หลังจากที่ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ โดน บาเยิร์น มิวนิค ถล่มคาถิ่น 2-7 ถือเป็นความพ่ายแพ้ที่เละสุดเกมหนึ่งของทัพ "ไก่เดือยทอง" เลยทีเดียว

แน่นอนว่าฟุตบอลยุคปัจจุบัน แฟนๆ คงจะตกใจกับผลการแข่งขันในเกมนี้ เพราะทีมจากอังกฤษ ช่วงหลังทำผลงานกันได้ดี แถมในฤดูกาลที่แล้ว ทีมที่เข้าชิงทั้งถ้วยเล็กถ้วยใหญ่ ก็มาจากแดนผู้ดีกันทั้งหมด

แต่ถ้าไปย้อนดู นี่ก็ไม่ได้เป็นเกมแรก ที่ทีมจากยุโรป ต้องพ่ายแพ้แบบสู้ไม่ได้ วันนี้จะพาไปดู 5 เกมที่ยยักษ์ใหญ่แดนผู้ดี โดนบรรดาทีมดังจากยุโรปสอนบอลกัน

1.เรอัล มาดริด 4-0 ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์, 2010-11

ที่สนาม ซานติอาโก เบร์นาเบว เกมเลกสองในรอบก่อนรองชนะเลิศ ทัพ "ราชันชุดขาว" กลับมาเล่นในบ้าน ด้วยสกอร์ที่นำอยู่ 1-0

เพียงแค่พวกเขาประคองตัว ก็สามารถผ่านเข้ารอบไปได้สบายๆ แต่ด้วยความเป็น เรอัล มาดริด จึงไม่หยุดแค่นั้น จากใบเหลือง-แดงของ ปีเตอร์ เคราช์ ตั้งแต่นาทีที่ 15 ส่งผลให้เจ้าบ้านเล่นได้ง่ายขึ้นไปอีก

ก่อนที่ "ไก่เดือยทอง" จะเหลือ 10 ตัว ทีมก็โดนไปแล้วหนึ่งเม็ดจาก เอ็มมานูเอล อาเดบายอร์ หลังจากนั้นก็โดนถล่มอีก 3 เม็ดจาก อเดบายอร์ คนเดิม, อังเคล ดิ มาเรีย และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ถือเป็นเกมที่ สเปอร์ส แพ้สบายอีกครั้งหนึ่ง

2.ยูเวนตุส 3-0 เชลซี, 2012-13

ในการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่มนัดที่ 5 ยูเวนตุส มีผลงานชนะ 1 เสมอ 3 ต้องการ 3 คะแนนเพื่อที่จะลุ้นเข้ารอบต่อไป เกมนี้พวกเขาจะต้องเปิดบ้านพบกับ เชลซี ทีมแชมป์เก่า

แต่ผลปรากฏว่า เกมนี้กลายเป็นงานง่ายของ "ไอ้ม้าลาย" ซะอย่างนั้น พวกเขาขึ้นนำตั้งแต่ครึ่งแรกจาก ฟาบิโอ กวายาเรลล่า นาทีที่ 38

เกมพวกเขาดูเหนือกว่าตลอด แม้ว่า เชลซี จะเป็นฝ่ายครองบอล แต่ ยูเวนตุส กลับเป็นฝ่ายที่ยิงได้มากกว่า พวกเขาได้โอกาสยิงรวมทั้งหมด 26 ครั้ง ขณะที่ เชลซี ยิงไปเพียง 12 หนเท่านั้น

ก่อนที่ครึ่งหลัง ยูเว่ จะมาได้อีก 2 ประตูจาก อาร์ตูโร่ วิดัล และ เซบาสเตียน โจวินโก้ จบไปด้วยสกอร์ 3-0 แบบเบาะๆ

3.ลิเวอร์พูล 0-3 เรอัล มาดริด, 2014-15

ลิเวอร์พูล ภายใต้การคุมทีมของ เบรนแด็น ร็อดเจอร์ส กลับมาเล่นฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นหนแรกในรอบ 5 ปี พวกเขาอยู่ในกลุ่มที่ไม่ถึงกับยากนัก มี ลูโดโกเรตส์ และ บาเซิ่ล เป็นทีมที่พวกเขาต้องผ่านไปให้ได้

แต่พวกเขากลับทำไม่ได้ เปิดหัวนัดแรกด้วยชัยชนะ 2-1 กับ ลูโดโกเรตส์ แต่หลังจากนั้นแพ้ 3 เกมรวด โดยเฉพาะนัดที่ 3 ที่ถูก "ราชันชุดขาว" ตบกระจุยตั้งแต่ครึ่งแรก

ที่สนาม แอนฟิลด์ ในวันนั้น ทั้งสองทีมส่งผู้เล่นชุดใหญ่ลงสนาม ทีมเยือนของ คาร์โล อันเชล็อตติ มาได้ 3 ลูกจาก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ นาทีที่ 23 และ คาริม เบนเซม่า นาทีที่ 30 และ 41 เก็บ 3 แต้มไป พวกเขาจบเป็นแชมป์กลุ่มด้วยการชนะ 6 นัดรวด ขณะที่ ลิเวอร์พูล ตกรอบไปเล่น ยูโรปาลีก ในบั้นปลาย

4.บาเยิร์น มิวนิค 5-1 อาร์เซน่อล, 2015-16

รอบแบ่งกลุ่มฤดูกาล 2015-16 นัดที่ 3 อาร์เซน่อล เปิดบ้านเอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค ได้ 2-0 ถือว่าเป็นแมตช์ที่ยอดเยี่ยมมากๆ ของพวกเขา แต่พอกลับไปที่ อัลลิอันซ์ อารีน่า กลับไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย

ทัพ "ปืนใหญ่" ถูกเจ้าบ้าน "เสือใต้" ถล่มขาด 5-1 ได้ประตูจาก โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้, โธมัส มุลเลอร์ 2 ลูก, ดาวิด อลาบา และ อาร์เยน ร็อบเบน

ทีมเยือน มาได้ลูกปลอบใจจาก โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ซึ่งในเกมนั้น แนวรับของ อาร์แซน เวนเกอร์ ถูกวิจารณ์อย่างหนัก และเป็นความพ่ายแพ้ต่อทัพ "เสือใต้" อีกครั้ง เพราะในช่วงนั้น พวกเขาต้องเจอกับ บาเยิร์น ถึง 3 ซีซั่นติดต่อกัน

5.บาร์เซโลน่า 4-0 แมนเชสเตอร์ ซิตี้, 2016-17

ในการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่มนัดที่ 4 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่นำมาโดย เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ต้องพาลูกทีมใหม่ มาเจอกับ บาร์เซโลน่า อดีตทีมเก่า

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลัง เมื่อ เคลาดิโอ บราโว่ ถูกใบแดงไล่ออกจากสนาม ในนาทีที่ 58 หลังจากที่ตามหลังอยู่ 0-1 ก็มาเจอทีเด็ดของ ลิโอเนล เมสซี่ ยิงแฮตทริก พาทีมขึ้นนำ 3-0 ก่อนที่ เนย์มาร์ จะมาปิดกล่องอีกลูกในช่วงท้ายเกม นาทีที่ 89

ก่อนหน้าที่ เนย์มาร์ จะซัดลูก 4 เขาได้จุดโทษ แต่กลับยิงไม่เข้าด้วย ทั้งๆ ที่ บาร์ซ่า เหลือ 10 ตัวจากใบแดงของ เฌเรมี่ มาติเยอ ในนาทีที่ 73 กลับไม่ได้มีเกมที่ด้อยลงเลยด้วยซ้ำ