แม้จะเยือกเย็นแค่ไหน แต่ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ก็เคยต้องเผชิญกับวันเวลาที่น่าหวาดกลัวที่สุดในชีวิตมาแล้ว

มันเป็นเรื่องราวที่หลายๆ คนอาจพอจะทราบกันมาบ้าง นั่นก็คือวันวานตอนอายุ 20 ที่เจ้าตัวเคยปวดท้องอย่างหนักจนถึงขั้นต้องถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแบบฉุกเฉินในช่วงที่กำลังฝึกซ้อม

อาการติดเชื้อในช่องท้องและไส้ติ่ง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้แนวรับชาวดัตช์ ต้องแอดมิดนอนอยู่ในโรงพยาบาลถึง 2 สัปดาห์ และน้ำหนักหล่นฮวบลงไปถึง 2 สโตนส์

เฮลเลน คุณแม่ของ ฟาน ไดจ์ค ต้องขับรถไกลจาก เบรด้า มาที่ โกรนิงเก้น 15 ไมล์ พร้อมกับเซ็นเอกสารรับรองร่วมกับลูกชายในกรณีที่หากมีการเสียชีวิตเกิดขึ้น

ตามคำบอกเล่าของคุณแม่ และเพื่อนสนิทในตอนนั้น ทุกคนต่างระบุเป็นเสียงเดียวกันว่าแววตาของ ฟาน ไดจ์ค แลดูคนที่ใกล้ตายเต็มที มันเป็นประสบการณ์ที่เลวร้ายมาก และฟุตบอลก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีความหมายเลยสักนิด

ภายหลังจากที่ผ่านช่วงวิกฤติชีวิตของตัวเองมาได้ นั่นก็เป็นเหมือนกำลังใจที่ทำให้ ฟาน ไดจ์ค มีความกระหายและเห็นคุณค่าของการมีชีวิตมากขึ้น และมันคือ 1 ในคีย์สำคัญที่ทำให้เขามีวันนี้

ดาวเตะเจ้าของเสื้อเบอร์ 4 คือแข้งคนแรกนับตั้งแต่ยุคของ ไมเคิ่ล โอเว่น ที่ถูกพิจารณาในรางวัล บัลลงดอร์ แบบจริงจัง จากผลงานในสนามเมื่อซีซั่นก่อนที่ไร้ข้อกังขา

อดีตแนวรับ เซาธ์แฮมป์ตัน พาพลพรรค “หงส์แดง” เสียประตูแค่ 22 ประตู เมื่อซีซั่นก่อน พร้อมรักษาคลีนชีตเบ็ดเสร็จ 21 เกม พ่วงด้วยถ้วย “บิ๊กเอียร์” ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

รางวัลแข้งยอดเยี่ยมของ พีเอฟเอ ทำให้ ฟาน ไดจ์ค กลายเป็นกองหลังคนแรกที่คว้ารางวัลมาครองนับตั้งแต่ จอห์น เทอร์รี่ ทำได้เมื่อปี 2006

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ฟาน ไดจ์ค คงไม่สามารถทำอะไรได้ดีมากไปกว่านี้อีกแล้ว

จาก โกรนิงเก้น ถึง เซลติก เรื่อยมจนถึงชีวิตที่ เซาธ์แฮมป์ตัน เราจะเห็นได้ว่า ฟาน ไดจ์ค ใช้เวลาพอสมควรกว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นสุดยอดเซ็นเตอร์ฮาล์ฟระดับโลกได้จริงๆ ภายใต้ขวบวัยที่ 28 ปี

ในช่วงอายุ 18-24 ปี เขาอาจยังดูไม่มีแววสำหรับการเป็นแข้งระดับโลกเลยด้วยซ้ำ แต่คุณคงไม่สามารถคาดเดาพัฒนาการณ์ใดๆ ของนักฟุตบอลได้

การนำ เลสเตอร์ ซิตี้ 8 แต้ม และทิ้งห่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 11 คะแนน พาทีมขึ้นนำจ่าฝูงแบบไร้พ่าย บางทีนั่นอาจเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าการคว้า บัลลงดอร์ ด้วยซ้ำ

อิทธิพลของ ฟาน ไดจ์ค ที่มีต่อ ลิเวอร์พูล นั้นสูงลิบลิ่วตั้งแต่วันแรกที่เขาย้ายเข้าสู่ทีมด้วยค่าตัว 75 ล้านปอนด์ เขาไม่ต้องใช้เวลาในการปรับตัวใดๆ เลย เพื่อให้แผงกองหลัง “หงส์แดง” แปรสภาพจากกระดาษทิชชูให้กลายเป็นภูผาเหล็ก

มันคือช่วงเวลาน่าอัศจรรย์ และคือช่วงเวลาสำคัญบนหน้าประวัติศาสตร์ ลิเวอร์พูล ซึ่งคงจะต้องให้เครดิตต่อๆ ไปถึงผู้คนมากมาย หากพวกเขาล้างอาถรรพ์ คว้าแชมป์ พรีเมียร์ ลีก ครั้งแรกมาครองได้สำเร็จ

หากวันนั้นมาถึง ชื่อของ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค จะยืนอยู่เหนือทุกๆ คนแบบไร้ข้อกังขายิ่งกว่า บัลลงดอร์ ครั้งใดๆ ครับ