ถึงตอนนี้ เชื่อแฟนบอลหลายคนในประเทศ ต่างก็เอาใจช่วย ศรีสะเกษ เอฟซี ให้ได้เลื่อนชั้นขึ้นสู่ไทยลีกอีกครั้ง แม้คนเหล่านั้นจะไม่ใช่แฟนบอลของ "กูปรีอันตราย" ก็ตาม

 

เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะ ศรีสะเกษ เอฟซี ต้องเจอวิบากกรรมในฤดูกาลนี้ค่อนข้างเยอะ ทั้งการโดนตัด 6 แต้ม ถึง 2 ครั้ง รวมเบ็ดเสร็จ 12 คะแนนที่หายไป 

ทำให้จากทีมหัวตาราง พวกเขาต้องหล่นไปอยู่กลางตาราง ซึ่งในตอนแรกหลายคนถอดใจแล้วว่าปีนี้คงยากที่จะได้ขึ้นไทยลีก

แต่ด้วยการนำทัพของ "น้าฉ่วย" สมชาย ชวยบุญชุม กุนซือผู้มากฝีมือ ใครจะไปเชื่อว่า หลังจากที่โดนตัดรวม 12 แต้มเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม จากนั้นเป็นต้นมา ศรีสะเกษ ก็ยังไม่แพ้ใครอีกเลย

พวกเขาเปลี่ยนความเสียใจ มาเป็นแรงผลักดัน เดินหน้าโกยแต้มต่อเนื่อง ด้วยผลงาน ชนะ 9 นัด เสมอ 3 นัด นับตั้งแต่วันที่โดน สมาคมฟุตบอลฯ ตัด 12 แต้ม เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม

จากทีมกลางตาราง ปัจจุบัน ศรีสะเกษ เอฟซี พุ่งทะยานขึ้นมาอยู่ในอันดับ 3 และกลับมามีลุ้นเลื่อนชั้นขึ้นไทยลีกอีกครั้ง

เบื้องหลังปรากฏการณ์ครั้งนี้ นอกจากนักเตะทุกคนที่รวมใจกันสู้แล้ว คนที่สำคัญอีกคนก็คือ กุนซือผู้อยู่เบื้องหลังอย่าง "น้าฉ่วย" สมชาย ชวยบุญชุม

กุนซือจอมเก๋าวัย 65 ปี ที่หลายคนอาจปรามาสว่าหมดยุคจากวงการฟุตบอลไทยไปแล้ว เขาทำได้อย่างไร ถึงปลุกให้ "กูปรี" ที่ถูกทำร้ายจนบาดเจ็บตัวนี้ ให้กลับมาฮึดสู้ได้อีกครั้ง วันนี้เรามาไขคำตอบกัน

"น้าฉ่วย" เล่าว่า ตอนที่ทราบข่าวว่าทีม ศรีสะเกษ ถูกตัด 6 แต้มแรก ก็ช็อคแล้ว (จากเคสนักเตะเกาหลีใต้ ควาน ฮัก จิน) เพราะต้องหล่นจากอันดับ 2 ในตอนนั้น ไปอยู่ที่ 5 แต่ก็ยังพอทำใจได้ เพราะแต้มกลุ่มลุ้นเลื่อนชั้นยังเกาะๆกันอยู่

แต่พอมาโดนตัดเพิ่มอีก 6 แต้ม (จากเคส คาเล็ด คารูบี้) ก็แทบจะเป็นลม เพราะคราวนี้จากทีมหัวตาราง ต้องหล่นมาอยู่ถึงอันดับ 11 ซึ่งกลายเป็นทีมโซนล่างทันที

ตอนนั้น "น้าฉ่วย" มีหลายความรู้สึกในตัวเอง ทั้งเสียใจ เจ็บใจ และผิดหวัง เพราะเขาตั้งใจไว้มาก ว่าจะพา ศรีสะเกษ กลับขึ้นไปเล่นไทยลีกในปีหน้าให้ได้ แต่การต้องมาโดนลงโทษแบบนี้ ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดที่ตัวเองก่อ มันทำให้ทุกคนในทีมท้อใจ (บทลงโทษจากความผิดของทีม อีสาน ยูไนเต็ด เมื่อปี 2015)

"บิ๊กนาย" ธเนศ เครือรัตน์ ประธานสโมสร ศรีสะเกษ เอฟซี ถึงกับให้สัมภาษณ์ในตอนนั้นว่า ท้อใจและผิดหวังมาก และถึงขั้นคิดจะยุบสโมสร เพื่อเป็นการประท้วง สมาคมฟุตบอลฯ เลยทีเดียว

