ยอมรับตามตรง ฟอร์มการออกตัวของทัพช้างศึกไม่แจ่มอย่างที่คิด การแพ้ต่ออินโดมีแผลให้แก้หลายจุด แต่แม้จะออกตัวไม่ค่อยโสภานัก แต่สงครามนี้มันยังไม่จบ...

มหกรรมกีฬาที่ถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในย่านภูมิภาคอาเซียน หรือ South East Asian อย่างศึก ซีเกมส์ สำหรับปี 2019  นับเป็นครั้งที่ 30 แล้ว โดยฟิลิปปินสรับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพ จัดขึ้น ใช้ 4 เมืองหลักคือ กรุงมะนิลา, คลาร์ก, ซูบิค, ลูซอน มี 56 ชนิดกีฬา และ 530 เหรียญทอง ให้ชิงชัย

ส่วน พิธีเปิด จะมีขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 พฤศจิกายน แต่ก็มีบางชนิดกีฬาต้องเริ่มแข่งขันก่อน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือกีฬามหาชนอย่าง ฟุตบอล ทั้ง ทีมชาย และ ทีมหญิง ที่เริ่มแข่งขันในวันที่ 26 พฤศจิกายน เป็นนัดแรก

สำหรับ ทัพ “ช้างศึก” ที่มี อากิระ นิชิโนะ คุมบังเหียน ประเดิมสนามนัดแรก กลุ่ม บี. ด้วยการพ่ายต่อ อินโดนีเซีย ไปแบบช็อคสายตาแฟนบอล 0-2 นับเป็นการพ่ายแพ้ทีมลูกหนังจากแดนอิเหนาในซีเกมส์เป็นครั้งแรกรอบ 8 ปีเลยทีเดียว

มันเกิดอะไรขึ้นในเกมนี้ ?

นิชิโนะ จัดทัพในระบบ 4-2-3-1 มี นนท์ ม่วงงาม เฝ้าเสา แนวรับจัดแผงแบ็กโฟร์ ศรายุทธ สมพิมพ์ แบ็กขวา, ทิตาธร อักษรศรี แบ็กซ้าย มี ชินภัทร ลีเอาะ กับ ศฤงคาร พรหมสุภะ ยืนคู่เซนเตอร์

คู่กลางตัดเกมใช้ กฤษดา กาแมน กับ ฉัตรมงคล ทองคีรี ส่วนริมเส้น ฝั่งขวา เจริญศักดิ์ วงษ์กรณ์ ซ้ายเป็น อานนท์ อมรเลิศศักดิ์ ที่สวมปลอกแขนกัปตันทีม โดยมี ศุภชัย ใจเด็ด ยืนหน้าต่ำ วาง ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา ค้ำเป็นหน้าเป้า

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นตั้งแต่ 4 นาทีแรก สมาธิในช่วงต้นเกม ที่ปิดเกมด้านข้างจากจังหวะเตะมุมสั้นของ อินโด ไม่ได้ แถมแนวรับยังสกัดบอลกันไม่ขาด เป็นเหตุให้เสียประตู ตามหลังก่อน 0-1 

แม้จะเป็นฝ่ายตามหลังก่อน แต่ดูเหมือนทัพช้างศึกก็ยังไม่ได้เพิ่มสปีดบอลโหมบุกเอาประตูมากนัก ส่วนหนึ่งก็พอเข้าใจได้ว่า มันเพิ่งต้นเกม ยังมีเวลาอีกเพียบ เลยเล่นตามจังหวะเกม มีโอกาสค่อยเร่งสปีดเข้าทำ

เพียงแต่ที่สังเกตุ คือจังหวะในพื้นที่สุดท้ายของอินโด ลูกทีมของ นิชิโนะ แทบไม่เข้าสร้างความอันตรายเลย ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา โดดเดี่ยวเกินไป เล่นไม่ออก ผิดกลับฝั่งอินโดยิ่งเล่นยิ่งมั่นใจ วินัยเกมรับดี แถมมีลูกตอบโต้สวยๆเกือบได้ลูกสองหลายครั้ง

