต่างจากทีมชาติไทย ที่ดูจะชินชากับการเป็นแชมป์ซีเกมซ์ จนทำให้ขาดความกระหายและแรงจูงใจไป ผลงานจึงออกมาอย่างที่เห็น


2. ความมั่นใจ

ด้วยผลงานที่ทำได้อย่างยอดเยี่ยมของทีมชาติเวียดนาม ทำให้นักเตะลงสนามด้วยความมั่นใจ และไม่มีความเกรงกลัวชาติใดหลงเหลืออยู่เลย ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อนักเตะพกความมั่นใจลงไปเล่น เวลาคิดจะทำอะไรมันก็ออกมาดูดีไปหมด

แต่หากย้อนกลับไปสัก 10 ปี จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่าทัพ "ดาวทอง" ในอดีต แตกต่างจากนักเตะชุดนี้อย่างสิ้นเชิง ยังไม่ต้องมองเรื่องฝีเท้า แต่เอาแค่หัวจิตหัวใจมันก็ต่างกันแบบชัดเจนแล้ว เวียดนาม ในอดีตเป็นทีมที่ดี แต่พวกเขาก็ยังไปไม่สุดทางฝันอย่างที่ควรจะเป็น เพราะต่อให้ดีขนาดไหน เมื่อลงสนามก็โดนคู่แข่งที่เหนือกว่าไล่ข่มจนสภาพจิตใจไม่พร้อมสู้จนสุดท้ายผลงานก็ไม่กระเตื้อง


3. การพัฒนาที่ยอดเยี่ยม

อย่างที่บอกว่าในอดีตเวียดนาม เป็นทีมที่ดี และมีนักเตะชื่อดังมากมาย ขนาดแค่ในวีลีก ของบ้านเขาซึ่งนับเป็นลีกที่มีพัฒนาการ เติบโตมาก่อนในประเทศไทยด้วยซ้ำไป จะเห็นว่านักเตะทีมชาติไทยยุคก่อนๆ หลายคนก็เคยออกไปหากินค้าแข้งในประเทศนี้กันมาแล้วทั้งนั้น

ต่อให้ลีกจะแข็งขนาดไหน แต่บทสรุปสุดท้ายในนามทีมชาติเวียดนาม พวกเขาก็ยังคงไปไม่ถึงฝัน ก่อนที่จะหันมาเดินหน้าพัฒนาอย่างเอาจริงเอาจัง และไม่ได้พัฒนาด้านเดียว แต่เป็นการพัฒนาอย่างเป็นระบบแบบแผน เริ่มต้นจากรากฐาน แม้อาจจะต้องใช้เวลานานสักหน่อย แต่มันก็เป็นการพัฒนาแบบยั่งยืนและมั่นคง จนเริ่มที่จะผลิดอกออกผลให้เห็นในปัจจุบัน


4. พวกเขาเล่นกันมานาน

การพัฒนาอย่างเป็นระบบต้องใช้เวลา แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งสิ่งที่ทำกันมาก็เริ่มเห็นผล บรรดานักเตะในทีมชุดใหญ่ของเวียดนาม หลายคนอายุยังน้อยและสามารถพัฒนาต่อไปได้อีก ซึ่งพวกเขาถูกฟูมฟักด้วยระยะเวลา ผ่านการพัฒนามาอย่างเป็นระบบ

หลายคนเล่นด้วยกันมานานตั้งแต่สมัยยังเป็นระดับเยาวชน ซึ่งจุดนี้ถือเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งของพวกเขาที่ยากจะหาตัวจับ เพราะการที่ทีมๆหนึ่งมีนักเตะเข้าขารู้ใจกันแทบทั้งทีม ผ่านการพัฒนาและเติบโตมาด้วยกัน พวกเขาต่างก็จะรู้หน้าที่ของตัวเองดีว่าในสนามควรจะทำอย่างไร ทั้งในการเล่นเกมรับและขึ้นเกมรุกก็จะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ความรู้ใจกันของนักเตะ


5. ได้ผู้นำที่มีหัวใจจะพัฒนาทีม

เหนือสิ่งอื่นใดในการที่เราจะพัฒนาอะไรสักอย่าง เราต้องมีผู้นำที่มีจิตใจรักในฟุตบอล มีความคิดที่จะพัฒนาอย่างแท้จริง และก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าภายใต้การคุมทัพของ ปาร์ค ฮัง ซอ กุนซือชาวเกาหลีใต้ผู้นี้ ที่เป็นผู้ต่อจิ๊กซอว์ทุกชิ้นเข้าด้วยตัวเอง ทำให้ภาพฝันของเวียดนามออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ


ปาร์ค ฮัง ซอ ผู้พลิกโฉมทีมชาติเวียดนาม

ไม่แปลกใจที่กุนซือผู้นี้จะถูกชาวเวียดนามยกย่องเทิดทูนว่าเป็นผู้เสกทีมชาติของเขาให้ก้าวมายืนตรงจุดนี้ เปรียบเทียบง่ายๆก็คล้ายๆกับ โค้ชเช ยอง ซอก ผู้ที่เข้ามายกระดับวงการเทควันโดของทีมชาติไทย ให้ก้าวขึ้นไปเป็นหนึ่งในชั้นนำของเวทีโลก...

"บิ๊ก กิโล10"