แม้ ศรีสะเกษ เอฟซี จะยื่นอุทธรณ์ และพยายามอธิบายถึงสาเหตุ และเหตุผลต่างๆ แต่ก็เหมือนจะไร้ผล พวกเขายังต้องก้มหน้าชดใช้ความผิดที่ตัวเองไม่ได้ก่อไว้ เพราะนอกจากจะโดนตัด 12 แต้มแล้ว ยังต้องจ่ายเงินอีกกว่า 3 ล้านบาท ให้กับนักฟุตบอลที่ตนเองไม่ได้เป็นคนเซ็นสัญญา

ทั้งเสียแต้ม ทั้งเสียเงิน ทั้งเสียความรู้สึก

ช่วงเวลานั้นทุกคนในทีม ศรีสะเกษ เศร้ามาก ทั้งผู้บริหาร สตาฟฟ์โค้ช และเหล่านักเตะ แต่ "น้าฉ่วย" ก็ได้ปลุกใจว่า "เอาน่า!! มาสู้กันใหม่"

พวกเขาเปลี่ยนความแค้น มาเป็นพลัง และรวบรวมพลังใจขึ้นอีกครั้ง ตอนนั้น ศรีสะเกษ หล่นมารั้งอันดับ 11 และมีแต้มตามหลังโซนเลื่อนชั้นอยู่ประมาณ 9-10 คะแนน

แม้หลายคนจะบอกว่าเป็นไปไม่ได้ แม้หลายคนจะบอกว่าความหวังริบหรี่ แต่ "น้าฉ่วย" ยังมีแสงสว่างอยู่ในใจเสมอ พร้อมกับบอกว่า ขอให้ 12 แต้มที่เสียไป เป็น 12 แต้มสุดท้ายแล้วนะ ที่ทีมจะโดนตัดคะแนน

"น้าฉ่วย" กระตุ้นลูกทีมอย่างต่อเนื่อง และสร้างความมั่นใจให้นักเตะทุกคน ว่าพวกเราสู้ได้ทุกทีม และเราแข็งแกร่งมากพอที่จะเอาชนะได้ทุกนัดที่เหลือ

และนับจากนั้น ศรีสะเกษ เอฟซี ภายใต้การคุมทัพของ "น้าฉ่วย" ก็เดินหน้าโกยแต้มอย่างต่อเนื่อง พวกเขาเอาชนะทีมแล้ว ทีมเล่า จากอันดับ 11 ก็ขยับขึ้นมาเรื่อยๆ จากตามหลัง 10 แต้ม ก็ค่อยๆลดช่องว่างลงมา

จนปัจจุบัน ศรีสะเกษ เอฟซี ก็กลับขึ้นมารั้งอันดับ 3 ของตารางคะแนนไทยลีก 2 ซึ่งเป็นอันดับที่จะได้เลื่อนชั้น ขณะที่เหลือการแข่งขันอีกเพียง 3 นัด

จากคนที่เคยปรามาสในตอนนั้นว่า ศรีสะเกษ หมดหวังที่จะขึ้นไทยลีกไปแล้ว ก็ต้องกลืนน้ำลายตัวเอง พร้อมกับขยี้ตา และตั้งคำถามในใจว่า "น้าฉ่วย" กับกองทัพกูปรี พวกเขาทำได้อย่างไร?

แต่อย่างไรก็ตาม ภารกิจโกงตายของ ศรีสะเกษ ก็ยังไม่ลุล่วง เพราะยังเหลือขวากหนามอีก 3 นัดที่จะต้องก้าวผ่านไปให้ได้ นั่นคือ การไปเยือน แอร์ฟอร์ซ, เปิดบ้านพบ บีจี ปทุมฯ และปิดท้ายด้วยไปเยือน ไทยฮอนด้า

แม้สถานการณ์ลุ้นเลื่อนชั้นตอนนี้จะเข้มข้นมากๆ เพราะทีมอันดับ 2 ถึงอันดับ 5 จะมีแต้มแทบไม่ห่างกัน แต่ด้วยการผ่านอะไรมาขนาดนี้ แฟนบอล "กูปรีอันตราย" ทุกคน ต่างเชื่อมั่นเต็มหัวใจ

ว่าพวกเขาจะไม่พลาดในฉากจบของเรื่อง และบทสรุปของนิยายเรื่องนี้จะแฮปปี้เอนดิ้งแน่นอน...