ศึกฟุตบอลลีกสูงสุดในประเทศไทย เดินหน้าเข้าสู่ช่วง 3 นัดสุดท้าย นับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของฤดูกาล ทั้งการลุ้นแชมป์ และหนีตกชั้น...

ถือเป็นอีกหนึ่งซีซั่นที่มีการขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้น เผลอๆอาจจะเป็นปีที่มีการลุ้นอย่างดุเดือดมากที่สุดโดยเฉพาะตำแหน่งแชมป์ เพราะณ เวลานี้กับโปรแกรมในช่วง 3 นัดสุดท้าย มีถึง 3 สโมสรที่อยู่ในข่ายลุ้นแชมป์เต็มตัว

 

ชะตาของ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด

ทีมแรกคือทัพ "กว่างโซ้งมหาภัย" สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ภายใต้การคุมทัพของ ไอล์ตัน ที่ปัจจุบันถือไพ่เหนือกว่าคู่แข่ง แม้จะมีแต้มเท่ากับแชมป์เก่าอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แต่ผลงานเฮดทูเฮดที่เจอกับ เชียงรายฯ ทำได้ดีกว่า(บุกเสมอ บุรีรัมย์ 0-0, เปิดบ้านชนะ บุรีรัมย์ 4-0) หรือจะมองง่ายๆก็คือพวกเขาได้เปรียบบุรีรัมย์ฯอยู่ครึ่งแต้ม

ย้อนกลับไปในช่วงก่อนเปิดฤดูกาล บอร์ดบริหารของสโมสรสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ประกาศเป้าหมายชัดเจนในฤดูกาลใหม่ก็คือต้องการแชมป์ลีกเป็นสมัยแรกมาประดับสโมสร หลังจากที่พวกเขาสามารถคว้าดับเบิ้ลแชมป์บอลถ้วยในประเทศไทยไปครองอย่างยิ่งใหญ่ ในปีที่ผ่านมา

ถึงตรงนี้ต้องบอกว่าเป้าหมายของพวกเขาใกล้จะลุล่วงแล้ว แม้จะมีช่วงที่สะดุดไปบ้าง แต่สุดท้ายก็ยังสามารถประคับประคองจนกลับมายืนหยัดเป็นจ่าฝูงอย่างเหนียวแน่น และผลงานก็ดูดีสม่ำเสมอ หากสามารถรักษามาตรฐานการเล่นได้ต่อเนื่องในช่วง3เกมสุดท้าย และลงสนามแบบไม่กดดันตัวเอง มีโอกาสสูงที่สาวก "กว่างโซ้งมหาภัย" จะได้สัมผัสกับตำแหน่งแชมป์ไทยลีกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์


ทัพนักเตะ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด

โปรแกรม 3 นัดสุดท้ายของ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด
- 2 ต.ค.  เยือน พีทีที ระยอง
- 20 ต.ค. เหย้าพบ พีที ประจวบ เอฟซี
- 26 ต.ค. เยือน สุพรรณบุรี เอฟซี

ดูโปรแกรม 3 นัดสุดท้ายของ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ถือว่าเป็นโอกาสดี และไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรมากนัก แม้จะต้องออกไปเยือนถึง 2 จาก 3 เกมที่เหลือ แต่ก็ยังมองถึงชัยชนะได้ เพราะจะเป็นการออกไปเยือนทีมน้องใหม่อย่าง พีทีที ระยอง ที่โอกาสอยู่รอดสดใส รวมถึงการเยือน สุพรรณบุรี เอฟซี ทีมในโซนแดง ที่ว่ากันตามฟอร์มก็ยังดูดีกว่า แต่ก็จะประมาทไม่ได้ เพราะสถานการณ์ของสุพรรณฯเวลานั้นก็อาจจะยังต้องการคะแนนเพื่อความอยู่รอด เพราะฉะนั้นหากเชียงรายฯอยากจะเป็นแชมป์ก็จะต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ในช่วง 3 นัดสุดท้ายว่าเป็นทีมที่ดีพอหรือไม่

