เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ในฤดูกาลหน้า สโมสรฟุตบอล พีทีที ระยอง จะหายไปจากวงการ เนื่องจากผู้บริหาร ปตท. ประกาศขอพักทีม

 

ส่วนจะพักกี่ปีนั้น ไม่มีใครรับรู้ได้ แต่จากอดีตที่เคยผ่านมา ส่วนมากเมื่อพักแล้ว มักจะไม่ค่อยได้กลับมา

แต่ถึงได้กลับมา ก็ต้องไปเริ่มไต่เต้ากันใหม่ในลีกล่าง ระดับ ไทยลีก 4

ตำนาน 36 ปี ของ พีทีที ระยอง ฤาจะถึงคราวสิ้นสุด?

นี่คือคำถามที่ยังคาใจแฟนบอล "พลังเพลิง" ทุกคน เพราะกว่าที่พวกเขาจะฝ่าฟันจนได้ขึ้นไปเล่นในไทยลีกได้ มันไม่ง่ายเลย

แต่สุดท้ายกลับต้องมาเจอตอนจบที่โหดร้ายเช่นนี้

สำหรับสโมสร พีทีที ระยอง มีจุดเริ่มต้นในการก่อตั้งมาในปี พ.ศ. 2526 และส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขันหลายรายการ ในชื่อแรกๆคือ สโมสรฟุตบอล ปตท.

ก่อนจะเริ่มมีชื่อเสียงในระบบฟุตบอลลีก ด้วยการเลื่อนชั้นมาจาก ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน ประเภท ข. ในปี พ.ศ. 2547/48 ขึ้นมาเข้าแข่งขันฟุตบอลในระดับ ดิวิชั่น 2 เมื่อปี พ.ศ. 2549 โดยใช้สนามเหย้าที่ ศูนย์กีฬาประชานิเวศน์ ซึ่งปีนั้นจบฤูกาลด้วยอันดับ 9 จากทั้งหมด 11 ทีม

ในปี พ.ศ. 2550 สโมสร ปตท. ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการจบอันดับ 2 ของฟุตบอลดิวิชั่น 2 เป็นรองแค่ทีม เมืองทอง หนองจอก ยูไนเต็ด ทีมแชมป์เท่านั้น และได้เลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีก ดิวิชั่น 1

ปี พ.ศ. 2551 สโมสร ปตท. ในลีก ดิวิชั่น 1 ที่ย้ายสนามเหย้ามาอยู่ที่ สนามจรัญ บุรพรัตน์ ย่านพระราม 9 ก็ยังทำผลงานได้ดี โดยสามารถจบฤดูกาลด้วยอันดับ 6 จากทั้งหมด 16 ทีม แม้จะไม่ได้เลื่อนชั้นขึ้นไทยลีก แต่ก็ถือว่าอยู่อดได้แบบสบายๆในกลุ่มบนของตาราง

ปี พ.ศ. 2552 สโมสร ปตท. ในลีก ดิวิชั่น 1 ทำการย้ายสนามเหย้าอีกครั้ง มาอยู่ที่ สนามสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตชลบุรี จ.ชลบุรี โดยปีนั้นจบฤดูกาลด้วยอันดับ 10 จากทั้งหมด 16 ทีม

ปี พ.ศ. 2553 สโมสร ปตท. ในลีก ดิวิชั่น 1 ได้ทำการย้ายสนามเหย้าอีกรอบ คราวนี้มาปักหลักที่ จ.ระยอง โดยใช้ สนามกีฬากลาง จังหวัดระยอง เป็นบ้านหลังใหม่ พร้อมกับเปลี่ยนชื่อทีมมาเป็น สโมสร ปตท.ระยอง โดยปีนั้นจบซีซั่นที่อันดับ 11 รอดตกชั้น

