ซีเกมส์ 2019 ถือว่าเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ยาก และลำบากที่สุดอีกหนึ่งครั้งของวอลเลย์บอลชายทีมชาติไทย

เนื่องด้วยในปีนี้ ทีมชายได้มีการผลัดเปลี่ยนตัวนักกีฬาหลายคน ส่วนมากจะเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ที่ขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีม

ผสานกับผู้เล่นตัวเก๋าที่เหลืออยู่ไม่กี่คน ประกอบกับคู่แข่งทีมอื่น ๆ ก็เริ่มที่จะมีผลงาน และฝีมือที่ดุดันขึ้นเรื่อย ๆ

รวมถึงผลงานที่ผ่านมาทั้งในสโมสรเอเชีย และชิงแชมป์เอเชีย ก็ยังออกมาไม่เป็นที่น่าพอใจมากนัก

จึงเรียกได้ว่า ซีเกมส์ ที่ฟิลิปปินส์ หนนี้ เป็นครั้งที่น่าจะเหนื่อยพอสมควรกับทีมชาติชุดนี้

นับตั้งแต่การคว้าเหรียญทองซีเกมส์ 2011 ที่ประเทศอินโดนีเซีย หนุ่มไทย แทบจะถือว่าเป็นทีมเบอร์ 1 ของย่านอุษาคเนย์อย่างเต็มตัว ด้วยการเป็นแชมป์ของโซนนี้ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา

การคว้าแชมป์ในบ้านของอินโดนีเซีย เมื่อปี 2011 เป็นการกลับมากำราบนักตบแดนอิเหนาอย่างทบต้นทบดอก หลังจากที่ทีมชายเคยแพ้มาในปี 2009 ที่ลาว

หลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็น เนปิดอว์เกมส์ 2013 และ สิงคโปร์เกมส์ 2015 เป็น 3 ครั้งซีเกมส์ ที่เรียกได้ว่าเราคว้าแชมป์มาได้แต่โดยง่ายทั้งหมด

แข่งขันไปทั้งหมด 16 นัด เสียไปเพียงแค่ 3 เซต

นั่นเป็นเพราะ นักตบไทยชุดดังกล่าว เป็นชุดที่ดีที่สุดของยุคก็ว่าได้ และเป็นนักกีฬาที่เล่นด้วยกันมานาน อยู่ในช่วงพีค และมีความดุดันในเกมรุก เหนียวแน่นในเกมรับ

ไม่ว่าจะเป็น กิตติคุณ ศรีอุทธวงศ์ กัปตันทีม, จิรายุ รักษาแก้ว, ธีรศักดิ์ นาคประสงค์, สราญจิต เจริญสุุข, วันชัย ทัพวิเศษ, มนตรี แหวนประดับ ล้วนแล้วแต่เป็นนักตบระดับยอดฝีมือของไทยในยุคนั้น

ประจวบกับคู่แข่งในโซนอาเซียน หลายทีมเริ่มที่จะผลงานตกลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อินโดนีเซีย ที่ผลงานหายไปอย่างน่าใจหาย ส่วนทีมอื่น ๆ อย่าง เวียดนาม, พม่า, กัมพูชา, ฟิลิปปินส์ ก็เป็นคู่แข่งที่ต่อกรกับทีมชาติไทยได้ยากอยู่แล้ว

แต่เมื่อปี 2017 ที่มาเลเซียเกมส์ ทีมชาติไทย อยู่ในช่วงโรยราของนักกีฬาตัวเก่า หลาย ๆ คนอายุแตะเลข 3 กันแล้ว

ส่วนผู้เล่นหน้าใหม่ก็พึ่งจะเริ่มมาติดทีมชาติชุดใหญ่กันเป็นครั้งแรกกันหลายคน

ซ้ำยังมีผลงานที่ไม่ดีก่อนซีเกมส์อีก เมื่อคู่ปรับเต็ง 1 อย่าง อินโดนีเซีย ดันมีไปได้อย่างสดใสกับชิงแชมป์เอเชียในบ้าน ด้วยการเข้าถึงรอบ 4 ทีมสุดท้าย

ขณะที่หนุ่มไทย ก็ดันไปตกรอบแรกซะอีก

เท่านั้นยังไม่พอ ในรอบจัดอันดับสายล่าง ลูกทีมของ "โค้ชยุ่น" ก็ยังไปพ่ายให้กับ เวียดนาม อีกหนึ่งทีมในอาเซียนเสียอย่างนั้น

นั่นทำให้ ซีเกมส์ 2017 เป็นโจทย์ที่ยากครั้งหนึ่งของทีมชาติไทยเลยเทียว

ทว่าสุดท้าย หนุ่มไทย ยังคงเอาตัวรอด ด้วยการโกงตายชนะ เวียดนาม 3-2 เซต ในรอบตัดเชือก ก่อนจะเข้ามาชิงทอง และเอาชนะ อินโดนีเซีย 3-1 เซต

เป็นการคว้าแชมป์ที่ค่อนข้างเหนื่อยที่สุด (ใน 4 ครั้งหลัง) นับตั้งแต่แข่งขันมาก็ว่าได้

กลับมาที่ปี 2019 ฟิลิปปินส์เกมส์ จะเริ่มแข่งขันในช่วงเดือนธันวาคมนี้ หนุ่มไทย ผลัดใบใหม่ไปหลายคน โดยเฉพาะ 2 ผู้เล่นตัวหลักทั้ง กิตติคุณ ที่ขอพักการเล่นในนามทีมชาติ และ จิรายุ ที่ประกาศอำลาทีมชาติไปแล้ว

เหลือเพียงผู้เล่นหน้าเก่าอย่าง 2 กฤษฎา, สราญจิต และมนตรี พ่วงลิบ กับผู้เล่นชุดใหม่ที่ได้ไปรวมตัวกันมาแล้วสโมสรเอเชีย และชิงแชมป์เอเชีย

ผสานงานกับผู้เล่นหน้าใหม่ที่ผ่านประสบการณ์ใหญ่ ๆ มาแล้วทั้ง มาวิน มณีวงษ์, บุญญฤทธิ์ วงศ์ธร, จักรภพ แสงสี, อมรเทพ คนหาญ, จักรกฤษณ์ จันดาหัวดง, กันตพัฒน์ คูณมี

ส่วนคู่แข่งอย่าง เวียดนาม, พม่า และฟิลิปปินส์ ล้วนแล้วแต่ผลงานน่ากลัวทั้งหมด และยังมีคู่ปรับอันดับ 1 อย่าง อินโดนีเซีย ที่คงเป็นกระดูกชิ้นโตของการแข่งขันครั้งนี้

แม้คู่แข่งในรอบแรกของทีมไทย จะยังไม่ได้หนักมาก (สิงคโปร์ และพม่า) แต่งานที่จะหนักมาก ๆ จะเป็นการแข่งขันในรอบรองชนะเลิศ ซึ่งอาจจะเป็น เวียดนาม, ฟิลิปปินส์ หรือ อินโดนีเซีย ก็เป็นไปได้หมด

หากครั้งนี้ เราสามารถคว้าทองมาคล้องใจได้อีกสมัย จะกลายเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ซีเกมส์ ที่คว้าแชมป์ติดต่อกันมากที่สุด 5 สมัย

แต่หากทำไม่ได้ละก็....

ก็ตัวใครตัวมันละครับ