ส่วนการเล่นในบ้านเจอกับ พีที ประจวบ เอฟซี ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ยิงทางฝั่ง "ต่อพิฆาต" เพิ่งจะเถลิงแชมป์โตโยต้า ลีกคัพ มาหมาดๆ และสถานการณ์ในลีกก็ค่อนข้างลอยตัว ทำให้เกมนัดนี้ "โค้ชวัง" ธวัชชัย ดำรงค์อ่องตระกูล แทบจะไม่ต้องเน้นกับผลการแข่งขันมากนักและอาจจะให้โอกาสดาวรุ่งลงสนามหลายราย

 

ชะตาของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

ขณะที่ทัพ "ปราสาทสายฟ้า" บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แชมป์เก่าที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก แม้จะมีคะแนนเท่ากับ สิงห์ เชียงราย แต่อย่างที่พวกว่าเฮดทูเฮดของพวกเขาเป็นรอง เพราะฉะนั้นสิ่งเดียวที่พอจะทำได้คือพึ่งตัวเองก่อนอย่างแรก ด้วยการเดินหน้าเก็บชัยชนะในทุกเกมที่เหลือ แล้วมาลุ้นให้เชียงรายฯ พลาดท่าทำแต้มหล่นหายสักหนึ่งนัด ถึงจะมีโอกาสรักษาแชมป์ของตัวเองเอาไว้

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ไม่ถึง 1 เดือน สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นทีมเดียวที่อยู่ในเส้นทางลุ้นทริปเปิ้ลแชมป์ในประเทศ แต่มาถึงตอนนี้พวกเขาเหลือลุ้นแค่ในไทยลีก รายการเดียวเท่านั้น เพราะในศึกเอฟเอคัพ ก็ตกรอบรองชนะเลิศด้วยการพ่ายแพ้ให้กับ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี หนำซ้ำยังพลาดโอกาสเรียกความมั่นใจกับแชมป์แรกในประเทศ หลังแพ้ในการดวลจุดโทษต่อ พีที ประจวบ เอฟซี ในนัดชิงชนะเลิศศึกโตโยต้า ลีกคัพ

ดูจากสถานการณ์ของ "ปราสาทสายฟ้า" กำลังตกที่นั่งลำบาก สิ่งเดียวที่จะเป็นปัญหาของทีมคือเรื่องของสภาพจิตใจนักเตะ ว่าจะสามารถกลับมาเล่นได้ตามมาตรฐานของตัวเองที่เคยทำได้หรือไม่ บวกกับแรงกดดันที่มีค่อนข้างสูง สังเกตได้จากเกมลีกนัดล่าสุดที่พวกเขาเฉือนเอาชนะทีมท้ายตารางอย่าง ชัยนาท ฮอร์นบิล 1-0 กว่าจะได้ประตูชัยก็เล่นเอาหืดขึ้นคอ สิ่งเดียวที่ต้องทำในเวลานี้คือเรียกขวัญกำลังใจของทีมกลับมาให้เร็วที่สุด มิเช่นนั้นก็อาจจะต้องมือเปล่าในซีซั่นนี้


ทัพนักเตะ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

โปรแกรม 3 นัดสุดท้ายของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
2 ต.ค. เยือน นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี
20 ต.ค. เหย้าพบ การท่าเรือ เอฟซี
26 ต.ค. เยือน เชียงใหม่ เอฟซี

ยิ่งเมื่อเราได้เห็นโปรแกรม 3 นัดสุดท้ายของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ เริ่มตั้งแต่เกมนัดหน้าที่จะออกไปเยือนถิ่น "สวาทแคท" แม้สถิติที่ผ่านมา บุรีรัมย์ฯ จะทำได้ดีกว่า แต่ด้วยสถานการณ์ความกดดันที่จะต้องชนะสถานเดียว บวกกับเกมนัดนี้เจ้าถิ่นก็หมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องเก็บแต้มให้ได้เพื่อความอยู่รอด น่าจะเป็นศึกดาร์บี้แมตช์ที่ใส่กับสุดตัวทั้งสองฝ่าย

