สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสได้เดินทางไปที่กรุงมะนิลา, ฟิลิปปินส์ ประเทศเจ้าภาพของการแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 30 ที่จะเปิดฉากขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนนี้

ทว่าการเดินทางไปครั้งนี้ มิได้เกี่ยวกับการทำงานซีเกมส์ หรืองานอื่น ๆ แต่อย่างใด เพราะเคยรับปากเพื่อนฟิลิปปินส์ ว่าจะไปเยือนให้ได้สักครั้งในปีนี้

เพื่อนคนนี้ของผู้เขียน มีชื่อว่า "จัมโบ้" หรือชื่อเต็ม ๆ ว่า โรนัลด์ คริส ดิมาคูลังแกน ผู้เขียนรู้จักเขาครั้งแรกเมื่อปี 2016 โดยครั้งนั้น เขารับหน้าที่เป็น "เลซอง" หรือเจ้าหน้าที่ทีมประจำทีมชาติไทย ในการแข่งขัน PSL อินวิเตชัน

แต่หลังจากที่รู้จักกันมา ทำให้รู้ว่า "จัมโบ้" ไม่ได้ทำงานแค่เป็นเจ้าหน้าที่ของทีม แต่ยังทำงานให้กับสมาคมวอลเลย์บอลของฟิลิปปินส์ และยังเป็นโค้ชของทีมวอลเลย์บอลอีกด้วย

ในช่วงที่ไปครั้งนี้ "จัมโบ้" มีงานที่ทำอยู่ 2 อย่าง คือการคุมทีมมหาวิทยาลัยลงซ้อม และการทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ดูแลการแข่งขันของซีเกมส์ ในหลาย ๆ ชนิดกีฬา

วันไหนที่ไม่มีการประชุมเตรียมงานซีเกมส์ "จัมโบ้" ก็จะเข้ามาคุมทีมมหาวิทยาลัยลงฝึกซ้อม เพื่อเตรียมทีมลงแข่งขันในรายการ UAAP

สำหรับ มหาวิทยาลัย ที่ "จัมโบ้" ดูแลอยู่ คือ University of East หรือถ้าจะแปลเป็นไทยคือ มหาวิทยาลัยภาคตะวันออก แต่คนที่นั่นเรียกสั้น ๆ ว่า UE

"จัมโบ้" รับงานคุมทีม UE มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ในการแข่งขัน UAAP หรือรายการชิงแชมป์มหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดของฟิลิปปินส์

จัมโบ้ (ภาพจาก Volleyball PH)

UAAP จะเป็นการรวมทีมวอลเลย์บอลชั้นนำของประเทศ มาร่วมชิงชัย ซึ่งไม่ได้จะมีแค่วอลเลย์บอล แต่มีทั้งฟุตบอล วอลเลย์บอล บาสเกตบอล ฯลฯ

ซึ่งในชนิดกีฬาวอลเลย์บอล มีการแข่งขันอยู่ 4 ประเภท คือทีมชาย ทีมหญิง เยาวชนชาย และเยาวชนหญิง

UE ส่งทีมเยาวชนหญิง เข้าแข่งขันด้วย ซึ่ง "จัมโบ้" รับหน้าที่เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอน

UAAP ซีซั่น 81 หรือเมื่อปี 2018 UE ของ "จัมโบ้" จบการแข่งขันในอันดับ 6 จากทั้งหมด 7 ทีม

เช่นเดียวกันกับใน UAAP ซีซั่น 82 ในปีนี้ ทีมของเขาเอง ก็ยังจบอันดับ 6 จากทั้งหมด 7 ทีมเช่นเดิม

จัมโบ้ บอกว่ามหาวิทยาลัย UE ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่งานวิชาการ ไม่ค่อยมีนักกีฬามากนัก อย่างวอลเลย์บอลถึงจะมี แต่ก็มีแค่ผู้เล่นตัวเล็ก ๆ ยากที่จะต่อยอดผลสำเร็จได้ การได้เข้าแข่งขัน และนักกีฬาได้สัมผัสเกมถือว่าเป็นความสุขที่สุดแล้ว

นอกจากนี้ การแข่งขัน UAAP ฤดูกาลที่ 82 ในทีมชาย ที่จะเริ่มต้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 จัมโบ้ บอกว่า เขายังได้ทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอนเป็นปีแรกอีกด้วย

จัมโบ้ เล่าว่า การแข่งขันที่จะเริ่มในเดือนกุมภาพันธ์ แต่พวกเขาวางโปรแกรมซ้อมกันมาตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อเป้าหมายทำผลงานให้ดีกว่าปีที่แล้ว (ฤดูกาล 81 UE ทีมชาย จบที่ 7 จาก 8 ทีม)

แต่ปัญหาหลักอีกอย่างที่ เจ้าตัวบอก คือ วอลเลย์บอลในฟิลิปปินส์ อาจจะเป็นกีฬาที่คนให้ความสนใจน้อย เมื่อเทียบกับทีมหญิง และบาสเกตบอล

อย่างสนามซ้อมของทีม UE เขาก็ขอได้เพียงแค่ในช่วงเช้า แถมสนามซ้อมยังเป็นยิมบาสเกตบอล ที่เวลาจะซ้อมวอลเลย์ ต้องเอาตาข่ายมากางเอง

จัมโบ้ ยังบอกอีกว่า นักกีฬาวอลเลย์บอลชายของมหาวิทยาลัย ก็ไม่ต่างจากทีมเยาวชนหญิง ที่มีน้อย และรูปร่างเล็ก จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำผลงานให้ดีกว่าทีมอื่น

