ปกติแล้ว ลิเวอร์พูล ไม่ใช่ทีมที่จะมีปัญหากับการไล่เจาะแนวรับคู่แข่ง เนื่องจากพวกเขามีอาวุธการเข้าทำที่หลากหลายและทรงประสิทธิภาพเป็นอย่างยิ่ง

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับศึก “แดงเดือด” ในหนล่าสุด เพราะภาพที่ปรากฏออกมาก็คือฟุตบอล “เกเก้น เพรซซิ่ง” ของ เจอร์เก้น คล็อปป์ นั้นหมดปัญญาและหมดไอเดียในการโค่นเกมรับของ แมนฯ ยูไนเต็ด อย่างสิ้นเชิง มันไม่น่าเชื่อ แต่มันก็เป็นไปแล้ว! เกมรุกที่เคยลื่นไหล กลับต้องตื้อเจอแต่ทางตัน และมันก็บุญหนักหนาที่ “หงส์แดง” สามารถตีเสมอได้ 1-1 จากจังหวะที่ต้องบอกว่ามีโชค

ณ วินาทีนั้น กองเชียร์ ลิเวอร์พูล หลายๆ คน ถึงขั้นยอมรับสภาพแล้วว่าทีมรักของตัวเองไม่สามารถหาช่องเจาะแท็คติกเกมรับของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ได้จริงๆ จุดที่เราต้องชมเป็นอย่างยิ่งเลยก็คือการปรับแท็คติกฉุกเฉิน มาใช้ระบบเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ 3 ราย อันประกอบไปด้วย มาร์คอส โรโฮ , วิคเตอร์ ลินเดเลิฟ และ แฮร์รี่ แม็คไกวร์

ก่อนหน้านี้ หากไม่นับเกมเจอ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด เพียงแค่ 1 นัด เราจะเห็นได้ว่า ลิเวอร์พูล คุ้นชินกับการเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่ใช้ระบบคู่เซ็นเตอร์มาตลอด แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่คุณภาพฝีเท้าของ ลินเดเลิฟ , แม็คไกวร์ และ โรโฮ นั้นอยู่ในระดับที่ดี แถมยังมีประสบการณ์พอตัว การยืนเกะกะถึง 3 คน ของพวกเขาในแนวรับ ทำให้ ลิเวอร์พูล ไม่มีพื้นที่ในการเจาะเหมือนกับในเกมอื่นๆ

ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ วิงแบ็คทั้ง 2 ฝั่งอย่าง แอชลี่ย์ ยัง และ อารอน วาน-บิสซาก้า นั้นมีสไตล์ที่เหมาะกับการใช้พลังเล่นเกมรุกและรับหนักๆ แบบนี้เป็นอย่างดี วาน บิสซาก้า นั้นมีมาตรฐานที่ยอดเยี่ยมมาตลอดอยู่แล้ว เกมนี้เขาโดดเด่นทั้งเรื่องการขึ้นมาเปิดบอลเกมรุก ขณะที่เกมรับนั้นก็แข็งแกร่งสุดๆ โดยเฉพาะสมรรถภาพร่างกาย ที่โดนใครชนใครเบียดก็ไม่มีร่วง ในรายของ อาจารย์ยัง นั้นอาจเป็นเรื่องเซอร์ไพรซ์เล็กๆ ที่เขาทำได้ดี แต่ก็ต้องบอกว่าดาวเตะรายนี้ มักงัดฟอร์มแจ่มออกมาในเกมใหญ่ๆ อยู่แล้ว ฉะนั้น มันก็พูดได้ไม่เต็มปากสักเท่าไหร่ว่านี่คือเรื่องแปลก

เมื่อเซ็นเตอร์แบ็ค 3 และวิงแบ็คอีก 2 ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราจึงได้เห็นแผงกองหลังที่แข็งโป๊กเหมือนกำแพงเหล็ก จะมีก็แค่ ลินเดเลิฟ คนเดียวที่มีพลาดๆ นิดหน่อย แต่ก็มีเพื่อนมาช่วยประคองได้ อีกจุดหนึ่งที่ต้องชมมากๆ เลยก็คือ การวิ่งไล่ การเอาลูกบู๊มาใช้เป็นอาวุธเด่น เพราะผู้เล่น แมนฯ ยู นั้นรู้ดีว่าถ้าต้องมาวัดกันที่ความเก๋าและเทคนิค พวกเขาจะเป็นรอง ลิเวอร์พูล อย่างแน่นอน ฉะนั้น แท็คติก วิ่ง สู้ ฟัด บวกทุกดอก คือหนทางเดียวที่จะอยู่รอด และพวกเขาก็ฝึกซ้อมนำมาใช้ในเกมได้ดีอย่างเหลือเชื่อ มันคือสิ่งที่ทำให้การรับส่งต่อบอลที่เคยเป็นจุดเด่นของ ลิเวอร์พูล ไม่สามารถถูกงัดออกมาใช้ได้เลย

เมื่อต่อบอลไม่ได้ แมนฯ ยู ก็สบายใจขึ้น มีความมั่นใจมากขึ้น นักเตะทุกคนกล้าเล่น แท็คติกถนัดของ โซลชาร์ คือการเล่นบอลโต้กลับ ที่ทำได้รวดเร็ว ซึ่งที่ผ่านมาพวกเขาไม่ค่อยได้มีโอกาสใช้ในการเจอทีมระดับกลางๆ ถึงเล็กๆ สักเท่าไหร่ แต่กับการเจอทีมอย่าง ลิเวอร์พูล พวกเขาสามารถนำมันมาใช้ได้แบบเต็มๆ บอลไดเร็ค ต่อบอลทีสองทีถึงประตู สร้างความลำบากใจให้กับแนวรับของ “หงส์แดง” ที่ดันขึ้นสูง และจังหวะที่พวกเขาเสียประตู ก็มาจากการเล่น เคาน์เตอร์แอตแท็ค เร็วของ แมนฯ ยู เช่นกัน นั่นคือสิ่งที่น่าชื่นชมและต้องให้เครดิตจริงๆ กับ โซลชาร์ ที่ทำให้สถานะของตัวเองอุ่นใจขึ้นกว่าเดิมเยอะ

แต่ภารกิจของ “น้าลูกอม” และ “ปีศาจแดง” คงยังไม่จบลงง่ายๆ แค่นี้ พวกเขาจำเป็นต้องต่อยอดความมั่นใจ เดินหน้าเก็บผลการแข่งขันให้ได้ในช่วงที่เหลือมันคือการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส แต่คำถามก็คือหลังจากนี้พวกเขาจะยังทำผลงานได้ดีต่อเนื่องเหมือนในศึก “แดงเดือด” เกมนี้หรือไม่ จุดอ่อนการเล่นเกมเยือน หนทางการรับมือทีมที่เล่นตั้งรับลึก คือสิ่งที่จำเป็นต้องแก้ไขกราฟชีวิตของ โซลชาร์ และทิศทางของ แมนฯ ยูไนเต็ด หลังจากนี้ จะเป็นอะไรที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งครับ