ปิดฉากอาเซียนกรังด์ปรีซ์ 2019 ทัพลูกยางสาวไทย ได้อะไรจากรายการนี้ ???

ศึก วอลเลย์บอลอาเซียน กรังด์ปรีซ์ 2019 ได้ปิดฉากแข่งขันทั้ง 2 สนาม ไปแล้ว โดย วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย โชว์ผลงานคว้าแชมป์มาได้ทั้ง 2 สนาม ซึ่งด้วยมาตรฐาน และ ขีดความสามารถของตัวผู้เล่น ก็คงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไร

ประเด็นสำคัญคือ สาวไทย ได้อะไรบ้าง จากการร่วมลุยศึกครั้งนี้ ???

รายการนี้เพิ่งเริ่มต้นเป็นปีแรก จากความร่วมมือของ การกีฬาแห่งประเทศไทย, สหพันธ์วอลเลย์บอลแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่หวังพัฒนาวงการวอลเลย์บอลอาเซียน

โดยมี 4 ชาติเข้าร่วมแข่งขัน คือ ไทย, เวียดนาม, อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์ ซึ่งเดิมทีมีโปรเจกจะหมุนเวียนสลับกันเป็นเจ้าภาพ 4 สนาม แต่ทว่าท้ายที่สุด ทำได้เพียง 2 สนาม คือที่ ไทย สนามแรก และ ฟิลิปปินส์ รับหน้าเสื่อสนามที่ 2 เท่านั้น

เรื่องการจัดแข่งขัน สนามแรก ที่ ไทย ใช้ เทอร์มินอล 21 โคราช เป็นสังเวียนดวลตบ เป็นการตอกย้ำแฟนลูกยางไทย กับ กระแสวอลเลย์บอล ก่อนศึก วอลเลย์บอลโอลิมปิกเกมส์ 2020 รอบคัดเลือกโซนเอเชีย ที่จะมาฟาดฟันกันที่โคราชอีกครั้งต้นปีหน้า

ส่วน สนาม 2 ที่ฟิลิปปินส์ เจ้าภาพ ซีเกมส์ 2019 ได้ใช้เป็นการเตรียมพร้อมด้านเทคนิค การจัดแข่งขันในทุกๆด้าน ก่อนเข้าสู่การแข่งขันจริงที่จะเกิดขึ้น ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน - 11 ธันวาคม และ ทั้ง 4 ชาติ ได้ใช้เป็นแมตช์ทดสอบทีมไปในตัวอีกด้วย

ทั้ง 2 สนาม “โค้ชด่วน” ดนัย ศรีวัชรเมธากุล ไม่ใช้งาน นุศรา ต้อมคำ มือเซตตัวเก่ง โดยใช้ พรพรรณ เกิดปราชญ์ กับ กุลภา เปี่ยมพงษ์สานต์ ให้ทั้งคู่ได้ปล่อยของเต็มที่ โดยเฉพาะ พรพรรณ​ ที่เพิ่งกลับมาชื่อในรายการ คัดโอลิมปิก (รอบแรก) กับ ชิงแชมป์เอเชีย หลังผ่าตัดลำไส้

ส่วนที่น่าสนใจคือการกลับมาของ “บีม” พิมพิชยา ก๊กรัมย์ บีหลังคนสำคัญ ที่ก่อนหน้านี้เจอพิษอาการบาดเจ็บเล่นงานจนหายหน้าไปนาน ซึ่งถือว่าสำคัญมากที่มีรายการนี้มาคั่นก่อนลุย ซีเกมส์ เพราะเหมือนเป็นแมตช์ฟิตชั้นดี ก่อนลุยทัวร์นาเมนท์จริง

ซึ่งภาพรวมของ “น้องบีม” อาจยังไม่เข้าที่เข้าทางที่สนามแรก แต่กับ สนาม 2 ที่ฟิลิปปินส์ เมื่อจังหวะการเล่นที่คุ้นเคยเริ่มกลับมา ก็สามารถเค้นฟอร์มออกมาได้อย่างเต็มที่ ตบ 15 แต้ม เกมอินโดฯ และ 11 แต้ม กับฟิลิปปินส์ ก่อนได้พักในนัดเวียดนาม

ส่วนผู้เล่นคนอื่นๆ โค้ชด่วน เปิดโอกาสให้โชว์ผลงานทั้ง วณิชยา หล่วงทองหลาง, วัชรียา นวลแจ่ม, ฑิชากร บุญเลิศ ที่มีชื่อทั้ง 2 สนาม ชิตพร กำลังมาก กับ สุพัตรา ไพโรจน์ ที่มีชื่อในสนาม 2 แทน ทัดดาว นึกแจ้ง กับ ฑิฆัมพร ช้างเขียว จากสนามแรก

ขณะที่กลุ่มผู้เล่นตัวหลักทั้ง อรอุมา สิทธิรักษ์ ที่ได้รับบทบาทหัวหน้าทีม, ปลื้มจิตร์ ถินขาว, มลิกา กันทอง, วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์, ชัชชุอร โมกศรี และ ปิยะนุช แป้นน้อย ก็ถูกสลับสับเปลี่ยนหวุนเวียนลงสนามกันพร้อมหน้า

ส่วนผลงานในสนาม อาจจะดูอึดอัดสนามแรก เพราะแม้จะชนะ เวียดนาม ได้ 3-0 เซต แต่การชนะ อินโดฯ กับ ฟิลิปปินส์ แบบเสียเซต ทำแฟนวอลเลย์บอลไม่ค่อยสบอารมณ์เหมือนกัน ถึงกับต้องนำไปเปรียบเทียบฟอร์มกับ เกาหลีใต้ ที่โชว์ผลงานดีในเวิลด์คัพ 2019

แต่หากเปิดใจมองลึกไปสักนิด หลังจบชิงแชมป์เอเชีย สาวไทยปล่อยพักหลังกรำศึกหนักต่อเนื่องหลายรายการ ซึ่งช่วงที่เรียกเข้ามาเก็บตัวซ้อมก่อนอาเซียนกรังด์ปรีซ์ ได้เน้นการทำร่างกายเป็นหลัก อาจมีผลทำให้หลายคนยังเล่นได้ไม่เต็มร้อย

ทว่า สนามที่ 2 ร่างกายเริ่มกลับมาสมบูรณ์ บวกกับการเน้นรายละเอียดระบบการเล่น ทำให้ สาวไทย เดินทางล่าชัย เร่งเครื่องปล่อยของทุบชนะคู่แข่งทั้ง 3 ทีม ชนิดไม่พลาดเสียแม้แต่เซตเดียว แถมแต้มแต่ละเซตยังถือว่าขาดลอยอีกด้วย

ฉะนั้น เห็นได้ว่า มาตรฐานการเล่น หากวัดกันจริงๆ สาวไทย ยังเหนือกว่าคู่ต่อกรย่านอาเซียนหลายช่วงตัว และ หลังจากนี้ ก็จะเป็นการเตรียมทีมเพื่อให้พร้อมที่สุด ก่อนจะกลับไปที่ฟิลิปปินส์อีกครั้ง เพื่อลงป้องกันแชมป์ซีเกมส์...

Mr.SAMBUK