และอีกหนึ่งเกมที่สำคัญมากๆต่อ บุรีรัมย์ฯ ก็คือการเล่นในบ้านรับมือ การท่าเรือ เอฟซี ทีมที่เวลานี้ไล่จี้พวกเขาอยู่เพียงแค่ 2 คะแนน แน่นอนว่าทางฝั่ง "สิงห์เจ้าท่า" ก็คาดหวังว่าจะต้องบุกไปเก็บชัยชนะให้ได้ เพื่อต่อยอดกับการลุ้นแชมป์เช่นเดียวกัน บอกได้คำเดียวว่าเกมนัดนี้อาจจะเป็นเกมแห่งฤดูกาลที่จะตัดสินตำแหน่งแชมป์

ส่วนนัดสุดท้ายที่จะออกไปเยือนทีมบ๊วยอย่าง เชียงใหม่ เอฟซี แม้หลายคนอาจจะมองว่าเป็นงานไม่หนัก แต่ก็ต้องบอกว่าไม่ใช่งานง่ายแน่นอน เพราะเจ้าบ้านเล่นแบบไม่มีอะไรจะเสีย สรุปสถานการณ์ของ "ปราสาทสายฟ้า" สำคัญตรงที่อีก 2 นัดจากนี้ หากสามารถเก็บชัยชนะได้ทั้งสองเกมก็มีโอกาสลุ้นแชมป์ยันนัดสุดท้าย แต่หากพลาดท่าสะดุดไปสัก 1 เกม ก็บอกได้คำเดียวว่าจบเห่

 

ชะตาของ การท่าเรือ เอฟซี

อีกหนึ่งทีมที่อาจจะกลายเป็นตาอยู่ ปาดหน้าเข้าป้ายแชมป์อย่างสโมสรการท่าเรือ เอฟซี ที่สถานการณ์เวลานี้ตามหลัง 2 ทีมนำอยู่เพียงแค่ 2 คะแนนเท่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องพึ่งตัวเองเป็นอันดับแรกกับการเดินหน้าเก็บชัยชนะทุกนัดที่เหลือจากนี้  แม้โอกาสความเป็นไปได้ที่จะเป็นแชมป์มีน้อยกว่าคู่แข่ง แต่ฟุตบอลลูกกลมๆอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น

เชื่อว่าลึกๆในใจของสาวก "สิงห์เจ้าท่า" น่าจะแอบเสียดายอยู่พอตัว เพราะหากย้อนไปในช่วงเลกแรกพวกเขาเคยก้าวไปรั้งตำแหน่งจ่าฝูงของตารางอยู่พักใหญ่ๆ แต่ด้วยประสบการณ์ลุ้นแชมป์ที่ยังไม่เคี่ยวพอ ก็ทำให้ผลงานดร็อปลงไป ก่อนที่ "โค้ชโชค" โชคทวี พรหมรัตน์ จะเข้ามารวบรวมขวัญกำลังใจและพาทีมกลับมาอยู่ในเส้นทางที่ดีอีกครั้ง

หากเทียบความกดดันของ การท่าเรือ เอฟซี กับ 2 ทีมข้างต้น ต้องบอกว่าพวกเขาไม่ต้องกดดันอะไรเลย และเล่นไปตามเกมของตัวเองในช่วง 3 นัดสุดท้าย และสิ่งนี้แหล่ะที่จะทำให้การท่าเรือ เอฟซี สามารถทำผลงานได้ดีในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล เพราะพวกเขาแทบไม่มีอะไรจะเสีย หากจบอันดับสูงกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะรองแชมป์หรือตำแหน่งแชมป์ ก็ถือเป็นโบนัสและประสบการณืที่ดีของพวกเขาในปีนี้


