เชื่อว่าถึงตอนนี้ แฟนบอล บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด หลายคน ยังคงทำใจไม่ได้ กับการพลาดแชมป์ไทยลีกไปในช่วง 7 นาทีสุดท้ายก่อนจบเกม

ปีนี้ถือเป็นปีที่แฟนบอล บุรีรัมย์ เจ็บปวดที่สุด นับตั้งแต่ดูบอลมา เพราะมันเป็นการพ่ายแพ้ แบบที่ตัวเองเป็นต่ออยู่หลายช่วงตัว

ทั้งในส่วนการพลาดแชมป์ ลีกคัพ ทั้งที่เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ และเป็นต่อ พีที ประจวบ อยู่ค่อนข้างเยอะ

แต่สุดท้ายพวกเขาก็ไม่ได้แชมป์ เพราะแพ้การดวลจุดโทษไปแบบน่าเจ็บใจ

เช่นเดียวกับในไทยลีก พวกเขานำเป็นจ่าฝูงก่อนถึงนัดสุดท้าย ขอแค่ชนะทีมที่ตกชั้นไปแล้วยัง เชียงใหม่ เอฟซี เท่านั้น พวกเขาก็จะได้ชูถ้วย

แต่สุดท้ายมันก็ไม่เกิดขึ้น เพราะ บุรีรัมย์ ก็พลาดท่าตกม้าตาย โดน เชียงใหม่ โหม่งตีเสมอ 1-1 ในนาที 88 

แม้กรรมการจะทดเวลาบาดเจ็บให้ถึง 5 นาที แต่เหมือน บุรีรัมย์ จะช็อตไปแล้ว รูปแบบเกมบุกหลังจากนั้น ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ได้แต่โยนไปมั่วๆ เพื่อไปลุ้นในกรอบเขตโทษเท่านั้น

อะไรที่ทำให้ บุรีรัมย์ ต้องตกมาอยู่ในจุดนี้ จุดที่พวกเขาต้องมือเปล่า ไร้ถ้วยแชมป์เป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี

สำหรับผม คิดว่าสาเหตุเดียวเลยคือ การที่พวกเขาขาย ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต ออกจากทีม

ต้องยอมรับความจริงก่อนว่า ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต คือผู้แบกทีม บุรีรัมย์ ในช่วง 4 ปีหลัง

ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต คือนักเตะต่างชาติ ที่ผมคิดว่าเก่งในระดับต้นๆของประวัติศาสตร์ฟุตบอลไทยลีก

การมี ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต อยู่ในทีม ทำให้ บุรีรัมย์ ผงาดคว้าแชมป์มาครองได้มากมาย เพราะเขามักจะยิงประตูสำคัญ หรือช่วยทีมให้เก็บชัยชนะได้เสมอ

จนถึงขั้นมีคนเคยบอกว่า "หากคิดไม่ออก ให้บอก ดิโอโก้"

จึงเรียกว่า ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต คือหัวใจสำคัญของ บุรีรัมย์ ก็ว่าได้

ดังนั้นการขาย "หัวใจ" ออกไป ย่อมส่งผลกกระทบ!!

ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว เขามีอายุ 31 ปี ซึ่งอาจทำให้ผู้บริหารของทีม บุรีรัมย์ คิดว่า เขาคงจะแก่เกินไป และกำลังถึงช่วงขาลงของการค้าแข้ง

ฉะนั้นเมื่อมีข้อเสนอเฉียด 100 ล้านบาท เข้ามาจาก ยะโฮร์ ดารุล ทักซิม ทีมมหาเศรษฐีของมาเลเซีย บวกกับการให้ค่าเหนื่อยหลายล้านบาทต่อเดือน ทำให้ ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต เริ่มไขว้เขว และผู้บริหารของ บุรีรัมย์ ก็อาจคิดว่า หรือนี่จะถึงเวลาที่จะต้องขาย "หัวใจ" ที่เริ่มอายุมากขึ้นออกไป เพื่อแลกกับเงินที่จะมาใช้เพื่อสร้างอนาคตใหม่

ในที่สุด บุรีรัมย์ ก็ตัดสินใจขาย ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต

ตอนนั้น บุรีรัมย์ ได้เงินจากค่าตัวของ ดิโอโก้ มากมาย และได้นำเงินจำนวนนั้นไปเสริมทัพนักเตะใหม่เข้ามาหลายคนเพื่อทดแทน

โมดิโบ ไมกา, ฮาจิเมะ โฮโซไก, สเตฟาน ปัลลา, เลือง ซวน เชือง และ เปโดร จูเนียร์ ได้ถูกเสริมทัพเข้ามาสู่ทีมก่อนเริ่มฤดูกาล 2019

บุรีรัมย์ คิดว่าผู้เล่นใหม่เหล่านี้ จะแทนที่การหายไปของ ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต ได้

แต่นั่น มันผิดถนัด!!

ไม่มีใครทดแทน ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต ได้เลยสักคนเดียว เพราะเซนส์บอล ทักษะ ความเฉียบคม และอะไรอีกมากมายของ ดิโอโก้ มันเหนือกว่านักเตะพวกนี้ไปอีกระดับ

ดังนั้นในเลกที่ 2 บุรีรัมย์ จึงต้องควานหาตัวแทนของ ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต ใหม่อีกรอบ

เลก 2 บุรีรัมย์ จัดการโละนักเตะเก่าออกไปเกือบหมด เปโดร จูเนียร์, โมดิโบ ไมกา, เลือง ซวน เชือง ไม่ได้ไปต่อกับทีม

และจัดการทุ่มเงินหลายล้าน เสริมทัพด้วยผู้เล่นดีกรียุโรปอย่าง นาสเซอร์ บาราซิต และ แรสมุส ยอนส์สัน รวมถึงแข้งอาเซียนอย่าง เควิน อิเกรโซ่

แต่อนิจจา นาสเซอร์ บาราซิต กับ แรสมุส ยอนส์สัน ดันมีผลงานที่แย่กว่าผู้เล่นเดิมในเลกแรกเสียอีก

และดูแล้วทั้งคู่ คงไม่ได้ไปต่อกับทีม ทำให้ บุรีรัมย์ อาจต้องจ่ายเงินค่ายกเลิกสัญญาอีกจำนวนมาก

แถมยังต้องทุ่มเงินอีกก้อนโต เพื่อตามหานักเตะต่างชาติคนใหม่ เข้ามาทดแทน ดิโอโก้ ต่อไป

เงินค่าตัวของ ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต เกือบ 100 ล้านบาท เริ่มหมดไปเรื่อยๆ

ยิ่งหากในปีหน้า บุรีรัมย์ ไม่ผ่านรอบเพลย์ออฟ และไม่ได้เข้าไปเล่นในรายการ เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม จะทำให้พวกเขาต้องสูญเสียเงินรายได้ไปมากกว่า 50 ล้านบาท

เรียกว่าเงิน 100 ล้านบาท ที่ได้มาจากการขาย ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต แทบไม่คุ้มเลย กับอะไรที่พวกเขาต้องเสียไปในปีนี้

ฉะนั้นการที่ บุรีรัมย์ ขาย ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต ออกไป เรียกได้ว่า "เดินหมากพลาดตาเดียว แพ้ทั้งกระดาน"