ครึ่งหลัง นิชิโนะ ขยับทีเดียว 2 คน สิทธิโชค ภาโส กับ สุภโชค สารชาติ ลงแทน ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา และ ฉัตรมงคล ทองคีรี พร้อมเปลี่ยนแท็คติกยืน 4-1-3-2 ปรับ กฤษดา กาแมน ยืนเป็นมิดฟิลด์ตัวรับคนเดียว โดยมีแนวรุกถึง 5 คน

จากนั้นเกมเป็นของไทย สามารถคุมเกมได้ เกมรุกพยายามเร่งสปีด ทั้งการเคลื่อนที่ การส่งบอล มากขึ้น เน้นเข้าทำ บอลเท้าสู่เท้า เพียงแต่ความแม่นยำ ยังไม่ใช่จุดที่ดีที่สุด ยังมีการจ่ายบอลขาดๆเกินๆ บ่อยครั้ง ซึ่งหลายครั้งถูกเกมโต้กลับอินโดเล่นงาน

คือใช่ว่าจะไม่มีช่องเจาะ มีโอกาสหลุดทะลุเข้าเขตโทษที่จะแจ้งและน่าได้มากๆ ครั้ง สองครั้ง แต่ทิ้งโอกาสนั้นไป ก่อนจะมาเสียประตูที่สองจากการโดนโต้กลับช่วงท้ายเกม เหมือนปิดเกมนี้ไปโดยปริยาย

“เราไม่ได้ผลการแข่งขันที่หวังไว้ เราเสียประตูเพราะเราเสียเชฟของตัวเองในการขึ้นบอล ประตูแรกที่เสียเกิดขึ้นในช่วง 5 นาทีแรก ก็ต้องมีสมาธิมากกว่านี้ 4 เกมที่เหลือในรอบแรก ถ้าต้องการป้องกันแชมป์ ต้องเก็บ 3 แต้ม ให้ได้ทุกเกม”

อานนท์ อมรเลิศศักดิ์ ยอมรับกับความพ่ายแพ้ พร้อมกระตุ้นเพื่อนๆไปในตัวด้วย

แม้จะมีปัจจัยเรื่องสนามหญ้าเทียม ที่นักเตะไทยไม่คุ้น แต่ที่ผ่านมาก็พยายามปรับตัวมาพอสมควร แถมคงอ้างไม่ได้ เพราะอินโดก็เล่นที่เดียวกัน ส่วนโควต้าอายุเกิน ก็หยิบมาอ้างไม่ได้เช่นกัน นั่นเพราะเป็นแนวทางที่ตัดสินใจไปแล้ว

แต่สิ่งที่เห็น ความตั้งใจ ความมุ่งมั่น ฝั่งอินโดมีเต็มเปื่ยมมากกว่า ไหนจะพลังการเร่งเครื่องเดินหน้าบุกเอาประตูคืน หลายครั้งหลายจังหวะดูเฉื่อยช้าเกินไป ความเด็ดขาดในพื้นที่สุดท้ายไม่แม่นยำ จังหวะจ่ายบอลขาดๆเกินๆ นั่นแหล่ะที่ต้องปรับให้ได้

การเริ่มต้นของทัพ ช้างศึก หากมองมุมบวก แพ้ในนัดเริ่มต้น มันได้เห็นภาพของข้อผิดพลาดชัดเจน ซึ่งหนทางยังเหลืออีก 4 นัด ซึ่ง 3 นัดถัดจากนี้กับ บรูไน, สิงคโปร์ และ สปป.ลาว ต้องได้ 9 แต้ม ก่อนไปวัดนัดทิ้งท้ายรอบแรกกับ เวียดนาม

เอาล่ะ!!! แม้จะออกตัวไม่ค่อยโสภา แต่ใช่ว่าการป้องกันเหรียญทองมันจะจบแล้ว ในเมื่อยังมีทางให้สู้ ก็ต้องสู้กันต่อไป “ช้างศึก” ไทยแลนด์ สู้ สู้

Mr.SAMBUK