ปี พ.ศ. 2554 สโมสร ปตท.ระยอง ในลีก ดิวิชั่น 1 ได้เริ่มสร้างสนามเหย้าเป็นของตัวเอง ที่สวนสมุนไพร มาบข่า จ.ระยอง จนในช่วงกลางฤดูกาล ที่ก็การย้ายรังเหย้ามาที่สนามแห่งใหม่ โดยใช้ชื่อสนามว่า พีทีที สเตเดี้ยม มาบข่า ซึ่งความจุในตอนนั้นคือ 12,000 คน ส่วนผลงานก็สามารถขึ้นไปจบที่อันดับ 4 พลาดการได้เลื่อนชั้นขึ้นไทยลีกไปนิดเดียว

ปี พ.ศ. 2555 สโมสร ปตท.ระยอง ในลีก ดิวิชั่น 1 ยังทำผลงานเกาะกลุ่มบนได้อย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่สามารถได้เลื่อนชั้นขึ้นไทยลีกสักที โดยจบฤดูกาลด้วยอันดับ 5 ทำให้ทีมทุ่มงบประมาณเพิ่มขึ้นในปีต่อไป และเสริมทัพนักเตะฝีเท้าดีเข้ามามากมาย เพื่อหวังจะขึ้นไทยลีกให้ได้ในปีต่อไป

ปี พ.ศ. 2556 สโมสร ปตท.ระยอง ในลีก ดิวิชั่น 1 ที่ทุ่มงบประมาณมากขึ้น และมีเฮดโค้ชอย่าง นพพร เอกศาตรา ก็ทำสำเร็จ เพราะสามารถพาทีมจบอันดับ 3 ของลีกดิวิชั่น 1 ได้เลื่อนชั้นขึ้นสู่ ไทยลีก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

ปี พ.ศ. 2557 สโมสร ปตท.ระยอง ในไทยลีกครั้งแรก ได้แต่งตั้ง ปีเตอร์ วิธ อดีตกุนซือทีมชาติไทย เข้ามาคุมทีมแทน นพพร เอกศาตรา แต่ผลงานของทีม ปตท.ระยอง ในปีนั้นถือว่าย่ำแย่มาก เพราะหล่นไปอยู่ในโซนตกชั้นตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาล จนต้องเปลี่ยนโค้ชมาเป็น ชัยยง ขำเปี่ยม แต่ผลงานก็ไม่กระเตื้อง ก่อนจะเปลี่ยนโค้ชมาเป็น พยงค์ ขุนเณร ในช่วงท้าย แต่อาการของ ปตท.ระยอง มันหนักเกินเยียวยา สุดท้ายทีมก็ต้องตกชั้น กลับลงไปเล่นใน ดิวิชั่น 1 อีกครั้ง เพราะจบฤดูกาลด้วยอันดับ 17 จากทั้งหมด 20 ทีม (ปีนั้นตกชั้น 5 ทีม)

ปี พ.ศ. 2558 สโมสร ปตท.ระยอง ในลีก ดิวิชั่น 1 ได้ทำการเปลี่ยนชื่อทีมเป็น สโมสร พีทีที ระยอง และทำการปรับปรุงสนาม พีทีที สเตเดี้ยม ให้มีความจุเพิ่มขึ้นไปถึง 20,000 คน โดยมี โจเซ่ อัลเวส บอจีส กุนซือชาวบราซิลคุมทัพ ทำผลงานในปีนั้นก็ยังเกาะกลุ่มบน โดยจบด้วยอันดับ 7 แต่ก็ไม่เพียพอต่อการได้เลื่อนชั้น

ปี พ.ศ. 2559 สโมสร พีทีที ระยอง ในลีก ดิวิชั่น 1 ได้ จเด็จ มีลาภ เข้ามาคุมทัพ แต่ผลงานในปีนั้นก็ยังไม่ดี เพราะจบด้วยอันดับ 8 จากทั้งหมด 16 ทีม ไม่ได้เลื่อนชั้นอยู่ดี

