เจมี่ คาราเกอร์ ตำนานนักเตะ "หงส์แดง" ซึ่งปัจจุบันผันตัวเองมาเป็นนักวิเคราะห์เกมลูกหนังเคยพูดไว้น่าสนใจว่า "ลิเวอร์พูลชุดนี้มีเกมรุกที่ดุดัน โดยใช้ ซาดิโอ มาเน่ กับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เป็นตัวหลัก

แต่อย่างที่เห็นผู้เล่นสองรายนี้ไม่ค่อยจะลงมาช่วยแบ็กทั้งสองข้างเลย ทำให้แผงกลางสองคนทั้ง จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม และ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ต้องถ่างออกไปช่วยเกมรับแทน นั่นคือจุดอ่อนที่คู่แข่งสามารถเล่นงานได้" 

นั่นชัดเจนมาก ในรายของ มาเน่ หลายๆ ครั้งเขาพยายามลงมาช่วยเกมรับ แต่ ซาลาห์ หลายๆ ครั้งที่ปล่อยให้ เทรนด์ อเล็กซ์ ซานเดอร์ อาโนลด์ ต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งอย่างเดียวดาย เลสเตอร์ ใช้ช่องว่างตรงนี้ถ่างกองกลาง 3 คนของ ลิเวอร์พูล ออกจากกัน ก่อนจะจ่ายตัดเข้าด้านในจนเป็นที่มาของการตีเสมอ 1-1 ก่อนไปโดนจุดโทษแพ้ท้ายเกม 

ประตูที่ ก็องเต้ ลากตัดเข้าไปยิงในกรอบเขตโทษในเกมที่ เชลซี แพ้ ลิเวอร์พูล 1-2 ก็เป็นเพราะว่ากองกลาง 3 คนของ ลิเวอร์พูล ทั้ง ฟาบินโญ, ไวจ์นัลดุม และ เฮนเดอร์สัน ยืนห่างกันมาก ส่วน ซาลาห์, มาเน่ และ ฟีร์มิโน่ ไม่ติดอยู่ในเฟรมเพราะยืนลอยอยู่ด้านบนรอเล่นเกมโต้กลับ ไม่ลงมาช่วยเกมรับ 

ประตูที่ เจโทร วิลเลี่ยมส์ ลากจี้เผาใส่ เทรนด์ อเล็กซานเดอร์ อาโนลด์ ก่อนตะบันเต็มข้อเสียบสามเหลี่ยม ก็เห็นได้ชัดว่ามีแค่แผงแบ็กโฟร์กับ ฟาบินโญ่ ที่ถอยลงมาเล่นเกมรับทัน ที่เหลือยืนลอยอยู่ด้านบนทั้งหมด 

ประตูที่ ตอร์เรร่า ตีไข่แตกให้ อาร์เซน่อล แพ้ ลิเวอร์พูล 1-3 ก็มาจากการแทงจากพื้นที่ฮาล์ฟสเปซในแนวลึกของแผงมิดฟิลด์ทะลุเข้าไปในกรอบเขตโทษ เหตุผลที่ทำเช่นนี้ได้เนื่องจาก ซาลาห์ และ มาเน่ ไม่ถอยลงมาเล่นเกมรับ ส่งผลให้ กลาง 3 ตัวของ ลิเวอร์พูล ต้องยืนห่างกันเพื่อปิดพื้นที่ให้เยอะที่สุดจึงเกิดช่องไฟขนาดใหญ่ และนั่นเป็นที่มาของการเสียประตูในจุดเริ่มต้นเดิมๆ 

ส่วนประตูที่เสียให้ เซาธ์แฮมป์ตัน เป็นการเปิดบอลพลาดของ อาเดรียน ไปโดนเท้าของ อิงส์ เข้าประตูไปแบบโง่ๆ อันนี้ไม่นับ 

ประตูที่เสียให้ นอริช ซิตี้ คล้ายๆ กับที่ อาร์เซน่อล ทำได้ ก็คือแทงบอลจากพื้นที่ฮาล์ฟสเปซหน้าในแนวลึกผ่านช่องไฟขนาดใหญ่ของกองกลางลิเวอร์พูลเข้าไปในกรอบเขตโทษฝั่งใดฝั่งหนึ่งแล้ว ติโม ปุ๊กกี้ วิ่งทะแยงฉีกคู่เซ็นเตอร์แบ็คไปรับบอลก่อนยิงหักข้อเข้าประตู 

5 จาก 6 ประตูที่เสียมีจุดเริ่มต้นคล้ายๆ กันคืออาศัยช่องว่างของ 3 กองกลาง ลิเวอร์พูล ให้เกิดประโยชน์ นี่ยังไม่นับจังหวะหวาดเสียวอีกมากมายที่คู่แข่งควรจะได้จากวิธีการแบบเดียวกันนี้แต่ดันยิงไม่เข้านะครับ ยกตัวอย่างเช่นในจังหวะที่ คริสเตียนเซ่น เซ็นเตอร์แบ็คเชลซีดันสูง ก่อนแทงบอลฝ่าตรงๆ ผ่านช่องว่างระหว่าง ฟาบินโญ่ กับ ไวจ์นัลดุม บริเวณกลางสนามและผ่านช่องว่างระหว่าง ฟานไดจ์ กับ โรเบิร์ตสัน ที่ดันขึ้นมาบีบสูง บอลทะลุเข้าไปในกรอบเขตโทษ แต่ แทมมี่ อับราฮัม ยิงไม่เข้า เป็นต้น 

นี่คือรูปแบบการเข้าทำที่ลิเวอร์พูลยังแก้ไม่ได้ นับตั้งแต่เปิดฤดูกาลเป็นต้นมา ด้วยระบบการเล่น 4-3-3 ประกอบกับแท็คติส์ที่ คล็อปป์ ให้ ซาลาห์ และ มาเน่ ยืนค้ำแบ็กคู่แข่งไว้ ทำให้ 3 กองกลางของ ลิเวอร์พูล งานหนักมากๆ และมีช่องว่างขนาดใหญ่ที่ปิดไม่มิด

นอกจากนี้ข้อมูลจากพรีเมียร์ลีกยังเปิดเผยว่า ลิเวอร์พูล มีจำนวนการเข้าปะทะต่ำสุดเป็นอันดับ 20 ในลีกที่ 118 ครั้งจาก 8 เกมที่ผ่านมาในซีซั่นนี้ แม้แต่ทีมเน้นครองบอลไม่เน้นปะทะอย่าง แมนฯซิตี้ ยัง "แท็คเกิ้ล" เยอะกว่า ลิเวอร์พูล ที่จำนวน 138 ครั้งเลย ดูเหมือนว่าลิเวอร์พูลพยายามหลีกเลี่ยงการปะทะนะครับ หากเจอเกมหนัก ทำฟาวล์กันบ่อยๆ บางทีนั่นอาจไม่ใช่สิ่งที่ ลิเวอร์พูล ชอบ 

บทสรุปวิธีสยบลิเวอร์พูลมี 3 ข้อดังต่อไปนี้ 
1.เล่นหนัก ชวนปะทะ ทำฟาวล์บ่อยๆ
2.โจมตีพื้นที่ว่างด้านหลัง ซาลาห์ และ มาเน่ 
3.ภาวนาให้ลิเวอร์พูลยิงไม่เข้า 

บู๊วัวแดง