ชัยชนะ 8 นัดซ้อนในบอลลีกของ ลิเวอร์พูล คือสิ่งที่แฟนบอลยุคนี้แทบไม่เคยเห็นกันมาก่อน

ครั้งสุดท้ายที่ “หงส์แดง” ทำแบบนี้ได้ เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนที่ลีกสูงสุดจะเปลี่ยนชื่อมาเป็น พรีเมียร์ลีก เสียอีก ฉะนั้น มันจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไร

อย่างไรก็ตาม ถ้าเราจะพิจารณากันให้ดีๆ เราจะเห็นได้ว่าฟอร์มของ ลิเวอร์พูล ในช่วง 4-5 นัดหลังสุดนั้น ไม่ได้อยู่ในจุดที่สมบูรณ์แบบเลยแม้แต่น้อย

สัญญาณเริ่มแสดงให้เห็นตั้งการการที่ทีมเริ่มรักษาคลีนชีตไม่ค่อยได้ เรื่อยมาจนถึงเกมเชือด เชลซี 2-1 ในสภาพที่โดนไล่โขลกอย่างหนักในช่วงท้ายเกม แต่ก็เอาตัวรอดมาได้อย่างหวุดหวิด

หลังจากนั้น มันยังมีเกมเบียดชนะ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 1-0 จากประตูโชคช่วยของ จีนี่ ไวจ์นัลดุม เรื่อยมาจนถึงเกม แชมเปี้ยนส์ลีก ที่นำ ซัลส์บวร์ก 3-0 แต่ก็ทะลึ่งมาโดนตีเสมอ 3-3 ก่อนที่จะได้ ซาล่าห์ ซัดประตูชัยได้แบบใจหายใจคว่ำ

นัดล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา พลพรรค “เร้ด แมชชีน” กำลังจะทำได้แค่เสมอกับ เลสเตอร์ อยู่แล้ว แต่ก็มาได้จุดโทษช่วงนาทีที่ 95 อย่างที่เห็นๆ กัน

มันเป็นเกมที่สูสี และเป็นอีก 1 เกมที่ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ ประมาทเบาๆ ในจังหวะที่โดนตีเสมอ ซึ่งเท่ากับว่าแนวรับชาวดัตช์ เสียท่าให้กับแนวรุกของคู่แข่ง 2 เกมซ้อน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้บ่อยๆ

แต่ด้วยองค์ประกอบบางอย่าง จังหวะจะโคนต่างๆ ลิเวอร์พูล ก็เอาตัวรอดกลับมาได้เสมอ ซึ่งนี่คือ 1 ในคุณสมบัติสำคัญของทีมที่พร้อมจะคว้าแชมป์

ชนะได้ในเกมที่น่าเสมอ และเสมอได้ในเกมที่ควรแพ้

อย่างไรก็ตาม หลังพักเบรกทีมชาติในครั้งนี้ ลิเวอร์พูล อาจถึงคราวต้องเค้นฟอร์มเก่งของตัวเองออกมาให้ได้อีกครั้งเสียที

การบุกเยือน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะไม่ใช่งานที่ง่าย ถึงแม้หลายๆ คนจะค่อนขอด “ปีศาจแดง” ชุดนี้ว่ามีฟอร์มการเล่นที่กักขฬะ แต่ถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นศึก “แดงเดือด” ความทุ่มเทจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า 3 เท่า

หาก ลิเวอร์พูล ยังสามารถเก็บชัยชนะเหนือคู่อริตัวเอ้ได้อีก และพาตัวเองทำสถิติชนะเกมลีก 9 นัดซ้อน เชื่อได้เลยว่าทุกๆ คนจะเริ่มกลับมาให้เครดิตกับ ลิเวอร์พูล มากขึ้น

และบางที มันอาจทำให้ “เครื่องจักรสีแดง” กลายเป็นเต็ง 1 ในสายตาของแฟนบอลและบ่อนพนันเหนือกว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แบบเต็มตัวเสียที