หลังจบฤดูกาลที่กวาดไปถึง 97 แต้ม เมื่อหนก่อน มันมีคำถามเกิดขึ้นว่า ลิเวอร์พูล จะยังเล่นได้ดีกว่านั้นได้อีกเหรอในซีซั่นนี้

การเป็นแชมป์ว่ายากแล้ว แต่การต้องเป็นแชมป์ด้วยเงื่อนไขที่ต้องทำแต้มให้ได้มากกว่า 97 คะแนน นั่นนับว่าโหดสุดๆ แต่ใครจะรู้ หลังผ่านออกสตาร์ทเกมลีก 12 นัด ลูกทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ เพิ่งจะแสดงให้เห็นว่ามันมีโอกาสที่จะทำสำเร็จได้ ชนะ 11 จาก 12 เกม ยังไม้แพ้ให้กับทีมใด แถม 1 ในนั้นคือการคว่ำคู่อริเบอร์ 1 อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ลงได้ 3-1 ฤดูกาลยังเหลืออีก 7 เดือน แต่มันปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “หงส์แดง” ได้ยืนอยู่ในจุดที่ได้เปรียบกว่าทุกครั้งที่เคยเป็นมาจริงๆ

ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า ลิเวอร์พูล ต้องเจอกับความผิดหวังอยู่ร่ำไปในการลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก ไม่ว่าจะในยุคของ รอย อีแวนส์, เชราร์ อุลลิเย่ร์, ราฟาเอล เบนิเตซ, เบรนแดน ร็อดเจอร์ส หรือแม้กระทั่งตัวของ เจอร์เกน คล็อปป์ เองก็เพิ่งประสบมาเมื่อปีก่อน อะไรที่ทำให้ ลิเวอร์พูล พลาดในครั้งก่อนๆ ? หลายๆ คนอาจพูดว่าเพราะ เจอร์ราร์ด ลื่น , เพราะ ซิตี้ นั้นไร้เทียมทาน แต่มันมีหลักฐานอยู่ข้อหนึ่งที่น่าสนใจ และมันอาจเป็นสิ่งที่ คล็อปป์ สังเกตเห็นเช่นกัน

แม้จะแพ้ไปแค่นัดเดียวเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่ถึงกระนั้น ผลเสมอต่างหากที่เป็นตัวตัดสินให้ “เร้ด แมชชีน” ต้องพลาดท่าพ่ายแพ้ให้กับคู่แข่งของพวกเขาเรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ในสมัย ราฟา เบนิเตซ แล้ว พวกเขามีขุมกำลังที่ไร้เทียมทาน และแลดูจะแพ้ยากกว่าทีมลุ้นแชมป์ด้วยกัน ณ เวลานั้นอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ “หงส์แดง” ของ เอลบอส ทำไม่ได้เหมือน “ปีศาจแดง” ก็คือประสิทธิภาพในการเก็บชัยชนะ

แมนยู ในยุค "เฟอร์กี้" เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน สามารถเก็บชัยชนะด้วยจำนวนแมตช์ที่มากกว่า เช่นกันกับคู่ปรับของพวกเขาในยุคนี้อย่าง แมนฯ ซิตี้ ที่พุ่งชนความพ่ายแพ้มากกว่า ลิเวอร์พูล แบบเห็นๆ แต่สิ่งที่พวกเขาทำได้เหนือกว่าก็คือการไล่เก็บ 3 แต้มเต็มจากคู่แข่ง นั่นคือสิ่งที่เปลี่ยนไปของ ลิเวอร์พูล ในซีซั่นนี้ คล็อปป์ ทราบดีอยู่เต็มอกว่าพวกเขาต้องเปลี่ยนผลเสมอในการแข่งขันซีซั่นก่อน ให้กลายเป็นชัยชนะให้ได้มากขึ้น ซึ่งถึงตรงจุดนี้ พวกเขาก็ทำสำเร็จไปแล้วเกือบครึ่ง

ภายใต้การนำ แมนฯ ซิตี้ 9 แต้ม และนำ เชลซี กับ เลสเตอร์ 8 แต้ม เอาเข้าจริงๆ แล้วสถานการณ์มันก็ยังมีโอกาสพลิกได้ เทียบเป็นจำนวนแมตช์แค่ 3 เกม จากโปรแกรมที่เหลืออยู่อีกเพียบ ปัญหาก็คือ ลิเวอร์พูล ชุดนี้แลดูแข็งแกร่งเหลือเกิน และมันยังไม่ค่อยมีแววว่าพวกเขาจะพลาด 3-4 นัดติดต่อกัน โดยที่คู่แข่งรายอื่นๆ ไม่พลาดเลย การพัฒนาก้าวนี้ของ คล็อปป์ และทีมงาน กำลังจะกลายเป็นกุญแจสำคัญที่พาพวกเขาพุ่งชนความสำเร็จที่ทุกคนในถิ่นเมอร์ซี่ไซด์เฝ้ารอกันมานานแสนนาน

หลังเบรกทีมชาติ พลพรรค “หงส์แดง” จะก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญที่มีโปรแกรมลงเตะให้ควั่ก และถ้าพวกเขาผ่านไปได้อีกล่ะก็….

ถึงตอนนั้น มันก็คงไม่ง่ายแล้วที่ “หงส์แดง” จะสะดุดพร่ำเพรื่อในช่วงที่เหลือนี้