หากย้อนไปประมาณ 6 ปีก่อน ฟุตบอลในย่านอาเซียน ต้องยอมสยบอยู่ใต้แทบเท้าของ ทีมชาติไทย เพราะนับตั้งแต่ปี 2013 ที่ ไทย คว้าแชมป์ซีเกมส์ ที่พม่าได้ เราก็กวาดทุกแชมป์ในภูมิภาคนี้มาจนหมดสิ้น

ทีมชาติไทย ภายใต้การคุมทัพของ "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ได้สร้างความสุขให้คนไทยเหลือล้น จากกระแสฟุตบอลทีมชาติที่เงียบมานาน ก็กลายเป็นกระแสแห่งความคลั่งไคล้ของประชาชนทุกคนในประเทศ

ตั๋วเข้าชมเกมที่ชาติ จากสมัยก่อนที่ขายยังไงก็เหลือ ขายยังไงก็ไม่หมด แต่พอมาถึงยุค "ซิโก้" ขายได้ไม่ถึง 1 นาที ก็หมดเกลี้ยง เรียกว่าขายดีกันจนเว็บล่มเลยทีเดียว

แต่อนิจจา "ซิโก้" ก็มิอาจอยู่ทำงานที่เขารักได้ต่อไป เมื่อมีความไม่ราบรื่นในการทำงานกับ นายกสมาคมฟุตบอลฯคนใหม่ที่เข้ามา นั่นคือ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง

ความพ่ายแพ้ต่อ ญี่ปุ่น 4-0 ในศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก คือฟางเส้นสุดท้าย พร้อมกับวลีเด็ด "ผมอาย" ที่ทำให้ ทีมชาติไทย ต้องถึงคราวเปลี่ยนแปลง

ทีมชาติไทย เปลี่ยนโค้ชคนใหม่มาหลายมือ ตั้งแต่ มิโลวาน ราเยวัช, ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย จนมาถึง อากิระ นิชิโนะ แต่ก็ยังไม่มีโค้ชคนไหนที่พาทีมประสบความสำเร็จได้

สวนทางกับ ทีมชาติเวียดนาม ที่จากเดิมเจอไทยทีไรก็แพ้ตลอด แม้จะใช้โค้ชชาวญี่ปุ่นอย่าง โทชิยะ มิอุระ ก็ยังแซงหน้าไทยไม่ได้ หรือจะเปลี่ยนกลับมาใช้โค้ชบ้านเกิดอย่าง เหงียน ฮู ทัง ก็ยังไม่ดีขึ้น

จนพวกเขาได้เซ็นสัญญากับ ปาร์ค ฮัง ซอ โค้ชวัย 58 ปี ชาวเกาหลีใต้ เมื่อปี 2017 ประวัติศาสตร์ฟุตบอลเวียดนาม ก็ถึงคราวได้พลิกโฉมหน้าครั้งใหญ่

ปาร์ค ฮัง ซอ ในตอนนั้น ไม่ใช่โค้ชที่โด่งดังอะไร เขาเคยเป็นผู้ช่วยของ กุส ฮิสดิ้ง ในการคุมทัพเกาหลีใต้ ลงแข่งฟุตบอลโลก 2002 ที่ประเทศตัวเองเป็นเจ้าภาพ และเคยพาทีม เกาหลีใต้ U23 ได้เหรียญทองแดง ในเอเชียนเกมส์ 2002

จากนั้นก็เบนเข็มมาทำงานในระดับสโมสร และเคยคุมทีมมาไม่กี่สโมสรเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นทีมในลีกรอง มีแค่กับ ชุนนัม ดราก้อน เท่านั้นที่ดูจะเป็นทีมที่ใหญ่ที่สุด

การห่างหายจากการคุมทีมระดับทีมชาติไปนานกว่า 15 ปี ทำให้ตอนแรกแฟนบอลเวียดนาม ก็ยังคาใจ และสงสัยให้ตัว ปาร์ค ฮัง ซอ ว่าจะทำให้ ทีมชาติเวียดนาม ดีขึ้นได้หรือไม่

ซึ่ง ปาร์ค ฮัง ซอ ได้เข้ามาปฏิวัติฟุตบอลเวียดนามใหม่ทั้งหมด เขานำระบบ "เพรสซิ่ง" มาใช้กับเวียดนาม และจัดการโละผู้เล่นตัวเก๋าๆของทีมชาติในตอนนั้นออกไปหลายคน และแทนที่ด้วยนักเตะพลังหนุ่มมากมายจากชุด U23