ปี พ.ศ. 2560 สโมสร พีทีที ระยอง ในลีก ดิวิชั่น 1 ซึ่งได้เปลี่ยนชื่อใหม่มาเรียกเป็น "ไทยลีก 2" ได้ทำการแต่งตั้งโค้ชหนุ่มอย่าง ธีระศักดิ์ โพธิ์อ้น เข้ามาคุมทีม ซึ่งผลงานในปีนั้น ก็ยังเกาะกลุ่มบนเช่นเดิม โดยจบอันดับ 5 แต่ก็ยังไม่ดีพอที่จะได้เลื่อนชั้นขึ้นไทยลีกอีกตามเคย

ปี พ.ศ. 2561 สโมสร พีทีที ระยอง ใน ไทยลีก 2 ได้ทำการเสริมทัพครั้งใหญ่ ดึงนักเตะระดับไทยลีกลงมาเล่นมากมาย จนสุดท้าย "โค้ชโจ" ธีระศักดิ์ โพธิ์อ้น ก็สามารถพาทีมคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ได้ในปีนั้น และได้ขึ้นไปเล่น ไทยลีก ในที่สุด

ปี พ.ศ. 2562 สโมสร พีทีที ระยอง ใน ไทยลีก รอบที่ 2 ได้ต่อสู้อย่างดุเดือดในลีกสูงสุด เพราะกว่าที่พวกเขาจะได้เลื่อนชั้นขึ้นมา มันช่างยากเย็น แสนเข็ญ และต้องรอมานานถึง 5 ปี จนในที่สุด "โค้ชโจ" ก็สามารถพา พีทีที ระยอง อยู่รอดปลอดภัย จบอันดับ 11 ของตารางคะแนน ไม่ต้องตกชั้นปีนี้

แต่อนิจจา เสมือนท้องฟ้าวิปริตแปรปรวนทันใด เมื่ออยู่ๆ บอร์ดบริหารของ ปตท. ในฐานะเจ้าของสโมสร และผู้สนับสนุนใหญ่ ได้ประกาศขอพักทีม ไม่ส่งทีมลงแข่งในปีหน้า โดยอ้างเหตุผลมาสารพัด และจะไปส่งเสริมฟุตบอลในระดับเยาวชนแทน

ทำให้ พีทีที ระยอง ที่อุตส่าห์อยู่สู้ตาย ได้อยู่รอดในไทยลีก ต้องหายไปจากสารบบ

ส่วนแฟนบอล "พลังเพลิง" ก็ต้องลอยเคว้ง ปีหน้าไม่รู้ว่าจะไปเชียร์ ไปดูฟุตบอลที่ไหน

จะให้ย้ายไปเชียร์ ระยอง เอฟซี ที่เพิ่งได้ขึ้นไทยลีก ตามคำแนะนำของ ชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานใหญ่ ปตท. ก็ยังตะขิดตะขวงใจ เพราะทีมฟุตบอลอันเป็นที่รัก มันเปลี่ยนใจกันง่ายๆได้ซะที่ไหน

แม้ พีทีที ระยอง กับ ระยอง เอฟซี จะอยู่จังหวัดเดียวกัน แต่มันก็คนละทีม คนละจุดเริ่มต้น คนละประวัติศาสตร์ มันเปลี่ยนใจกันไม่ได้ง่ายๆ

เหมือนจะให้แฟนบอล เอเวอร์ตัน หันไปเชียร์ ลิเวอร์พูล ก็คงเป็นไปได้ยาก

จะให้แฟนบอล แมนฯ ยู ไปเชียร์ แมนฯ ซิตี้ ก็คงทำไม่ได้

ดังนั้นแฟนบอล "พลังเพลิง" จะให้เปลี่ยนใจไปเชียร์ "ม้านิลมังกร" ก็คงเป็นเรื่องที่ลำบากสุดๆ

"เปลี่ยนอะไร ก็เปลี่ยนได้...แต่ให้เปลี่ยนทีมที่เชียร์ มันเปลี่ยนใจไม่ได้หรอก"