บิ๊กแมตช์ประจำค่ำคืนนี้ แมนฯซิตี้ เปิดรัง เอติฮัด สเตเดี้ยม พบ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ช่วงหลัง ปีศาจแดง มักเป็นฝ่ายเพลี้ยงพล้ำให้กับเพื่อนบ้านสีฟ้าที่กุมบังเเหียนโดย เป๊ป กวาร์ดิโอล่า อย่างไรก็ตาม แมนฯยูไนเต็ด ที่พกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยมจากเกมล่าสุด

และมักจะทำผลงานได้ดีในการเจอทีมใหญ่ก็พร้อมจะสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยเช่นกัน ก่อนเกมจะเริ่มขึ้นผมได้หยิบ 4 ปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวตัดสินเกมในวันนี้มาโหมโรงกันพอหอมปากหอมคอ ว่าแล้วไปลุยกันเลยครับ 

15-30 นาทีเผด็จศึก 
จากสถิติระบุว่านักเตะ แมนฯซิตี้ มักจะเสียประตูบ่อยในช่วงนาทีที่ 15-30 โดยซีซั่นนี้โดนไปแล้ว 5 ประตูในช่วงเวลาดังกล่าวซึ่งมีเพียง นอริช ซิตี้, เซาธ์แฮมป์ตัน และ เวสต์แฮม เท่านั้นที่เสียประตูเยอะกว่าในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ในขณะที่นาทีทองของ แมนฯยูไนเต็ด ก็มักจะเกิดขึ้นในช่วงนาทีที่ 15-30 เช่นกัน ตามสถิติระบุว่า แมนฯยูไนเต็ด ของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชากระทุ้งตาข่ายคู่แข่งในช่วงเวลานี้ได้เยอะที่สุด โดยฤดูกาลนี้กดไปแล้ว 6 ตุง เพราะฉะนั้นหากเน้นและพุ่งสมาธิไปในช่วงเวลานี้ ไม่แน่เหมือนกันว่ามันอาจจะทำให้พวกเขาเป็นฝ่ายได้เปรียบตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแรก 

นาทีบาป 
ฤดูกาลนี้ แมนฯซิตี้ เป็นทีมที่ยิงประตูในช่วง 15 นาทีสุดท้ายได้เยอะที่สุดในพรีเมียร์ลีก ด้วยจำนวน 10 ประตูจาก 14 เกมที่่ผ่านมาส่งผลให้ทัพ เรือใบสีฟ้า เป็นทีมที่ยืนหนึ่งในเรื่องการยิงนาทีบาป นั่นคือจุดที่ แมนฯยูไนเต็ด ต้องระวังเป็นอย่างยิ่งเพราะมันเป็นช่วงที่ แมนฯยูไนเต็ด อ่อนแอที่สุดเช่นกัน เนื่องจากซีซั่นนี้ ปีศาจแดง มักจะเสียสมาธิในช่วงท้ายเกมส่งผลให้ไม่สามารถเก็บชัยชนะได้ในหลายๆ เกม  

 แม็คโทมิเนย์ vs เควิน เดอ บรอยน์ 
การกลับมาจากอาการบาดเจ็บของ สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ ส่งผลให้เกมแดนกลางของ แมนฯยูไนเต็ด มีความสมดุลและเปี่ยมไปด้วยพลังจากการไล่อัดแดนกลางของ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ จนเป๋ไม่เป็นท่าในเกมล่าสุด แน่นอนว่านี่คือนักเตะที่มีรูปร่างสูงใหญ่และขยัน แถมยังอ่านเกมได้เก่งเชื่อว่าเกมนี้จะได้รับหน้าที่ตามจัดการ เควิน เดอ บรอยน์ ราชาแห่งการสร้างโอกาสของเจ้าถิ่น ซึ่งซีซั่นนี้สร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมไปแล้ว 37 ครั้ง และมาจากฟรีคิกอีก 18 ครั้ง ทำไป 9 แอสซิสต์ โดดเด่นเป็นอันดับ 1 ของลีกในเวลานี้  

ครองบอล vs โต้กลับ
แมนฯซิตี้ เป็นทีมที่มีเปอร์เซ็นต์การครองบอลเฉลี่ยเยอะที่สุดในพรีเมียร์ลีกนั่นคือปรัชญาการทำทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่ปลูกฝังนักเตะมาตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าสู่รั้ว เอติฮัด สเตเดี้ยม แน่นอนว่าแนวทางนี้ส่งผลให้พวกเขาเหนือกว่าคู่แข่งและสามารถเป็นฝ่ายคุมเกมไว้ในมือ อย่างไรก็ตาม แมนฯยูไนเต็ด ในยุคของ โซลชา มีทีเด็ดอยู่ที่เกมโต้กลับเร็ว เนื่องจากแนวรุกความเร็วสูงทุกราย และจะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อเล่นเกมเคาน์เตอร์แอทแทค เหมือนที่ เชลซี, ลิเวอร์พูล เคยโดนเล่นงานมาแล้ว คงต้องดูกันนะครับว่าในท้ายที่สุดแล้วแท็คติกของใครจะได้ผลและนักเตะฝั่งใดจะทำได้ดีกว่ากัน  

บู๊วัวแดง