ช่วงที่ผู้เขียนไปถึงฟิลิปปินส์ เป็นเวลาประมาณ 9 โมงเช้า ซึ่งทีม UE เริ่มซ้อมตั้งแต่ 8 โมง

จัมโบ้ พาผู้เขียนเข้าไปในสนามซ้อมของมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นตึกสูง 5 ชั้น แถมบังเอิญวันนั้นลิฟต์เสีย ต้องเดินขึ้นไปอีก

ซึ่งพอไปถึงน้อง ๆ นักกีฬาที่กำลังซ้อมอยู่ในสนาม พร้อมกับ เจอโรม (ผู้ช่วยโค้ช) ที่กำลังคุมวอร์มร่างกายอยู่ พอนักกีฬาเห็นผู้เชียนซึ่งเป็นคนไทยเดินเข้ามาในสนาม ต่างก็วิ่งเข้าล้อม พร้อมกับยกมือไหว้ พูดพร้อม ๆ กันว่า "สวัสดีครับ" อย่างพร้อมเพรียง

ทั้ง จัมโบ้ และ เจอโรม เท่าที่ผู้เขียนรู้จัก ก่อนหน้าที่ทั้งคู่เคยมาเข้าร่วมอบรมผู้ฝึกสอน กับ FIVB ที่ ม.รามคำแหงอยู่บ่อยครั้ง

และยังเคยพาทีมมหาวิทยาลัยอื่น ๆ มาซ้อมที่เมืองไทยอยู่บ้างเป็นครั้งคราว

ทั้งคู่ชอบวอลเลย์บอลไทยมาก และยังบอกว่าชอบสไตล์การทำทีมของ "โค้ชเอ็ม" ว่าที่ร้อยตรี ธนกฤต อินเลี้ยง จากโรงเรียนกีฬานครนนท์วิทยา 6 ที่ประสบความสำเร็จมากมายกับวอลเลย์บอลเยาวชนในเมืองไทย

เมื่อวอร์มร่างกาย ยืดกล้ามเนื้อเสร็จ ทีมก็เริ่มหยิบเสามากาง และขึงตาข่าย เป็นช่วงของการวอร์มบอล และเริ่มที่จะเล่นบอล รวมถึงเริ่มซ้อมแท็คติค ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง

ถึงเวลาใกล้ ๆ เที่ยง ก็มีนักกีฬากลุ่มอื่นที่รูปร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาในสนาม นักกีฬาวอลเลย์บอลคูล ดาวน์ เรียบร้อย ก็ช่วยกันเก็บตาข่าย และเสาในสนาม

ผู้เขียนถาม จัมโบ้ ว่า นักกีฬาชุดใหม่ที่เข้ามาในสนามคือใคร คำตอบที่ได้คือ นักบาสเกตบอล ซึ่งเอาจริง ๆ แล้วรูปร่างสูง ๆ ทั้งนั้น

นั่นคือสิ่งที่แตกต่างอย่างที่กล่าวไปข้างต้น

จัมโบ้ บอกว่าช่วงนี้มีปัญหาเรื่องการจัดสนามซ้อม ทำให้ทีมเขาเองก็มีเวลาซ้อมแค่ช่วงเช้า รวมถึงหลังจากซ้อมเสร็จเด็ก ๆ ก็ต้องเข้าเรียนต่อ

ส่วนการซ้อมที่จะเข้มข้นขึ้นในช่วงก่อนแข่ง เขาจะเริ่มขอเวลานักกีฬาซ้อมในมื้อเย็นด้วย

ส่วนเรื่องของเป้าหมายของการแข่งขัน UAAP ฤดูกาลที่ 82 แมตช์ใหญ่ของประเทศ ที่จะเริ่มในเดือนกุมภาพันธ์ 63 จัมโบ้ บอกว่าขอเข้ารอบ 4 ทีมสุดท้ายก็น่าจะพอกับความเหนื่อยที่ทุ่มเทซ้อมมา

ที่เล่ามาทั้งหมด เพียงแค่อยากจะบอกว่า ไม่ว่าที่ไหน ทั้งไทย หรือ ฟิลิปปินส์ การทำทีมวอลเลย์บอลระดับเยาวชน หรือทีมมหาวิทยาลัย ก็ยังวิถีชีวิตที่น่าสนใจ และน่าติดตามอย่างมาก

ความลำบากในการทำหน้าที่ของผู้ฝึกสอน ทั้งการซ้อม และการดูแลทีม ที่อาจจะต้องรับผิดชอบทั้งงาน และนักกีฬา ไม่ต่างจากลูกของตน แต่ก็ยังไม่เคยย่อท้อ

ความตั้งอกตั้งใจของนักกีฬา และความสามัคคีกลมเกลียวกัน ทั้งใน และนอกสนาม ต่างเป็นเสน่ห์ที่น่าหลงใหลของกีฬาชนิดนี้

แน่นอนว่า ปัญหาของความลำบากมันคงไม่ใช่ประเด็นใหญ่ของอุปสรรค์ในการทำทีมวอลเลย์บอล เพราะทุกที่ต่างก็มีปัญหาที่แตกต่างกันออกไป

แต่สิ่งที่ทุกคนยังทำเดินหน้าทำงานต่อ สร้างทีมต่อ คงไม่มีอะไรจะบอกได้นอกจากคำว่า "รักวอลเลย์บอล" เพียงเท่านี้เอง

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ฝึกสอนวอลเลย์บอลที่กำลังตั้งใจจะสร้างนักกีฬา และสร้างทีม เพื่อพัฒนาวงการ รวมถึงสร้างบุคคลากรกีฬาให้ขึ้นมาพัฒนาชาติกันต่อไปครับ