ในขณะที่คู่แข่งเบอร์ 1 ของทีมชาติไทย ในการลุ้นตั๋วไปโอลิมปิกเกมส์ อย่าง เกาหลีใต้ ได้ไปลับฝีมือกับทีมระดับท็อปของโลก ในรายการเวิลด์ คัพ ที่ญี่ปุ่น

ขณะที่ทีมชาติไทยเอง มีคิวลงแข่งขันในรายการอาเซียน กรังด์ปรีซ์ และซีเกมส์ เจอกับทีมในภูมิภาคอุษาคเนย์

หากจะว่าไปแล้ว แม้ทัพสาวโสมขาว ได้เปรียบในเรื่องการเจอกับคู่แข่งที่แข็งแกร่งระดับต้น ๆ ของ FIVB ไม่ว่าจะเป็น อเมริกา, จีน, ญี่ปุ่น, เนเธอร์แลนด์, เซอร์เบีย ฯลฯ

การได้เจอกับทีมที่เก่งกว่า และเป็นทีมที่อันดับโลกสูง ๆ แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะได้ประลองฝีมือ และทดสอบทีมไปในตัว กับเตรียมความพร้อมก่อนเล่นโอลิมปิกเกมส์ ในเดือนมกราคม

ส่วนทัพสาวไทย ที่ไม่ได้ไปแข่งเวิลด์ คัพ เนื่องด้วยอันดับโลกของเรารั้งอันดับ 4 ของเอเชีย หากยังมีการแข่งขันในโซนอาเซียนให้เราได้ชิงชัยแทน

หลายท่านอาจจะมองว่า การเจอคู่แข่งในอาเซียน เป็นงานที่ง่ายจนเกินไป เป็นสิ่งที่เราไม่ควรจะต้องลงไปแข่งขันด้วยแล้ว ควรจะเปิดโอกาสให้กับรุ่นใหม่ ๆ ได้ก้าวขึ้นมาทดแทนรุ่นพี่ ๆ ได้แล้ว

ด้วยความที่ว่า สาวไทย ครองความเป็นเบอร์ 1 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มายาวนานแล้วกว่า 3 ทศวรรษ หายากที่จะมีคู่ปรับมาต่อกรในการลุ้นเหรียญทองซีเกมส์

บวกกับความก้าวหน้าที่ทีมชาติไทย เดินทางไปถึงการแข่งขันระดับโลกมาแล้วเกือบจะทุกรายการ และทีมอาเซียนเอง กลับเป็นฝ่ายที่ไม่ได้เดินไปไหน อย่างมากที่เห็นก็คือการแข่งขันชิงแชมป์เอเชีย และเอเชียนเกมส์

รวมถึงอันดับโลกของแต่ละทีมก็ไม่ได้สูงมากนัก

จึงทำให้หลายคนมองว่า ทีมชาติไทย ควรมองข้ามการแข่งขันในอาเซียนได้แล้ว เพื่อพัฒนาดาวรุ่ง และเอาจริงกับรายการระดับโลกมากขึ้น

ซึ่งเอาจริง ๆ แล้ว แทบจะไม่มีความเห็นไหนถูก หรือความเห็นไหนผิด การเรื่องของการจัดทัพของทีมงานโค้ช ในการแข่งขันรายการต่าง ๆ เพียงแต่ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมในแต่ละรายการด้วย

อย่าง อาเซียน กรังด์ปรีซ์ จุดประสงค์ในการจัดแข่งขัน ก็เปรียบเป็นว่า อยากให้ทีมไทย ช่วยเป็นติวเตอร์ เพื่อให้เพื่อนร่วมชาติอาเซียน ได้พัฒนาฝีมือ และศักยภาพไปด้วยกัน

ส่วนในซีเกมส์ เป็นมหกรรมกีฬาที่เป็นความหวังของประเทศไทย ไม่ใช่แค่วอลเลย์บอล แต่เป็นทุกชนิดกีฬา ที่ต่างก็คาดหวังเหรียญทองทั้งนั้น

ดังนั้นวอลเลย์บอล จึงไม่แปลกที่จะต้องให้ความสำคัญ และส่งนักกีฬาที่ดีที่สุดลงแข่งขันในซีเกมส์

อีกทั้งในมหกรรมกีฬานั้นไซร้ ไม่ว่าจะเป็น ซีเกมส์, เอเชียนเกมส์ หรือ โอลิมปิกเกมส์ เมื่อชนะ หรือได้เหรียญรางวัลกลับมา เงินรางวัลอัดฉีด ทั้งกับตัวนักกีฬา และสมาคมฯ ก็ได้มาเยอะไม่แพ้กัน

อย่างซีเกมส์ 2019 หนนี้ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ยังเพิ่มเงินรางวัลสำหรับเหรียญทอง จากเดิม 200,000 บาท มาเป็น 300,000 บาทอีกด้วย

นอกจากนี้ อย่างที่เราทราบกันดีว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานักกีฬาทีมชาติไทยชุดนี้ เป้าหมายที่สำคัญที่สุดของพวกเธอก็คือการได้ไปเล่นในโอลิมปิกเกมส์ 2020 รอบสุดท้าย ที่โตเกียว

ด้วยเราพลาด ไม่ผ่านรอบคัดเลือกในรอบแรกที่โปแลนด์ เมื่อเดือนสิงหาคม ทางสมาคมฯ เอง ก็คาดหวังเอาไว้อย่างสูงมาก กับการแข่งขันในรอบคัดเลือกโซนเอเชีย ที่จะเปิดฉากตบในเดือนมกราคม เพื่ออยากให้บรรดานักตบรุ่นพี่ ได้ไปโอลิมปิกด้วยกันสักครั้งก่อนอำลาผืนยาง

ดังนั้น การได้ซ้อมร่วมกัน การได้ลงเล่นในรายการต่าง ๆ พร้อมกัน จึงนับว่าเป็นเรื่องที่ดีอีกอย่างที่เราจะได้ทดสอบ ทดลอง และเน้นเอาจริงเอาจังกันมากขึ้น เพื่อเป้าหมายใหญ่ในช่วงต้นปีหน้า

จากการแข่งขันอาเซียน กรังด์ปรีซ์ สนามที่โคราช เราจะเห็นได้ว่า คู่แข่งในภูมิภาคเพื่อนบ้าน ต่างก็พัฒนาฝีมือกันมาไม่ได้ห่างจากเรามาก เราจึงประมาทใครไม่ได้เลย

ส่วนจะมองว่า ถ้ายังให้พี่ ๆ ได้ลงเล่นแบบนี้ต่อไป แล้วเมื่อไหร่ดาวรุ่งของเราจะพัฒนา จะเก่งเหมือนพี่ ๆ บ้าง

อันนี้ก็อยู่ที่ตัวบุคคล ความขยันมุ่งมั่นในการซ้อม และระเบียบวินัยของเด็ก ๆ ดาวรุ่งที่อยู่ในกลุ่มที่จะพัฒนา

เพราะปีหน้า จบโอลิมปิกเกมส์ ไม่ว่าจะผ่านหรือไม่ผ่านรอบคัดเลือกก็ตาม คงถึงเวลาที่น้อง ๆ จะได้เฉิดฉายแล้วหละ