เวียดนาม ปรับเปลี่ยนสไตล์การเล่นใหม่ มาเล่นแบบวิ่งสู้ฟัด เน้นความฟิต และพลังกำลัง แท็คติกก็ไม่มีอะไรมาก คือฟุตบอลไดเร็ก กองหลังรับให้แน่น แล้วส่งบอลไปสู่แดนหน้าให้เร็วและน้อยจังหวะมากที่สุด

และเพียงรายการแรกๆของเขา ในศึก U23 ชิงแชมป์เอเชีย 2018 ที่ประเทศจีน ในเดือนมกราคม ปีที่แล้ว ซึ่งตอนนั้นเขาเพิ่งมาทำทีมชาติเวียดนาม ได้แค่ 3 เดือนกว่าๆ เขาก็สามารถพาเวียดนามผงาดไปถึงตำแหน่งรองแชมป์ได้แบบช็อคทั้งทวีป

พวกเขาชนะได้ทั้ง ออสเตรเลีย, อิรัก และ กาตาร์ และเกือบจะชนะ อุซเบกิสถาน ได้เป็นแชมป์แล้ว แต่น่าเสียดายที่มาโดนยิงในช่วงต่อเวลาพิเศษนาทีที่ 120 แพ้ไป 2-1 ในช่วงวินาทีสุดท้าย

จากความสำเร็จที่ล้นเหลือของ เวียดนาม ในรายการนั้น ทำให้แฟนบอลทั้งประเทศ ไม่มีใครคลางแคลงใจ ปาร์ค ฮัง ซอ อีก และเขาก็ได้รับการสนับสนุนเต็มที่จาก สมาคมฟุตบอลเวียดนาม ให้จัดการทุกอย่างด้วยตัวเขาเอง

และอย่างที่ทุกคนทราบกัน เวียดนาม ก็เดินหน้ากวาดทุกความสำเร็จได้แบบสุดยอด ทั้ง อันดับ 4 เอเชียนเกมส์ 2018, แชมป์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ 2018, เข้ารอบ 8 ทีม เอเชียนคัพ 2019, และล่าสุด แชมป์ซีเกมส์ 2019 ส่วนในฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก ก็ยังนำเป็นจ่าฝูงกลุ่มจี อยู่ในเวลานี้

ทำให้ในตอนนี้ เวียดนาม แซงหน้า ทีมชาติไทย ขึ้นไปยึดเบอร์ 1 ของอาเซียนได้เต็มตัว และพวกเขากำลังจะท้าทายระดับเอเชียให้สั่นสะเทือน

ซึ่งก็ไม่รู้ว่าอีกกี่ปี ไทย จะถึงไล่ตามทัน เพื่อแซงกลับไปเป็นจ้าวอาเซียนอีกครั้ง...

และนี่คือ ผลงานของ เวียดนาม ในปี 2018-2019 เมื่อเทียบกับ ทีมชาติไทย

U23 ชิงแชมป์เอเชีย 2018
เวียดนาม​ = รองแชมป์เอเชีย
ไทย​ = ตกรอบแรก​

เอเชี่ยนเกมส์ 2018
เวียดนาม​ = 4 ทีมสุดท้าย
ไทย​ = ตกรอบแรก​

เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ 2018
เวียดนาม​ = แชมป์ 
ไทย​ = รอบ​รองชนะเลิศ

เอเชียนคัพ 2019
เวียดนาม​ = 8 ทีม ​
ไทย​ = 16​ ทีม​

คิงส์คัพ 2019
เวียดนาม​ = รองแชมป์
ไทย​ = จบบ๊วย

U23 ชิงแชมป์เอเชีย 2020 รอบคัดเลือก 
เวียดนาม​ =  แชมป์กลุ่ม
ไทย​ = รองแชมป์ (แล้วจะตกรอบด้วย ถ้าไม่ได้เป็นเจ้าภาพ)

คัดฟุตบอลโลก 2022
เวียดนาม​ = จ่าฝูง​ตอนนี้​ 
ไทย​ = อันดับที่ 3 

​​ซีเกมส์ 2019​
เวียดนาม​ = เหรียญทอง
ไทย​ = ตกรอบแรก