ทัพนักเตะ การท่าเรือ เอฟซี

โปรแกรม 3 นัดสุดท้ายของ การท่าเรือ เอฟซี
2 ต.ค. เหย้า ชัยนาท ฮอร์นบิล
20 ต.ค. เยือน บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
26 ต.ค. เหย้า สมุทรปราการ ซิตี้

โปรแกรมในช่วง 3 นัดสุดท้ายของ การท่าเรือ เอฟซี เริ่มจากนัดที่จะเล่นในบ้านเจอกับทีมในโซนแดงอย่าง ชัยนาท ฮอร์นบิล ถ้าดูจากมาตรฐานยังเหนือกว่าอยู่พอสมควร และน่าจะเดินหน้าเก็บ 3 คะแนนไปแบบไม่ยากเย็นนัก แต่เกมที่จะเป็นตัวแปรสำคัญของพวกเขาคือนัดรองสุดท้าย ในการบุกเยือน บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าด้วยช่องว่างที่ตามหลังเพียงแค่ 2 คะแนน นั่นจะทำให้พวกเขาไปเยือนแบบใส่สุดตัวในนัดนี้ เพราะจะเป็นโปรแกรมที่ทั้งสองทีมต้องตัดแต้มกันเอง

ส่วนเกมสุดท้ายที่จะเล่นในบ้านเจอกับ สมุทรปราการ ซิตี้ พวกเขามีประเด็นที่ต้องการชำระแค้น เพราะถ้ายังจำกันได้ การท่าเรือฯ เคยบุกไปแพ้ สมุทรปราการ ซิตี้ ในช่วงท้ายเลกแรก และส่งผลกับการเสียบัลลังก์จ่าฝูงในเวลานั้น ก่อนจะทำให้ทีมเสียหลักไปหลายนัด มาถึงเกมนี้แน่นอนว่าพวกเขาจะต้องคิดบัญชีคืนให้ได้

แม้ การท่าเรือ เอฟซี จะมีอีกหนึ่งถ้วยที่ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศในศึก ช้าง เอฟคัพ แต่ทางด้าน "โค้ชโชค" โชคทวี พรหมรัตน์ ก็ออกมายืนยันชัดเจนว่ายังคงเน้นในเกมลีกเป็นอันดับแรก เพราะกว่าจะถึงนัดชิงแชมป์ก็ยังมีเวลาในการเตรียมความพร้อมอยู่พอสมควร เพราะฉะนั้นเราก็ยังตัดชื่อของ การท่าเรือ เอฟซี ออกจากการลุ้นแชมป์ไม่ได้

อย่างที่บอกว่าปีนี้อาจจะเป็นปีที่มีการแข่งขันกันสูงที่สุด ด้วยหลายๆปัจจัย ทั้งจำนวนสโมสรที่ลดลงมาเหลือ 16 ทีมในลีก ทำให้แต่ละทีมจะต้องเน้นคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นทีมหัวตารางหรือท้ายตารางก็มีสิทธิ์แพ้-ชนะ ได้ด้วยกันทั้งนั้น ผลกำไรจึงตกมาอยู่กับแฟนบอลที่ได้ชมการแข่งขันที่สุดตื่นเต้นและเร้าใจ

สุดท้ายไม่ว่าสโมสรไหนจะก้าวไปคว้าตำแหน่งแชมป์ไทยลีก ในฤดูกาลนี้ ก็ต้องบอกว่าเป็นการคว้าแชมป์ที่คู่ควรสำหรับพวกเขา กับการฟันฝ่าอุปสรรค์ต่างๆมาตลอดตั้งแต่ต้นปี ขับเคี่ยวกันชนิดที่สถานการณ์ในตารางสามารถเปลี่ยนแปลงได้แบบเกมต่อเกม และดีไม่ดีการตัดสินแชมป์ในซีซั่นนี้ เราอาจจะได้ลุ้นกันแบบนาทีต่อนาทีในนัดสุดท้าย...

"บิ๊ก กิโล10"